ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 381 ฉันเป็นพลเมืองดี
“คุณผู้หญิง โปรดสารภาพมาตามตรง โทษหนักจะกลายเป็นเบา แต่หากขัดขืนจะถูกลงโทษหนัก ปฏิบัติตามอย่างเชื่อฟัง อย่าคิดอะไร แปลก ๆ เพราะมันไม่มีประโยชน์”
ภายในห้องสอบสวนชั่วคราว ทหารตรงหน้ามีสีหน้าเฉียบคม เขาชื่อเหยียนจวิน ดวงตาคมดั่งเหยี่ยวของเขาเหมือนจะมองทะลุ จิตใจได้
ถัดจากเหยียนจวิน มีทหารหนุ่มแซ่ฟาง ใบหน้าเหลี่ยมแบบคน จีน ชื่อฟางหลง
เซียวหมิงเยวี่ยยังคงสงบนิ่ง “ฉันเป็นพลเมืองดี ถามมาสิ ฉันตอบ ได้หมด”
เหยียนจวินจ้องมองใบหน้าของเซียวหมิงเยวี่ย ก่อนพูดคำเบาว่า
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น บอกมาซะดี ๆ ว่าชื่ออะไร มาจากไหน เกี่ยวข้องกับไวเปอร์ยังไง ทำไมเขาถึงได้ปฏิบัติต่อคุณดีเป็นพิเศษ คุณไปเป็นแขกของเขาได้ยังไง รู้จักกันได้ยังไง?”
“ไวเปอร์?”
“ก็ไป่หลี่โม่เฉิน หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายไง คุณอย่าบอกนะว่าไม่ เคยได้ยินชื่อของเขา” เหยียนจวินพูด
“กลุ่มก่อการร้าย? แบบนี้นี่เอง เข้าใจแล้ว…” การแสดงของ เซียวหมิงเยวี่ยถือว่าแยบยล
เธอต้องไม่แสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่า เธอเดาตัวตนของไป่หลี่โม่เฉิน ออก ไม่อย่างนั้นจะยิ่งอธิบายอะไรไม่ได้
“คุณไม่รู้เหรอว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้ายจากต่างประเทศ?” เหยียน จวินหรี่ตาลง
เซียวหมิงเยวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า
“ฉันชื่อเซียวหมิงเยวี่ย เป็นพลเมืองจากเมืองเผิงจิง ไม่ทราบว่า ทางพวกคุณจะหาข้อมูลจากฐานข้อมูลของพวกเราที่นั่นได้หรือไม่ ฉันเป็นพลเมืองดี ไม่เคยทำอะไรผิดกฎหมาย ส่วนเรื่องที่รู้จักไป่หลี่
โม่เฉินนั้น เป็นเรื่องที่ยาวนานมาแล้ว”
เธอหยุดพักครู่หนึ่ง “ปีที่เกิดน ้าท่วม ผู้คนทั้งเมืองอพยพไปทาง ใต้ของเมืองเผิงจิง กลุ่มก่อการร้ายได้ก่อเหตุวินาศกรรม ฉันได้ยิน แผนการร้ายของกลุ่มพี่เหมิ่งบนภูเขาหลังชุมชน จึงรีบแจ้งตำรวจใน พื้นที่…”
เซียวหมิงเยวี่ยเลือกเล่าเฉพาะประเด็นสำคัญ พูดอย่างใจเย็นว่า
“ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อการร้าย ไม่อย่างนั้นฉัน คงไม่ช่วยเขาหรอก ความจริงแล้วก็ไม่เชิงช่วย แค่เห็นเขานอน บาดเจ็บ จึงให้น ้ากับอาหารนิดหน่อยเท่านั้น บังเอิญเขาจำฉันได้
