ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 371 เขานั่นเอง พี่เหมิ่ง
ช่วงบ่าย
ทางข้างหน้าไม่สามารถเดินต่อไปได้ ผู้คนแออัดกันอยู่ ถามกัน วุ่นวายว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่เดินต่อ
“เกิดอะไรขึ้น?” เมิ่งหยวนหยวนยืนบนรถสามล้อพลางมองไป รอบ ๆ
เมิ่งคังขมวดคิ้วเล็กน้อย “หรือว่าจะให้พี่ไปดูข้างหน้าก่อนดี ไหม?”
“งั้นพี่รีบไปรีบมานะ แต่ระวังอย่าให้เหมือนคราวก่อน” เมิ่งหยวน หยวนพูด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของทุกคนก็ดูเคร่งเครียดขึ้น
จะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับที่อำเภอชิงฮว่าขึ้นในเมืองจูหลิง อีกครั้งหรือไม่?
พวกเขาคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกนะ?
เซียวหมิงเยวี่ยอุ้มเด็กน้อยลงจากรถ “ฉันไปดูหน่อยดีกว่า กำลัง เมื่อยอยู่พอดี ได้เดินยืดเส้นยืดสายเสียบ้าง”
“อึ อือ…”
ทารกน้อยในอ้อมแขนของเซียวหมิงเยวี่ยกำลังนอนหลับพร้อม กรนเบา ๆ ดูเหมือนกำลังหลับสนิท
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยเดินไปข้างหน้า เธอก็ได้รู้ว่ามีคนตั้งด่านกั้น ถนนไว้ ถนนถูกปิดกั้น และยังมีตาข่ายเหล็กหนามพันอยู่บนถนนอีก ด้วย ทำให้ไม่สามารถผ่านไปได้
“เกิดอะไรขึ้น? ถนนอยู่ของมันดี ๆ มาปิดไว้ทำไม พวกเราต้อง รีบเดินทางนะ”
“จริงด้วย พวกเราต้องหนีตาย ทำไมถึงมาขวางทางไม่ให้เรา ผ่าน?”
“ถนนนี่ไม่ใช่ของพวกคุณสักหน่อย รีบหลบไปสิ”
ผู้คนข้างหน้าบ่นไม่หยุด
ฝั่งตรงข้ามด่าน มีรถออฟโรดจอดอยู่สองคัน ชายชุดดำสองสาม คนยืนนิ่งเฉยสีหน้าเย็นชา ไม่สนใจคำพูดของผู้ลี้ภัย
ในมุมหนึ่งที่ไม่สะดุดตาของฝูงชน เซียวหมิงเยวี่ยมองดู เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ชายชุดดำเหล่านี้สวมรองเท้าบู๊ททหาร และยังมีมีดพกซ่อนอยู่ใน กระเป๋ากางเกงลายพราง รองเท้าบู๊ททหารและมีดพกเหล่านั้นไม่ใช่ ของธรรมดา
พวกเขามีกล้ามเนื้อที่แขนเป็นมัด ๆ ดูแล้วไม่ใช่คนธรรมดา แต่ เป็นคนที่ผ่านการฝึกพิเศษมาแล้ว ดีกว่าพวกขี้เมาและคนไร้ ประโยชน์ในอำเภอชิงฮว่าเยอะ
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เธอนึกถึงเหตุการณ์ที่หลังเขาเมื่อครั้งนั้นขึ้นมาทันใด
เธอไปเจอกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายโดยบังเอิญ ซึ่งกำลังปรึกษากัน เรื่องการก่อการร้าย
การแต่งกายและท่าทางของพวกนั้น คล้ายกับคนเหล่านี้ที่อยู่ ตรงหน้า แต่ก็คงแค่คล้าย ๆ กันเท่านั้น
ขณะที่เซียวหมิงเยวี่ยกำลังครุ่นคิด ชายร่างใหญ่คนหนึ่งก็ลงมา จากรถออฟโรดคันหนึ่ง
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยเห็นใบหน้าของชายคนนั้นชัด ๆ ดวงตาของ เธอก็เบิกกว้างขึ้น
เพราะใบหน้าของอีกฝ่ายเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยมาก!
