ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 373 เขากำลังสร้างเขตที่พักอาศัยจริง ๆ
เสี่ยวฮุยฮุยส่งเสียงเล็กแหลม แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้ อยากเห็น หมายความว่าอย่างไร?
เจอใครนะ?
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มฝืน “…ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะ แค่กลัวว่าจะ รบกวนนายมากเกินไป”
เป็นเพราะฉันกลัวนาย และอยากอยู่ห่าง ๆ จากนายซะ!
เซียวหมิงเยวี่ยคร ่าครวญอยู่ในใจ
“ไม่รบกวนหรอก ไปกันเถอะ” น ้าเสียงของไป่หลี่โม่เฉินเด็ดขาด และไม่ยอมให้ปฏิเสธ
เขาส่งสัญญาณให้พี่เหมิ่งและลูกน้องอีกสองสามคน พวกเขา เดินตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งเข็นสามล้อ อีกคนเข็นจักรยาน
พี่เหมิ่งหันไปมองสมาชิกครอบครัวเมิ่งแล้วออกคำสั่ง
“ไปกันได้แล้ว!”
สมาชิกครอบครัวเมิ่งหันไปมองเซียวหมิงเยวี่ยเพื่อขอความ ช่วยเหลือ ก่อนที่หญิงสาวจะพยักหน้าช้า ๆ
ดูเหมือนว่าไป่หลี่โม่เฉินจะต้องการ ‘ต้อนรับ’ เธอให้ได้ และไม่ สามารถปฏิเสธได้เลย
ถ้าดื้อดึงต่อไปคงเสียเวลาเปล่า ลำพังแค่เธอไม่เป็นไรหรอก แต่ เธอต้องคำนึงถึงสมาชิกครอบครัวเมิ่งด้วย
เซียวหมิงเยวี่ยไม่เข้าใจ ทำไมเขาถึงต้องกระตือรือร้นและรบเร้า เธอขนาดนี้?
ถ้าพูดถึงเรื่องการตอบแทนบุญคุณ ตอนที่เธออยู่ที่รังรื่นรมย์สุข ฤดี เขาก็เคยช่วยเธอไว้เหมือนกัน ซึ่งถือว่าหายกันแล้ว
เป็นไปได้ไหมว่า เขาคิดว่าเธอเป็นเพื่อน?
ทว่าเซียวหมิงเยวี่ยไม่กล้าคบค้าสมาคมกับคนแบบนี้
หากเธอรู้ตั้งแต่แรกว่าชายหนุ่มบนหลังเขาที่เต็มไปด้วยบาดแผล และดูน่าสงสาร แท้จริงแล้วคือผู้บงการเบื้องหลังการสังหารหมู่ผู้คน ในเมืองเผิงจิง เธอคงไม่เข้าไปยุ่งในเรื่องนี้แม้ว่าเธอจะถูกฆ่าก็ตาม
อนิจจา ทั้งหมดนั่นเป็นโชคร้ายที่เธอไม่าจหลีกเลี่ยง
ไป่หลี่โม่เฉินยื่นมือไปจิ้มเสี่ยววั่ง แล้วเสี่ยววั่งก็แลบลิ้นเล็ก ๆ ใส่ เขา
ไป่หลี่โม่เฉินหัวเราะเบา ๆ น ้าเสียงอ่อนลงมาก
“ผมขออุ้มเธอหน่อยได้ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ได้สิ”
ไป่หลี่โม่เฉินรับเสี่ยววั่งมาอุ้ม เขามองดูเด็กน้อยตัวเล็กผิวพรรณ นุ่มนิ่มน่าเอ็นดู จึงอยากหยอกล้อเธอไปเรื่อย ๆ
เสี่ยววั่งลืมตากลมโต กำมือเล็ก ๆ สีชมพูของเธอไว้กับนิ้วของ เขา ไม่ยอมปล่อย
ไป่หลี่โม่เฉินเลิกคิ้วแล้วพูดว่า “มือเล็กจิ๋วแค่นี้ แต่กลับทรงพลัง มาก”
เซียวหมิงเยวี่ยเดินเคียงข้างเขา ถามด้วยความไม่แน่ใจว่า
“ไป่หลี่โม่เฉิน พวกนายอาศัยอยู่ในเมืองจูหลิงเหรอ?”