ไป่หลี่โม่เฉินดูเหมือนจะซาบซึ้งในบุญคุณที่ฉันช่วยชีวิตเขาไว้ใน ครั้งนั้น…”
“หลังจากนั้นเขายังช่วยฉันอีกครั้งที่รังรื่นรมย์สุขฤดี ตอนนั้นฉัน ก็รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ ในสถานที่อย่างรังรื่นรมย์สุขฤดี เขาสามารถพูดคุยกับคนที่นั่นอย่างสนิทสนม แสดงว่าเขาไม่ใช่คนดี นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดที่เราเคยรู้จักกัน”
“ฉันไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่อีก ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังไม่คิดฝันเลย ว่าเขาจะเป็นผู้ก่อการร้ายจากต่างประเทศ น่ากลัวเหลือเกิน”
พูดจบ เซียวหมิงเยวี่ยก็รู้สึกกระหายน ้าขึ้นมา
เหยียนจวินจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ย พยายามหาพิรุธจากสีหน้า ของเธอ
“ตามที่คุณพูด แสดงว่าคุณไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาใช่ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยส่ายหน้า “ฉันเดาได้ว่าเขาเป็นอาชญากร แต่ไม่ คิดว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายจากต่างประเทศ”
เธอมีท่าทางสงบ เยือกเย็น ไม่ได้แสดงท่าทีมีพิรุธ
“ฉันพูดความจริงทั้งหมดไปแล้ว พวกคุณสามารถติดต่อผู้กำกับ การสถานีตำรวจเมืองเผิงจิง หรือท่านผู้กำกับเหยียนเพื่อสอบถาม เพิ่มเติมได้ ท่านยังให้รางวัลฉันด้วยนะ เพราะฉันแจ้งเบาะแสสำคัญ”
ฟางหลงคนที่อยู่ข้าง ๆ เหยียนจวินถามขึ้นว่า “ก็ถ้าคุณเดาได้ ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเขาเป็นอาชญากร ทำไมคุณถึงไม่แจ้งตำรวจ ท้องถิ่นหลังจากนั้นล่ะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยอธิบายด้วยความจริงใจว่า “ฉันกลัวจะถูกเอาคืน พวกเขามีอิทธิพลมาก รู้ที่อยู่ของฉัน ฉันมีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ฉันไม่ กล้าเสี่ยง ฉันรู้ว่าถ้าแจ้งเรื่องนี้ พวกตำรวจอาจจะดำเนินการตาม สมควร แต่ไป่หลี่โม่เฉินและพรรคพวกของเขาคงจะสงสัยฉันแน่ ๆ ฉันยอมเอาตัวเข้าเสี่ยงได้ แต่ฉันไม่สามารถเอาครอบครัวของฉันไป เสี่ยงด้วยได้ คนพวกนั้นมันบ้าระห ่า ฉันเลยเลือกที่จะเงียบ”
แน่นอน ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ฉันคิดว่ารังรื่นรมย์สุขฤดีก่อเหตุ ใหญ่โตในเมืองเผิงจิงขนาดนี้ รัฐบาลคงจะรู้เรื่องแล้วแน่ ๆ และพวก เขาน่าจะมีแผนการตอบโต้ แล้วฉันจะเข้าไปยุ่งอีกทำไม?”