รอยแผลเป็นที่หางคิ้วของเขาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เซียวหมิง เยวี่ยไม่มีทางลืมเขาได้
เขาชื่ออะไรนะ ใช่แล้ว พี่เหมิ่ง!
เขาคือหนึ่งในผู้ก่อการร้ายที่วางแผนก่อการร้ายที่หลังเขาใน เขตชุมชนหวาฮั่น!
และเขาคือผู้ต้องหาที่วางระเบิดทั้งชุมชนสวนดอกยี่เข่ง!
แล้วเขามาทำอะไรที่นี่?
พี่เหมิ่งท่าทางหงุดหงิด กระชากโทรโข่งจากลูกน้องและตะโกน ด่าด้วยน ้าเสียงดุร้ายว่า
“เงียบ ๆ โวยวายอะไรกันนักหนา! ทุกคนหุบปากเดี๋ยวนี้!”
ทันทีที่เขาพูดออกไป ทุกคนก็ปิดปากเงียบสนิท เหล่าผู้ลี้ภัยต่าง จ้องมองชายฉกรรจ์ผู้โหดเหี้ยมคนนี้ด้วยความหวาดกลัว
แค่ได้เห็นหน้าของพี่เหมิ่ง ก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ควรไปมีเรื่องด้วย บรรยากาศรอบตัวทั้งน่ากลัวและน่าเกรงขาม ไม่มีใครกล้าพูดอะไร อีกต่อไป
พี่เหมิ่งก้าวออกมาข้างหน้า แล้วพูดเสียงอันดังว่า
“ถนนข้างหน้ากำลังซ่อมแซม ไม่สามารถผ่านไปได้ชั่วคราว”
“แล้วต้องรอถึงเมื่อไหร่ อีกกี่วัน?” ใครคนหนึ่งถามขึ้นเสียงสั่น เทา
พี่เหมิ่งถลึงตาใส่ “ถ้าฉันบอกให้แกรออีกสองสามวัน แกก็ต้อง รอ ไม่งั้นฉันจะฆ่าทิ้งซะ!”
ชายคนนั้นหน้าซีดด้วยความหวาดกลัวและไม่กล้าพูดอะไรอีก
พี่เหมิ่งดูอารมณ์เสีย เขาตะคอกเสียงดัง
“รอไปสองสามวัน ไม่ต้องมาถามอีก!”
หลังจากพูดจบ เขาก็โยนโทรโข่งใส่ลูกน้องอีกคน พร้อมสบถคำ หยาบคาย
“น่ารำคาญจริง ๆ!”
เห็นแบบนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็ถอยหลังออกไปและก้มศีรษะลง เนื่องจากพี่เหมิ่งเคยเห็นหน้าเธอแล้ว
แม้ว่าหลังจากผ่านไปนานและเขาอาจจำไม่ได้ แต่เพื่อความ ปลอดภัย ยังไงก็ไม่ควรให้เธอเห็นดีกว่า
เซียวหมิงเยวี่ยหันหลังเดินจากไป
ขณะเดียวกัน พี่เหมิ่งเหลือบมองมาทางที่เธอยืนอยู่ เห็นเพียง ใบหน้าด้านข้างของเซียวหมิงเยวี่ย เขารู้สึกคุ้นเคย และนึกถึงผู้หญิง ที่ไวเปอร์ชอบ
“เฮ้ย ผู้หญิงคนนั้น!” พี่เหมิ่งตะโกนขึ้น
ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นไม่รู้ว่าพี่เหมิ่งหมายถึงใคร พวกเขาต่างก็ มองหน้ากันไปมาด้วยความงุนงง
เมื่อพี่เหมิ่งมองอีกทีก็ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นแล้ว เนื่องจากเซียวห มิงเยวี่ยเดินลัดเลาะหลบเข้าไปในฝูงชน
“ตาลายหรือวะ?” พี่เหมิ่งพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
เขาหันกลับมุ่งหน้าไปที่รถแล้วพูดว่า “ลูกพี่ เรื่องแบบนี้ให้ ลูกน้องทำก็ได้ ทำไมพวกเราต้องลงมาด้วย กลับกันเถอะ!”