ไป่หลี่โม่เฉินพยักหน้า “ผมจะสร้างเมืองจูหลิงให้กลายเป็นที่อยู่ อาศัยที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด คิดว่าไง อยากมาอยู่ด้วยกันไหมครับ?”
เซียวหมิงเยวี่ยตกใจ “นายจะสร้างที่นี่ให้เป็นที่อยู่อาศัยจริง หรือ?”
โอ้โห ที่อยู่อาศัยของรัฐบาลล้วนอยู่ในเขตเมืองเกาปาเล่อของ มณฑลหลงเจียง แต่เขาจะสร้างที่อยู่อาศัยแห่งใหม่อีกแห่งบนแผ่นดิน จีน
นี่ไม่ใช่การต่อต้านรัฐบาลอย่างโจ่งแจ้งหรือ?
แล้วรัฐบาลจะยอมได้ยังไง?
ไป่หลี่โม่เฉินเปิดประตูรถ “ใช่ครับ เราปฏิบัติต่อพลเมืองที่นี่เป็น อย่างดี สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ด้อยกว่าที่อยู่อาศัยอื่น ๆ เลย บางที อาจจะดีกว่าด้วยซ ้า อยากลองพิจารณาดูไหม? ขึ้นรถก่อนแล้วค่อย คุยกันต่อก็ได้ครับ”
เซียวหมิงเยวี่ยขึ้นรถไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย ความคิดของเธอสับสนวุ่นวาย
กลุ่มผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ดันมาสร้างเขตที่พักอาศัยขึ้นมาจริง ๆ มันช่างน่าเหลือเชื่อมาก พวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
แล้วอีกอย่าง จู่ ๆ ก็มีเขตที่พักอาศัยอีกแห่งในแผ่นดินจีนที่อยู่ เหนือการควบคุมของรัฐบาล ทางการจะนิ่งเฉยได้ยังไง?
เซียวหมิงเยวี่ยหันมองไป่หลี่โม่เฉินซึ่งกำลังหยอกล้อกับเด็ก ทารกด้วยสายตาที่ซับซ้อน อยากจะถามอะไรบางอย่าง แต่ก็กลัวว่า เขาจะสงสัย เลยกลืนคำพูดนั้นกลับลงคอไป
ไป่หลี่โม่เฉินพูดขึ้นโดยยังไม่ละสายตาจากทารกน้อย “พี่สาว พี่
อยากพูดอะไรหรือครับ? พวกเราคนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ”
“นายมีแผนอะไรสำหรับเขตที่พักอาศัยบ้าง? ฉันอยากฟัง แผนการของนายหน่อย” เซียวหมิงเยวี่ยอดรนทนไม่ไหวจนต้องถาม ออกมา
ที่นี่จะมีสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า? จะเป็นเขตที่พักอาศัยอย่าง แท้จริง หรือจะเป็นนรกบนดินเหมือนที่อำเภอชิงฮว่า?
ไป่หลี่โม่เฉินพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะ “ผมรู้นะว่าพี่สาวคิดอะไรอยู่ พี่คงคิดว่าคนที่สร้าง ‘รังรื่นรมย์สุขฤดี’ ขึ้นมาแบบผม จะเป็นคนดีไป ได้ยังไง พี่กลัวว่าเขตที่พักอาศัยนี้ จะกลายเป็นรังรื่นรมย์สุขฤดีอีก แห่งใช่ไหมครับ?”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “ฉันไม่ได้หมายความว่า อย่างนั้น…”
ไป่หลี่โม่เฉินหลุบตาลง ก่อนพูดด้วยน ้าเสียงจริงจังว่า
“เซียวหมิงเยวี่ย ผมยอมรับว่าผมไม่ใช่คนดี แต่ผมไม่เคยทำร้าย คุณเลย ดังนั้น อย่ารังเกียจผม อย่ากลัวผมเลยได้ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยนิ่งอึ้ง ไม่รู้จะตอบอะไรดี
“มะ… ไม่ได้รังเกียจอะไรนะ”
เห็นชัดขนาดนั้นเลยเหรอ? เธอคิดว่าตัวเองปิดบังได้ดีซะอีก
ไป่หลี่โม่เฉินกระตุกริมฝีปาก “ดูสิ สีหน้าแข็งทื่อไปหมด ยังจะมา ปฏิเสธอีก”