“ตอนนั้นฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย คิดว่าเป็นแค่ อาชญากรเฉย ๆ”
ในตอนที่เธอยังอยู่ที่รังรื่นรมย์สุขฤดี เธอเจอแค่ไป่หลี่โม่เฉิน ไม่ได้เจอพี่เหมิ่ง ดังนั้นเธอจึงไม่รู้จริง ๆ ว่าไป่หลี่โม่เฉินเป็นพวก เดียวกับพี่เหมิ่ง
คำพูดเหล่านี้ เป็นความคิดที่แท้จริงของเธอ ไม่ว่าใครจะมองว่า เธอเห็นแก่ตัวหรือโง่เขลา เธอก็ไม่มีความมั่นใจ 100% ว่าจะปกป้อง
ครอบครัวให้ปลอดภัยได้ ดังนั้น เธอจึงไม่อยากเอาครอบครัวของเธอ ไปเสี่ยงเด็ดขาด
เธอไม่ได้อยู่คนเดียว เธอยังมีพ่อแม่ คุณตาคุณยาย เธอเอง อาจจะเสี่ยงได้ แต่เธอไม่สามารถเอาชีวิตทั้งครอบครัวไปเสี่ยงด้วย
เธอไม่กล้าจริง ๆ
ฟางหลงไม่เห็นด้วย เขาขมวดคิ้วพลางพูดว่า “นั่นเป็นแค่ ความคิดของคุณเอง แล้วคุณคิดว่าอาชญากรกับผู้ก่อการร้าย ต่างกันเหรอ? พวกมันล้วนเป็นภัยคุกคามทั้งนั้น ถ้าทุกคนคิดแบบ คุณ ก็จะมีเหยื่อเพิ่มขึ้นอีกมากมาย บ้านเมืองล่มสลาย ราษฎรย่อม ต้องรับผิดชอบ คุณหนีรอดออกมาได้ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะ รอด ทำไมคุณถึงเลือกที่จะไม่แจ้งตำรวจ นี่มันเห็นแก่ตัวมาก! คุณรู้ ไหมว่า เพราะความเห็นแก่ตัวของคุณ รังรื่นรมย์สุขฤดีจะต้องมี ผู้หญิงที่หลงผิดเพิ่มขึ้นอีกกี่คน?”
“ฉันพูดเหตุผลส่วนตัวไปแล้ว ไม่อยากต้องพูดซ ้าสอง” เซียวห มิงเยวี่ยพูดด้วยน ้าเสียงเย็นชา
เธอไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แม้แต่รัฐบาลยังช่วยผู้หญิงที่หลงผิด เหล่านั้นไม่ได้ ทำไมถึงต้องมาคาดหวังจากเธอ ให้เธอแบกรับภาระ อันใหญ่หลวงเช่นนี้?
เซียวหมิงเยวี่ยไม่มีความสามารถมากมายขนาดนั้น เธอทำไม่ได้
เธอทำทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องครอบครัวไม่ให้ถูก ลากเข้าไปข้องเกี่ยว จึงทำได้เพียงแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับกลุ่ม ผู้ก่อการร้ายของพี่เหมิ่ง และตัวตนของเธอในฐานะผู้ให้ข้อมูลจะต้อง ถูกปกปิดไว้
เพราะว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น นอกจากตัวเธอแล้ว จะไม่มีใครปกป้อง ครอบครัวของเธอได้อีก
เธอไม่อยากใช้ชีวิตนี้อย่างโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่งอีกต่อไป เธอไม่ อยากเป็นเด็กกำพร้า
ฟางหลงตบโต๊ะเสียงดัง “นี่คุณ!”
เหยียนจวินเห็นว่าเซียวหมิงเยวี่ยไม่น่าโกหก เลยเข้ามาห้าม
“ช่างเถอะ การกลัวว่าจะถูกแก้แค้นก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์”
ฟางหลงพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เขาไม่คิดว่าจะมีคน เห็นแก่ตัวขนาดนี้บนโลก หน้าไม่อาย!
แค่เพราะกลัวถูกแก้แค้น เลยไม่แจ้งเบาะแสงั้นเหรอ? คิดถึงแต่ ตัวเอง เห็นแก่ตัวที่สุด
เหยียนจวินลูบแก้วน ้าในมือ พูดว่า “คุณเซียวครับ คุณบอกว่า คุณมาจากเมืองเผิงจิง แต่ทำไมคุณถึงหนีมาทางเมืองจูหลิงล่ะ? เท่าที่
ผมรู้ เส้นทางการอพยพจากเมืองเผิงจิงจัดโดยรัฐบาล และอยู่ห่าง จากเมืองจูหลิงหลายพันลี้ คุณมาทำอะไรที่นี่?”
