ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 382 ตรวจสอบสถานการณ์กับผู้กำกับเหยียนจากเมือง เผิงจิง
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 382 ตรวจสอบสถานการณ์กับผู้กำกับเหยียนจากเมือง เผิงจิง
เหยียนจวินลูบคางเบา ๆ “ก็จริงนะ”
เขาเปลี่ยนหัวข้อ “แล้วคุณล่ะคิดยังไงกับเขา ว่ากันว่าเขา ต้องการให้คุณอยู่ที่นี่ไปตลอด”
เซียวหมิงเยวี่ยตอบเสียงเบา “ไม่ได้คิดอะไรเลยค่ะ ฉันพลัดหลง กับครอบครัว และต้องการไปหาพวกเขาที่เมืองเกาปาเล่อ เป็นความ จริงที่เขาต้องการให้ฉันอยู่ที่นี่ แต่ฉันได้ปฏิเสธไปแล้ว ถ้าพวกคุณ ไม่ได้บุกเข้ามา ฉันกับครอบครัวเมิ่งคงกำลังออกเดินทางกันต่อ”
“คุณไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ? ผมเคยเห็นไวเปอร์นะ หน้าตาดีใช้ได้ แถมกำลังสร้างเขตที่พักอาศัยขึ้นใหม่ มีคนมากมายคอยรับใช้ คุณ ไม่คิดอยากจะอยู่ที่นี่บ้างเหรอ? หรือว่าคุณ… กำลังปกปิดอะไร บางอย่างเกี่ยวกับเขา?”
เหยียนจวินมองเธอด้วยสายตาที่เฉียบคม
เซียวหมิงเยวี่ยอยากจะกลอกตาใส่เหยียนจวิน ดูเหมือนว่าเขาจะ ยังคงสงสัยว่าเธอเป็นเมียน้อยของไป่หลี่โม่เฉิน
“คุณเจ้าหน้าที่คะ คุณมีอคติกับผู้หญิงหรือเปล่า? คิดว่าฉันต้อง ใจสั่นแค่เพราะเขาหล่อหรือไง? คุณคิดว่าฉันเป็นหมูแม่พันธุ์ที่เห็น ผู้ชายคนไหนก็อยากวิ่งเข้าหาเหรอ? หรือว่า… คุณแค่รู้สึกอิจฉา ผู้หญิงที่เก่งกว่าคุณ?”
เหยียนจวินถึงกับสะอึกกับคำพูดของเซียวหมิงเยวี่ย “ปากดีจัง เลยนะครับ ผมเป็นคนถาม คุณยังจะมาพาดพิงถึงผมอีก”
เซียวหมิงเยวี่ยอุทานเบา ๆ “แล้วคุณมีอะไรอยากจะถามอีกไหม คะ?”
“ในช่วงไม่กี่วันนี้ เขาได้เปิดเผยข้อมูลอันมีค่าใด ๆ แก่คุณบ้าง ไหม พวกคุยอะไรกันบ้าง ช่วยเล่ารายละเอียดมาหน่อย” เหยียนจวิน ถามต่อ
“ไม่มีอะไรพิเศษค่ะ เขาแค่บอกฉันว่ากำลังสร้างเขตที่อยู่อาศัย ฉันบอกเขาว่า ถ้าเขามาสร้างเขตที่พักอาศัยแบบนี้ เดี๋ยวรัฐบาลก็ ต้องรู้ เขาชอบทำตัวแปลก ๆ ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าเขากำลังคิดอะไร อยู่…”
เซียวหมิงเยวี่ยเล่าบทสนทนาระหว่างเธอกับเขาคร่าว ๆ พูดจน ปากแห้ง
“ก็ประมาณนี้แหละค่ะ ฉันขอดื่มน ้าหน่อย”
เหยียนจวินส่งสัญญาณทางสายตาบอกฟางหลงให้รินน ้าให้เธอ ฟางหลงจึงลุกไปรินน ้าให้เซียวหมิงเยวี่ยหนึ่งแก้ว
เซียวหมิงเยวี่ยนึกถึงคำพูดของเมิ่งคังก่อนหน้านี้ เธออยากลองดู
“เอ่อ พวกคุณจะกลับไปที่มณฑลหลงเจียใช่ไหมคะ? หาก ตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าฉันเป็นพลเมืองดี จะพาฉันไปด้วยได้ไหมคะ ฉันอยากไปที่เมืองเกาปาเล่อ”
แม้จะรู้ว่าโอกาสน้อยนิด แต่ก็ลองถามดูได้นี่นา ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ ช่างมัน
ฟางหลงยิ้ม “นี่กล้ามาขอร้องจริง ๆ หรือเนี่ย? มีผู้ลี้ภัยมากมาย ทุกคนล้วนมุ่งหน้าไปยังมณฑลหลงเจียทั้งนั้น ถ้าทุกคนขอให้เราพา ไปด้วย เราจะพาไปไหวเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยพึมพำเบา ๆ
“ไม่อยากช่วยก็ไม่ต้องช่วย เห็นแก่ตัวจริง ๆ”
เธอรู้ดีว่าพวกเขาคงไม่ยินยอม
ฟางหลงโกรธจนหน้าแดง “คะ… คุณนี่มันไม่เข้าใจอะไรเลย”
เซียวหมิงเยวี่ยขี้เกียจเถียงกับเขา “ได้ ฉันไม่เข้าใจอะไรเลยก็ได้ แล้วตอนนี้ปล่อยฉันไปได้ไหม? ฉันไม่มีเฮลิคอปเตอร์ให้ขึ้น งั้นก็ต้อง เดินเท้าต่อไปเอง”
เหยียนจวินและฟางหลงมองหน้ากัน “ยังไปไม่ได้ครับ เราต้อง ติดต่อทางการในเมืองเผิงจิงเพื่อตรวจสอบก่อน”
ดวงตาของเซียวหมิงเยวี่ยเป็นประกาย “จริงหรือคะ? งั้นหลังจาก พวกคุณตรวจสอบแล้ว ช่วยพาฉันไปด้วยได้ไหม คิดเสียว่าเห็นแก่ หน้าท่านผู้กำกับเหยียน?”