เขาเปลี่ยนน ้าเสียงและพูดว่า “จริงอยู่ที่รังรื่นรมย์สุขฤดีไม่ใช่ สถานที่ที่ดี แต่ผมไม่เคยเอาเปรียบใครที่นั่น ทุกคนมีอาหารดี ๆ กิน มีทั้งข้าวและเนื้อสัตว์ ดีกว่าไปกินเศษอาหารข้างถนนไม่ใช่เหรอ? พี่รู้ ไหม ตอนที่ผมยุบกิจการ หลายคนร้องไห้ไม่เต็มใจจะจากไป”
เซียวหมิงเยวี่ยกล่าวด้วยน ้าเสียงสงบ
“นายไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้ฉันฟังหรอก”
ไป่หลี่โม่เฉินรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ผ่านไปไม่กี่วินาที เขา ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม พูดด้วยน ้าเสียงที่อ่อนโยนว่า
“งั้นผมขอแนะนำเขตที่พักอาศัยของผมให้พี่สาวฟังแล้วกัน”
แผนการของไป่หลี่โม่เฉินคือ การเริ่มต้นจากชนบทชานเมือง เขาต้องการสร้างเขตที่พักอาศัยที่มีอาหารเพียงพอ ซึ่งไม่มีทาง เกิดขึ้นได้หากอยู่ในตัวเมือง
และเขาก็เริ่มลงมือสร้างแล้ว ตอนนี้กำลังขยายพื้นที่ออกไปเรื่อย ๆ และยังมีคนมาทำการเกษตรตามชานเมืองของเมืองจูหลิง สิ่งที่น่า ประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ มีควันไฟลอยขึ้นมาจากบ้านชั้นเดียวใน ชนบท แสดงว่ามีคนกำลังทำอาหารอยู่
ดูแล้วเหมือนชนบทก่อนเกิดวิบัติการณ์
เมืองจูหลิงเต็มไปด้วยความรกร้างปรักหักพัง แต่ชนบทชานเมือง กลับมีบรรยากาศที่แตกต่าง ซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
บนรถที่แล่นผ่าน เซียวหมิงเยวี่ยมองเห็นทิวทัศน์ชนบทบางส่วน เธอรู้สึกประหลาดใจสุดขีด
ท้องฟ้าสีคราม เมฆขาวลอยอยู่ ผู้คนกำลังเดินบนถนน บางคน ถือจอบ บางคนสวมหมวกฟางกำจัดวัชพืชในทุ่งนา เด็ก ๆ วิ่งไล่จับ กันอย่างสนุกสนาน
ช่างเป็นเหมือนกับภาพวาดที่งดงามเสียจริง
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกตกตะลึง จนถามสามคำถามรวด “นายกำลัง สร้างเขตที่พักอาศัยจริง ๆ หรือ? พวกเขาปลูกข้าวใช่ไหม? แล้วนาย เอาเมล็ดพันธุ์มาจากไหน?”
ตอนนี้สิ่งที่หายากที่สุดคือเมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่าง ๆ
หลังจากประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ชนบท เปรียบเสมือนท่าเรือ และเป็นบ้านของเรา
เมื่อสบตากับไป่หลี่โม่เฉินที่กำลังยิ้มมุมปาก เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึก เขินอายเล็กน้อย
“… นายทำได้ดีมากทีเดียว”
ไป่หลี่โม่เฉินพูดอย่างสบาย ๆ “แน่นอนครับ แม่ผมเคยบอกว่า ทิวทัศน์ชนบทแบบนี้เป็นสิ่งที่เธอชอบที่สุด มันทำให้รู้สึกสบายใจ”
“แม่ของนายอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?” เซียวหมิงเยวี่ยถามออกไปโดย ไม่ได้ตั้งใจ
ไป่หลี่โม่เฉินหยุดชะงัก “แม่ของผมเสียชีวิตตั้งแต่ตอนผมอายุห้า ขวบครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกสะเทือนใจ รีบขอโทษว่า
“เสียใจด้วยนะ”
ไป่หลี่โม่เฉินมองออกไปนอกหน้าต่าง “ไม่เป็นไรครับ จำได้ว่า ตอนเด็ก ๆ แม่ชอบพาผมเดินเล่นตามตรอกซอกซอยในชนบท ผม ยังจำได้ว่าตอนนั้น ลมโชยมาแตะใบหน้า รู้สึกสบายมากเลย”