เซียวหมิงเยวี่ยคาดเดาไว้แล้วว่าเขาจะต้องถามคำถามนี้ เธอจึง เตรียมคำตอบที่จริงครึ่งหนึ่งเท็จครึ่งหนึ่ง และคำตอบของเธอนั้นไร้ที่
ติ
“เรื่องมันค่อนข้างยาวค่ะ เดิมทีฉันหนีมาพร้อมกับกลุ่มอพยพ ของรัฐบาล แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น…”
“พอฉันฟื้นได้สติ ก็ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่วันแล้ว และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่
ไหน? ระหว่างทางได้พบเจอคนมากมาย พวกเขามีรถจึงพาฉันไป ด้วย แต่พาฉันไปที่อื่น”
“ฉันเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ จนมาถึงเมืองเอ่อเฉิง ภายหลังได้พบกับ ครอบครัวใจดีครอบครัวหนึ่งที่กำลังลี้ภัยไปเมืองฮุ่ยเหวินซาน ฉันจึง ติดตามพวกเขาไป”
“ครอบครัวใจดีที่ว่าคือครอบครัวเมิ่งหรือครับ?” เหยียนจวินถาม
“ใช่ค่ะ พวกเขานั่นแหละ”
เหยียนจวินจิบน ้า แล้วพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจว่า “แล้วหมาป่าของ คุณตัวนี้ ไป่หลี่โม่เฉินเป็นคนมอบให้ใช่ไหม? ทำไมเขาถึงดีกับคุณ ขนาดนั้น?”
เซียวหมิงเยวี่ยยักไหล่ พูดด้วยท่าทีคล้ายจะคาดเดา “ฉันเองก็ไม่ รู้เหมือนกันค่ะ เขาอาจจะถูกใจฉันก็ได้มั้งคะ แบบว่า… แอบชอบฉัน อยู่?”
“แค่ก แค่ก…”
เหยียนจวินสำลักน ้าจนไอค่อกแค่ก พออาการไอเริ่มทุเลาลง ใบหน้าที่เฉยชาของเขากลับกลายเป็นรอยยิ้ม
“คุณคิดว่าเขาแอบชอบคุณหรือครับ?”
นี่เป็นเรื่องตลกที่ดีที่สุดที่เขาเคยได้ยินมาในวันนี้ ไม่สิ ดีที่สุดใน ปีนี้เลย
“แล้วจะเพราะอะไรได้ล่ะ ทำไมเขาถึงต้องดีกับฉันขนาดนั้น ด้วย?”
เซียวหมิงเยวี่ยยักไหล่ ท่าทางดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
เหยียนจวิน “…”
เหยียนจวินพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่า ไวเปอร์ที่เป็นคนโหดเหี้ยม และร้ายกาจ จะมีเรื่องราวโรแมนติกแบบ ‘วีรบุรุษช่วยสาวงาม’ ได้ อย่างไร? ช่างเหลือเชื่อเสียจริง
เขาเผยยิ้มเล็กน้อย “แล้วถ้า คุณเป็นคนของเขาล่ะ?”
“คุณหมายความว่า ฉันเป็นแฟนของเขาหรือคะ?” เซียวหมิง เยวี่ยถามกลับ
เหยียนจวินเปลี่ยนท่าทางการนั่ง แล้วมองเธอโดยไม่พูดอะไร
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะเบา ๆ “ถ้าฉันเป็นผู้หญิงของเขา ฉันจะหนี จากเมืองเอ่อเฉิงมาที่นี่กับครอบครัวเมิ่งได้ยังไง? แน่นอนว่าฉันต้อง
หนีไปกับไป่หลี่โม่เฉินสิ เราบังเอิญเจอกันที่เมืองจูหลิง นี่เพิ่งเป็นวันที่
สี่ที่เราเจอกันเท่านั้น ทั้งครอบครัวเมิ่งและชาวบ้านแถวนี้ล้วนเป็น พยานได้ คุณลองไปถามใครสักคนดูสิ”