เหยียนจวิน “…”
เขาไม่พูดอะไร ขณะที่แสดงท่าทางคล้ายกับบอกว่า ‘แล้วคุณคิด ว่าไง’
“ก็ฉันเป็นคนที่เคยมีส่วนร่วมสำคัญไง ตอนที่เกิดเหตุวางระเบิด ถ้าไม่มีฉันแจ้งเบาะแส คงมีคนตายอีกเยอะมากแน่ ๆ แค่ขอติดรถไป ด้วย แค่มีคนเพิ่มอีกคนเดียวเอง ไม่ได้สร้างความรำคาญอะไรหรอก จริงไหมคะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยพยายามเกลี้ยกล่อมเขา ไม่สนใจที่จะรักษา หน้าตาอีกต่อไปแล้ว
เมืองเกาปาเล่อนั้นอยู่ไกลกว่าเมืองฮุ่ยเหวินซานมาก เร็วที่สุดก็ ต้องใช้เวลาสองเดือนกว่าจะไปถึง
แต่หากนั่งเฮลิคอปเตอร์ไป มันจะใช้เวลาแค่หนึ่งวันเท่านั้น เธอ จะได้พบกับครอบครัวเร็วขึ้น ช่างเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่
ฟางหลงพูดด้วยน ้าเสียงเย็นชาว่า “เลิกเพ้อฝันได้แล้ว อย่ามา วุ่นวาย ผมถามหน่อย ในเมื่อคุณไม่สามารถเดาได้ว่าจุดประสงค์ของ เขาในการสร้างเขตที่พักอาศัยคืออะไร แล้วทำไมไม่ลองถามดูล่ะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยเบ้ปากด้วยความผิดหวัง ตอนนี้เธอเลิกคิดเรื่องตั๋ว เครื่องบินฟรีแล้ว
เธอพูดด้วยน ้าเสียงอ่อนแรงว่า “ทำไมฉันต้องไปถามอะไร มากมาย เพราะยังไงฉันก็ต้องเดินทางต่อ ถ้าถามมากไป เขาอาจจะ สงสัยฉัน แล้วกักขังฉันไม่ให้ออกไปจะทำยังไง?”
ฟางหลงไม่พอใจ “คุณนี่มันยังไง ทำไมถึงไม่สนใจสิ่งที่ไม่ เกี่ยวข้องกับตัวเองอยู่เสมอ? คุณรู้ชัดเจนว่าเขาเป็นอาชญากร และ กำลังสร้างเขตที่พักอาศัยอยู่ที่นี่ แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าเขามีแรงจูงใจ อื่นแอบแฝงและต้องการทำร้ายผู้คน? ในเมื่อเขาไว้ใจคุณขนาดนี้ ทำไมคุณถึงไม่ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดู?”
เซียวหมิงเยวี่ยฟังคำพูดของเขาแล้วแค่นหัวเราะ “นี่ฉัน… ต้อง หน้าหนาขนาดนั้นด้วยหรือ? ฉันรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนดี แล้วฉันต้อง กล้าบ้าบิ่นไปสืบเรื่องเขาอีกหรือไง?? แค่หนีออกมาได้ก็ดีแค่ไหน แล้ว! คุณนี่พูดง่ายนะ ทำไมไม่ลองไปถามเขาดูเองล่ะ?”
“อีกอย่าง ฉันไม่กล้าคุยกับเขามากหรอก เผื่อเขาจับได้ว่าเป็น ฉันที่แจ้งเบาะแสพวกเขาตอนนั้น ทำให้คนของเขาตายไปเยอะแยะ พวกเขาจะไม่มาฆ่าฉันเพื่อล้างแค้นเหรอ?”