“แม่ชอบอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าอยู่ในเมือง ชอบปลูก ดอกไม้และผักสวนครัวในบ้านหลังเล็กของชนบท เธอเป็นผู้หญิงที่
อ่อนหวานและใจดี ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มที่อบอุ่นเสมอ ดูสิ ทิวทัศน์ ในชนบทช่างสวยงาม ผมเองก็ชอบเหมือนกันครับ”
ความคิดของเขา เหมือนล่องลอยผ่านกาลเวลา กลับไปสู่อดีต อันไร้กังวลในวัยเด็กอีกครั้ง
เซียวหมิงเยวี่ยพูดด้วยความจริงใจว่า “สวยงามมากจริง ๆ แค่ มองดูทิวทัศน์แบบนี้ ก็รู้สึกสบายใจ เหมือนย้อนกลับไปยังวันที่ก่อน เกิดภัยพิบัติ”
ไป่หลี่โม่เฉินกลับมาสู่ความเป็นจริง ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“มีคนเข้ามาอาศัยอยู่ค่อนข้างเยอะแล้ว ทุกครัวเรือนจะได้รับการ จัดสรรที่ดินสำหรับปลูกพืชผลและเลี้ยงสัตว์เพื่อพึ่งพาตนเอง และ พื้นที่ของเขตที่พักอาศัยก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มันดีใช่ไหม ครับ?”
“ส่วนเมล็ดพันธุ์ ผมแอบยักยอกไว้และเก็บเป็นความลับ” ไป่หลี่
โม่เฉินขยิบตาและยิ้มกริ่ม
เซียวหมิงเยวี่ยมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นชาวนา พูดคุยพลางหัวเราะกันอย่างมีความสุขขณะเตรียมกลับบ้าน ดู เหมือนว่าพวกเขาจะมีความสุขมาก
เวลานี้เธอรู้สึกสับสนจนไม่สามารถบรรยายความรู้สึกของตัวเอง ออกมาได้
ถ้าเป็นแบบนี้ ทำไมเขาถึงต้องการทำลายล้างเมืองเผิงจิงตั้งแต่ แรก ทำไมเขาถึงสังหารหมู่ผู้คนในเมืองเผิงจิง เขามีความแค้น ส่วนตัวกับเมืองเผิงจิงงั้นหรือ?
แต่ตอนนี้เขากำลังสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เพื่อให้ผู้ประสบภัยมีที่อยู่ อาศัยที่มั่นคง
อย่างหนึ่งคือความชั่วร้ายที่เต็มเปี่ยม อีกอย่างคือความดีงามที่
ช่วยเหลือผู้คน
สองพฤติกรรมนี้ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มเพียงคนเดียว ทำมันได้อย่างไร?
จุดประสงค์ของเขาคืออะไร เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
เซียวหมิงเยวี่ยยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจไป่หลี่โม่เฉิน ช่างเป็นคน ซับซ้อนเสียจริง…
เธอไม่เข้าใจเขาเลยจริง ๆ แล้วถ้าเป็นคนของมหาอำนาจ ต่างชาติ ทำไมพวกมันถึงอนุญาตให้เขาสร้างที่อยู่อาศัยในประเทศ จีนได้?
เซียวหมิงเยวี่ยคิดไม่ตก
ไป่หลี่โม่เฉินเอนหลังบนพนักพิง “เป็นยังไงครับ ไม่เลวเลยใช่ ไหม? พี่สาว ตอนนี้คุณคงรู้แล้วใช่ไหมว่าจริง ๆ แล้วผมเป็นคนดี?”
ดวงตาของเขาเป็นประกาย ปรากฏรอยยิ้มแฝงความเจ้าเล่ห์
“กรมเกษตรกรรมของเมืองเผิงจิงจัดหาอาหารให้เฉพาะคนรวย และผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่ผมปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกัน ผู้อยู่อาศัย ทุกคนสามารถกินข้าวและผักได้ ดูแบบนี้แล้วผมดีกว่าไอ้คุณชายจี้
เหวินซีจอมเย่อหยิ่งคนนั้นเยอะ จริงไหมครับ?”
“เอ๋?”
ใครนะ?
จริงด้วย จี้เหวินซี ไม่รู้ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้างนะ