ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 384 สายโทรศัพท์จากครอบครัว
เซียวหมิงเยวี่ยนั่งรออยู่นาน รอแล้วรอเล่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอ รู้สึกว่าเวลาช่างดูเชื่องช้าเหลือเกิน
เธอนั่งเท้าคางด้วยความเบื่อหน่าย แก้วน ้าตรงหน้าว่างเปล่าไป แล้ว
เหยียนจวินมองเธอด้วยความสนใจ “คุณดูใจเย็นมากเลยนะ?”
“ฉันบริสุทธิ์ใจ ไม่มีความลับซ่อนเร้น แล้วฉันต้องกลัวอะไร?” เซียวหมิงเยวี่ยตอบ
เหยียนจวินยกแขนขึ้นกอดอก “เมื่อกี้คุณพูดถึงเรื่องรังรื่นรมย์ สุขฤดี คุณนี่เก่งมากเลยนะ แถมยังกล้าหาญอย่างกับชายอกสาม ศอก เคยฝึกมาก่อนหรือเปล่า?”
เซียวหมิงเยวี่ยตอบกลับ “เคยค่ะ รู้วิชามวยปล ้าและการยิงปืน ตอนที่อยู่เมืองเผิงจิง ผู้บังคับการซ่งจากหน่วยรบพิเศษยังอยากชวน ฉันไปเป็นทหารเลย ว่าแต่… คุณก็เห็นแล้วว่าฉันเก่งขนาดไหน หรือ ว่าอยากชวนฉันไปร่วมทีมด้วยเหรอ? งั้นต้องต่อคิวยาวหน่อยนะคะ”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดจ้อไปเรื่อย เธอรู้สึกเบื่อจนหันมาคุยโม้กับเห ยียนจวินแล้ว
เหยียนจวินหัวเราะเบา ๆ “น่าสนใจนะ รู้วิธียิงปืนด้วย ใครสอน คุณเหรอ?”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ไป่หลี่โม่เฉินไม่ได้สอนวิชามารให้ฉันหรอก ท่าน ผู้กำกับเหยียนหาโค้ชมาให้ และได้ฝึกอย่างจริงจังในสนามฝึก”
เหยียนจวินเลิกคิ้วเล็กน้อย รู้สึกสนใจขึ้นมา
ในเวลานี้ ฟางหลงเดินกลับเข้ามา เขามองเซียวหมิงเยวี่ยด้วย ท่าทางที่ดูแปลกประหลาด
เซียวหมิงเยวี่ยเหลือบมองเขา แล้วพูดจิกกัดว่า
“ตรวจสอบเสร็จหรือยัง? สรุปฉันเป็นพวกเดียวกับผู้ก่อการร้าย หรือเป็นเมียน้อยกันแน่?”
เหยียนจวินหันไปมองฟางหลง รอฟังคำตอบจากเขา แต่พอเห็น ท่าทางของฟางหลง เขาก็เดาได้คร่าว ๆ แล้ว
ฟางหลงหน้าแดงก ่า “จากการตรวจสอบ เธอไม่มีปัญหาอะไร พูดความจริงทั้งหมด”
เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง พูดตะกุกตะกักว่า “เอ่อคือ ผม…”
เซียวหมิงเยวี่ยโบกมือ “เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่ต้องขอโทษ ฉันให้อภัย คุณค่ะ”
ทหารมีความเกลียดชังต่อผู้ก่อการร้ายโดยธรรมชาติ เพราะเป็น ศัตรูคู่อาฆาตที่เดิมพันด้วยชีวิต เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับทางไป่หลี่โม่ เฉินและพรรคพวก ทางฝ่ายฟางหลงย่อมอดสงสัยไม่ได้ คิดว่าเธอ ทรยศต่อชาติ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะปฏิบัติกับเธอไม่ดี
แม้แต่คนทั่วไป เมื่อเจอคนทรยศชาติ ก็ต้องไล่ด่าไปสิบถนน สาปแช่งบรรพบุรุษไปถึงแปดชั่วโคตร
เมื่อเห็นท่าทีแบบนั้น ฟางหลงก็พึมพำเบา ๆ ว่า “ใครบอกจะขอ โทษไม่ทราบ?”
เซียวหมิงเยวี่ยขยับริมฝีปากงึมงำ ไม่อยากสนใจเขาอีก เห็นชัด ๆ ว่าตัวเองอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ทำเป็นอายไปได้
เหยียนจวินยิ้มขอโทษ “ขอโทษนะครับคุณเซียว กระบวนการ สอบสวนอาจจะดูรุกไล่ไปหน่อย และท่าทีอาจจะไม่ดีเท่าไหร่ นี่ก็เป็น เทคนิคการสอบสวนครับ โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมหวังว่าคุณจะ ไม่โกรธนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยตอบอย่างใจกว้าง
ฟางหลงยืดคอ แล้วพูดว่า
“อีกอย่าง เพิ่งมีโทรศัพท์จากหัวหน้า บอกว่าให้พาเธอไปด้วยกัน ที่เมืองเกาปาเล่อ”
เหยียนจวินประหลาดใจ “หัวหน้าเป็นคนพูดเหรอ?”