พวกเขามีทั้งปืนใหญ่และปืนกล อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่แพ้ของ รัฐบาล พวกชั่วในอำเภอชิงฮว่าเทียบไม่ได้เลยสักนิด
เซียวหมิงเยวี่ยต้องกล้าบ้าบิ่นขนาดไหน ถึงกล้าไปท้าทายพวก เขาตรง ๆ?
มีคำกล่าวที่ว่า รู้จักผ่อนผัน รู้จักกาลเทศะ ย่อมเป็นผู้เฉลียว ฉลาด
จริงอยู่ว่าการซ่อนตัวอยู่ในมิติพิเศษนั้นปลอดภัย แต่ก็ หมายความว่าครอบครัวของเธอจะต้องเดือดร้อน และเธอยังต้อง เดินทางต่อไป การซ่อนตัวอยู่ในมิติตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นสิ่งที่เธอควรทำคือออกจากที่นี่ก่อน แล้วค่อยวางแผน ต่อไป นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด
ฟางหลงยังอยากโต้กลับ แต่ถูกเหยียนจวินปรามด้วยสายตา เขา จึงปิดปากลงอย่างหวุดหวิด
“คุณจะพูดดี ๆ ไม่ได้เหรอ เอาฉันมาสอบสวนเหมือนอาชญากร แบบนี้ได้ยังไง? ไม่สิ นี่คุณคิดว่าฉันเจ๋งขนาดไหนกัน คิดว่าฉันเป็น สายลับหรือหน่วยรบพิเศษเหรอ? แม้ว่าฉันจะอยากมีส่วนร่วม แต่ฉัน ก็ยังต้องรอจนกว่าจะไปถึงเมืองฮุ่ยเหวินซานก่อนไม่ใช่หรือไง? ถ้า คุณเก่งขนาดนั้น แน่จริงก็มาจัดการเขาด้วยตัวคนเดียวสิ จะเอา เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธมาด้วยทำไม?”
แก้มของเซียวหมิงเยวี่ยแดงระเรื่อด้วยความโกรธ เธอรู้สึกไม่ พอใจอย่างมากกับชายหนุ่มคนนี้ เขามีอคติกับเธออย่างไม่มีเหตุผล คิดว่าเธอเป็นอาชญากรคนหนึ่งหรือไง?
ประสาท!
ฟางหลงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาถูกผู้หญิงคนนี้ด่าต่อหน้าจริง ๆ
“ยังมีหน้ามาด่าผมอีกเหรอ? ไอ้หมาป่านั่น ไวเปอร์เป็นคนมอบ ให้คุณนี่! ตอนนี้ผมชักจะเชื่อแล้วว่าคุณเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของเขา เพราะมันสมเหตุสมผลทุกอย่าง!”
เซียวหมิงเยวี่ย “…”
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ อยู่หลายครั้ง “ฉันจะไม่เริ่มสงคราม ประสาทกับคุณ คุณควรติดต่อผู้กำกับเหยียนจากเมืองเผิงจิง แล้วดู ว่าสิ่งที่ฉันพูดไปเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าฉันเป็นพวกเดียวกับเขา ฉัน จะแอบไปแจ้งเบาะแสทำไม?”
เหยียนจวินขมวดคิ้วมุ่น “พวกคุณสองคนหยุดทะเลาะกันก่อนได้ ไหม?”
“ฟางหลง นี่เป็นแค่การสอบปากคำทั่วไป อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป อะไร รีบออกไปให้คนข้างนอกติดต่อทางสำนักงานตำรวจเมืองเผิงจิง แล้วถามไถ่ดู เดี๋ยวก็รู้เอง”
ฟางหลงลุกขึ้นยืนทันที “ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
เซียวหมิงเยวี่ยจ้องมองฟางหลงด้วยความหงุดหงิด ไอ้โง่เอ๊ย
ฟางหลงออกไปแล้ว เหลือเพียงเหยียนจวินและเซียวหมิงเยวี่ยใน ห้อง เหยียนจวินจิบน ้าช้า ๆ สายตาจับจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยโดย ไม่ได้พูดอะไร
เซียวหมิงเยวี่ยนั่งรอเงียบงัน ปล่อยให้เวลาผ่านไปทีละนาที
…
เมืองเกาปาเล่อ
ภายในห้องทำงานแห่งหนึ่ง
ผู้กำกับเหยียนได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง เขารู้สึกงุนงงและจับต้น ชนปลายไม่ถูกในตอนแรก แต่หลังรับฟังสักพัก ผู้กำกับเหยียนก็เริ่ม เข้าใจสถานการณ์
“เซียวหมิงเยวี่ย? ใช่ ๆ ๆ เมืองเผิงจิงของเรามีพลเมืองชื่อนี้จริง แต่เธอหายสาบสูญไปนาน คาดว่าคงเสียชีวิตแล้ว อะไรนะ? คุณบอก ว่าเธอยังไม่ตายเหรอ?”
ผู้กำกับเหยียนลุกพรวดจากเก้าอี้ทำงาน
“เธออยู่ที่ไหนครับ เมืองจูหลิงเหรอ? เธอไปทำอะไรอยู่ที่นั่น?”