บนรถออฟโรด ชายที่ถูกพี่เหมิ่งเรียกว่าลูกพี่นั้นก็คือไวเปอร์ที่
หายตัวไปนาน ไป่หลี่โม่เฉิน
ไป่หลี่โม่เฉินลืมตาเรียวแคบเหมือนนกฟีนิกซ์ขึ้น แล้วพูดด้วย น ้าเสียงเย็นชาว่า
“ก็แค่ออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง ผู้ลี้ภัยพวกนั้นกำลังจะไปเมืองเกา ปาเล่อที่มณฑลหลงเจียงด้วยเหรอ?”
พี่เหมิ่งวางมือไว้หลังศีรษะ “ตอนนี้ประชาชนทั้งประเทศกำลัง อพยพใหญ่ และเมืองเกาปาเล่อที่มณฑลหลงเจียงก็เป็นสถานที่แห่ง เดียวที่ยังสงบสุข แล้วพวกมันจะไปไหนได้อีก”
ไป่หลี่โม่เฉินนึกอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบ
“ผู้คนในเผิงจิงก็อพยพไปเหมือนกันใช่ไหม?”
พี่เหมิ่งหัวเราะเบา ๆ “ลูกพี่ ยังคิดจะเล่นการใหญ่อีกเหรอ? ว่าแต่ ลูกพี่ แม้ว่าคุณจะมีความแค้นกับเขา แต่ก็ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ไป่หลี่โม่เฉินจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา พี่เหมิ่งจึงรีบเก็บ รอยยิ้มหยอกล้อกลับไปทันที
“ผมแค่หมายความว่า เรายังถูกหมายหัวอยู่ ทางที่ดีตอนนี้อย่า เสี่ยงเลย”
“พวกนั้นว่ายังไงบ้าง?” ไป่หลี่โม่เฉินถามอีกครั้ง
พี่เหมิ่งตอบ “พวกนั้นต้องการให้เราทำทุกอย่างที่จำเป็น และ ทำลายประเทศ แต่ว่าลูกพี่ ผมรู้สึกว่าพวกมันไม่ได้มองเราเป็นคน ไม่ เห็นคุณค่าชีวิตของพวกพี่น้อง เราไปทำงานให้พวกมันทำไม?”
ไป่หลี่โม่เฉินหัวเราะเยาะอย่างดูถูก “ใครบอกว่าฉันจะเสียสละ ชีวิตเพื่อพวกมัน?”
เขาแค่ต้องการใช้ประโยชน์จากคนพวกนั้น เพื่อให้ได้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ชั้นดีมาสนับสนุนการแก้แค้นส่วนตัวเท่านั้น
ตอนนี้ศัตรูที่ทอดทิ้งภรรยาและลูกได้ตายไปแล้ว เขาได้ล้างแค้น ให้แม่สำเร็จ และเขาไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังการควบคุมจากอีกฝ่ายอีก ต่อไป
มันเป็นเพียงการทำตามหน้าที่ต่อหน้า แต่แอบต่อต้านลับหลัง เท่านั้น
ไป่หลี่โม่เฉินนึกถึงวัยเด็กของเขาทีไร ก็ไม่อาจกลั้นความโกรธ แค้นไว้ได้ แม่ของเขาเป็นคนดีมาก ถึงแม้จะไม่ใช่ลูกหลานของ ข้าราชการชั้นสูง แต่ก็เป็นคุณหนูจากครอบครัวใหญ่โต ไม่ต้อง กังวลเรื่องอาหารและเสื้อผ้า
แต่เธอกลับต้องมาเจอผู้ชายชั่วช้าที่ไร้หัวใจแบบนั้น
เพื่อผลประโยชน์ทางอาชีพการงานของเขา คนขี้โกงคนนี้ได้ ครอบครองทรัพย์สินของครอบครัวแม่ ใช้เงินเก็บของแม่ปูทางสู่ เส้นทางสู่อำนาจ และเพื่อไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูง จึงตัดสินใจแต่งงานเข้า บ้านฝ่ายหญิง เอาใจพ่อตาและภรรยาใหม่ทุกวิถีทาง
คนทรยศยังวางแผนขับไล่แม่ให้ออกจากบ้าน แต่เพราะกลัวแม่ แก้แค้น จึงวางแผนฆ่าเธอทิ้ง
แม้แต่ลูกหลานที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน พี่น้องของไป่หลี่โม่เฉิน ล้วนถูกคนทรยศไล่ไปต่างประเทศ ไร้ญาติขาดมิตร ต้องดิ้นรนใช้ ชีวิตอย่างยากลำบาก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไป่หลี่โม่เฉินมีเพียงเป้าหมายเดียวในใจ นั่นคือการแก้แค้น ต้องให้คนทรยศนั้นตกตายอย่างไม่มีวันหวนกลับ
เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิด เขาถึงได้รู้ว่า คนทรยศนั้นได้กลายเป็น ผู้นำที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ พูดจาเต็มไปด้วยคำพูดที่แสดงถึง คุณธรรมและความยุติธรรม
ช่างน่าขันเสียจริง!
ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านเกิด ไป่หลี่โม่เฉินก็เริ่มต้นแผนการแก้แค้น เขามุ่งมั่นที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของไอ้ขยะไร้ค่าคนนั้น
โชคดีที่การแก้แค้นสำเร็จแล้ว เขาฆ่าอีกฝ่ายด้วยมือของตัวเอง
เมื่อหลุดพ้นจากความทรงจำ ใบหน้าของไป่หลี่โม่เฉินยังคงมี รอยยิ้มเล็กน้อย
“ต่อไปก็แค่ตีเนียนทำตามคำสั่ง ขอเสบียงจากพวกมัน แล้วก็…”
“แล้วยังไงต่อ?” พี่เหมิ่งถาม
ไป่หลี่โม่เฉินพูดช้า ๆ แต่ชัดเจน “แล้วก็ สร้างชุมชนที่พักพิงของ เราเอง”
พี่เหมิ่งยิ้มกว้าง “เยี่ยมเลย เมืองจูหลิงแห่งนี้ไม่เลวเลยนะ ลูกพี่
มองการณ์ไกลจริง ๆ! งั้นผมจะไปรับสมัครพวกผู้ลี้ภัยมาอยู่และ ทำงานที่นี่ต่อ ไม่เห็นต้องไปเมืองเกาปาเล่อที่มณฑลหลงเจียง เหนื่อย จะตาย เมืองจูหลิงของเราดีกว่าเยอะ! ที่พักพิงของเราจะไม่ด้อยไป กว่าของพวกมันแน่นอน!”
เขาหยุดพักชั่วครู่ แล้วพูดต่อ
“ว่าแต่พี่ใหญ่ ไม่รู้ว่าผมตาลายหรือเปล่า พอดีเหมือนเห็นผู้หญิง คนนั้นจากเมืองเผิงจิงเมื่อกี้นี้ เดี๋ยวคงต้องไปให้เจ้าเด็กจากหวงเจียง มาตรวจตาเสียหน่อย”
“ใคร?” ไป่หลี่โม่เฉินถามโดยไม่ใส่ใจ
พี่เหมิ่งคิดอยู่พักหนึ่งว่า “ก็ผู้หญิงที่สร้างปัญหาในรังรื่นรมย์สุข ฤดี และคุณก็ให้ลูกหมาป่ากับหล่อนไป ลูกพี่ ผมไม่ได้ว่าอะไรคุณนะ แต่ถ้าคุณชอบผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ ทำไมไม่พามาด้วยกันตั้งแต่ตอน นั้นล่ะ บางทีตอนนี้อาจมีลูกด้วยกันแล้วก็ได้”
ไป่หลี่โม่เฉินตกตะลึง “เซียวหมิงเยวี่ยเหรอ? เธออยู่ไหน?”
“บางทีผมอาจจะมองผิดไปก็ได้ แค่เหมือนเห็นแวบ ๆ เท่านั้น”
“ฉันถามว่าเธออยู่ไหน!” ไป่หลี่โม่เฉินหมดความอดทน
“ในกลุ่มผู้ลี้ภัย ดะ… ดูเหมือนจะอุ้มเด็กทารกอยู่ด้วย” พี่เหมิ่ง ตอบ
ไป่หลี่โม่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย “ฉันจะลองไปดู”