ฟางหลงพยักหน้า “เป็นคำขอจากทางเมืองเผิงจิง ฝ่ายโน้นรู้จัก กับหัวหน้า หัวหน้าเลยตอบตกลง”
เหยียนจวินมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยสายตาที่ซับซ้อน “ดูเหมือนว่า คุณจะมีเส้นสายเยอะนะ”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกตื่นเต้นมาก “พูดจริงเหรอ? ฉันขึ้น เฮลิคอปเตอร์ไปกับพวกคุณได้ใช่ไหม? แล้วพาเด็กทารกกับหมาป่า ไปด้วยได้หรือเปล่า?”
ฟางหลงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ได้”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกดีใจมาก เธอยิ้มหวานและพูดว่า
“อุ๊ยตาย ดูเหมือนว่าหัวหน้าคนนั้นจะไม่เหมือนใครบางคนแถวนี้ ท่านช่าง ‘ไม่เห็นแก่ตัว’ จริง ๆ เลยนะคะ…”
เธอเป็นคนที่แค้นฝังใจ
ฟางหลง “…”
สีหน้าของชายหนุ่มซีดเผือด ดูไม่ดีเท่าไหร่
ตามที่คาดไว้ มีเพียงผู้หญิงและผู้ร้ายที่เลี้ยงยาก นี่เป็นการ พยาบาทเกินไป เขาแค่พูดผิดไปเล็กน้อย เธอกลับมาวิพากษ์วิจารณ์ เขาหลายครั้ง
เหยียนจวินยิ้มอย่างเอ็นดูพลางส่ายหน้า “เอาล่ะ ๆ พอได้แล้ว เซียวหมิงเยวี่ย คุณไปเก็บของเตรียมตัวเดินทางพรุ่งนี้ด้วยนะ”
“ได้ค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยตอบรับด้วยความดีใจ
เธอคิดว่าคงต้องลำบาก เดินทางต่อไปอีกนานอย่างน้อยสอง เดือน แต่ตอนนี้เธอมีโอกาสขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปถึงเมืองเกาปาเล่อ ภายในวันเดียว นี่ถือเป็นโชคดีสุด ๆ
“ว่าแต่ จะเกิดอะไรขึ้นกับไป่หลี่โม่เฉินหรือคะ?” เซียวหมิง เยวี่ยถามทันทีที่นึกขึ้นได้
“คุณไม่จำเป็นต้องถามเรื่องนี้ด้วยซ ้า กฎหมายมีไว้สำหรับทุก คน ในประเทศของเรา ผู้ก่อการร้ายที่ก่อความวุ่นวายไปทั่ว คิดว่าจะ รอดพ้นจากโทษประหารชีวิตไปได้เหรอ?” เหยียนจวินตอบกลับ
เซียวหมิงเยวี่ยเงียบลง เธอเดาไว้แล้ว ชะตากรรมของไป่หลี่โม่ เฉินคงหนีไม่พ้นโทษประหารชีวิต
เธอกำลังจะออกไป แต่แล้วหารหญิงคนหนึ่งก็เคาะประตูและเดิน เข้ามา
“คุณคือเซียวหมิงเยวี่ยใช่ไหมคะ?”
“ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่า?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
ทหารหญิงยื่นโทรศัพท์มือถือแบบพิเศษให้เธอ ดูแล้วน่าจะหนัก มาก “สายโทรศัพท์ของคุณค่ะ เชิญรับสายได้เลย”
เซียวหมิงเยวี่ยรับโทรศัพท์มาด้วยความงุนงง
“สวัสดีค่ะ?”
ปลายสาย สามีภรรยาเซียวและคุณตากำลังรอสายอยู่ในห้อง ทำงานของผู้กำกับเหยียนด้วยความตื่นเต้น เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น พวก เขารู้สึกประหม่า ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
พวกเขายังไม่ได้บอกคุณยาย เพราะเธอล้มป่วย อาการป่วยถือ ว่าไม่ร้ายแรง แต่ก็ไม่เบา ทำให้คุณยายลุกจากเตียงไม่ได้ชั่วคราว
คุณแม่เซียวต้องการรอให้แน่ใจว่าเป็นเซียวหมิงเยวี่ยจริง ๆ ก่อนที่จะบอกคุณยายเกี่ยวกับข่าวดีนี้ เธอไม่อยากให้คุณยายดีใจ เสียเปล่า เผื่อว่าจะทำให้อาการป่วยทรุดหนักลง
“สวัสดีค่ะ นั่นใครคะ?”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย คุณแม่เซียวน ้าตาคลอเบ้าด้วยความดี ใจ ถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“หมิงเยวี่ย นั่นลูกใช่ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยตกตะลึง “แม่หรือคะ?”
คุณแม่เซียวตอบรับ เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองตื่นเต้น จนเกินไป กลัวว่าจะทำให้เซียวหมิงเยวี่ยตกใจ
“แม่ได้ยินข่าวจากผู้กำกับเหยียนว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ แม่ดีใจมาก เลยนะ”
คุณพ่อเซียวโล่งใจในที่สุด น ้าตาคลอเบ้า แต่เขาอดกลั้นเอาไว้ พยายามกล ้ากลืนน ้าตาและถามด้วยความห่วงใย
“หมิงเยวี่ย ที่ผ่านมาลูกสบายดีหรือเปล่า แล้วลูกไปอยู่เมืองจูห ลิงได้ยังไง ได้ยินจากผู้กำกับเหยียน เห็นว่าเมืองจูหลิงไกลจากเมือง เกาปาเล่อมากเลยนะ และยังอยู่คนละทางกับเมืองเผิงจิงด้วย”
เมื่อพูดประโยคนี้ คุณพ่อเซียวรู้สึกเจ็บปวดในใจ เขารู้ดีว่าลูก สาวของเขาคงไม่มีทางสบายดีเมื่อระหกระเหินอยู่ข้างนอกตามลำพัง
เขาจินตนาการไม่ออกว่าลูกสาวของเขาต้องเผชิญอะไรมาบ้าง และต้องผ่านอะไรมาบ้างระหว่างที่เธอเร่ร่อนอยู่ข้างนอกนั่น
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกอบอุ่นใจ ปกติเธอเป็นคนเข้มแข็ง แต่ตอนนี้
เธอเริ่มมีน ้าตาคลอเบ้า เธอรู้ว่าครอบครัวจะต้องเป็นห่วงเธอมากแค่ ไหนในช่วงเวลาที่เธอหายตัวไป
“พ่อคะ แม่คะ หนูสบายดี เดี๋ยวหนูจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของทหาร ไปเมืองเกาปาเล่อพรุ่งนี้แล้ว พวกเราจะได้เจอกันเร็ว ๆ นี้ค่ะ ไม่ต้อง เป็นห่วงหนูนะ”
คุณตาร้องไห้ด้วยความดีใจ “หมิงเยวี่ยหลานรัก ละ… หลานต้อง ระวังตัวให้มากนะ หลานต้องกลับมานะ! อย่าไปแหกกฎอีก ประสบการณ์แบบนี้แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว ตารับไม่ได้หรอกนะถ้า มีอีกครั้ง”
“คุณตาคะ หนูสัญญาว่าจะกลับไปอย่างปลอดภัยแน่นอน หนูจะ ดูแลตัวเองให้ดีกว่าเดิมค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยพูดด้วยน ้าเสียงอ่อนโยน
คุณตายกมือสั่นเทาเช็ดน ้าตา “ดี ดีแล้วลูก ตารู้อยู่แล้วว่าหลาน ยังมีชีวิต ตารอหลานอยู่ที่นี่นะ”
“ทุกคนไปถึงเมืองเกาปาเล่อแล้วเหรอคะ ไปถึงตั้งแต่เมื่อไหร่?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
คุณแม่เซียวตอบทันทีว่า “เพิ่งมาถึงเมื่อสองวันก่อน พวกเรา สบายดี เป็นห่วงก็แต่ลูกนี่แหละ”
เซียวหมิงเยวี่ยต้องการพูดต่อ แต่ทหารหญิงที่อยู่ข้าง ๆ เตือน เธอว่า “ถึงเวลาแล้วค่ะ คุยกันนานไม่ได้”
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้ารับ “พ่อคะ แม่ค่ะ หนูคุยกับทุกคนนาน ไม่ได้ หนูต้องวางสายแล้ว พวกเราจะได้เจอกันเร็ว ๆ นี้ เอาไว้คุยกัน ต่อหน้าแล้วกัน อย่าลืมขอบคุณผู้กำกับเหยียนแทนหนูด้วยนะคะ ขอบคุณเขาที่เป็นธุระช่วยเหลือหนู”
“จ้ะ ดูแลตัวเองด้วยนะลูก…”
คุณแม่เซียวถือโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกไม่เต็มใจ เธอยังมี เรื่องราวอีกมากมายที่อยากจะบอก แต่ไม่มีเวลาพูดอีกต่อไป
หลังจากวางสายโทรศัพท์ เซียวหมิงเยวี่ยยื่นโทรศัพท์กลับไปให้ ทหารหญิง
“ขอบคุณค่ะ”
ทหารหญิงตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ครอบครัวของคุณเป็นห่วงมาก การโทรหาทำให้พวกเขาสบายใจขึ้น”
อีกด้านหนึ่ง สามีภรรยาเซียวดีใจจนน ้าตาไหลอาบหน้า ตอนนี้
พวกเขาแน่ใจแล้วว่า เซียวหมิงเยวี่ยลูกสาวของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ จึงรู้สึกโล่งใจในที่สุด
ผู้กำกับเหยียนรออยู่ใกล้ ๆ และเนื่องจากโทรศัพท์เปิดโหมด ลำโพง เขาจึงได้ยินทุกอย่างที่เซียวหมิงเยวี่ยพูดเมื่อสักครู่
ตอนนี้เขายิ่งรู้สึกแน่ใจมากขึ้นว่า การขอให้พวกเขาพาเซียวห มิงเยวี่ยกลับมานั้นเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด