ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 385 สนองความต้องการของเขา
มันเป็นเวลาดึกสงัด เซียวหมิงเยวี่ยกลับมาพักอาศัยอยู่ที่บ้าน ของครอบครัวเมิ่งชั่วคราว พวกเขาจัดเตรียมห้องนอนที่ใหญ่ที่สุด ให้กับเธอ และนี่เป็นค ่าคืนสุดท้ายที่พวกเขาจะอยู่ด้วยกัน
เซียวหมิงเยวี่ยมักมีปัญหาในการนอน เธอนอนไม่หลับ
เธอพาซีวั่งและเสี่ยวฮุยฮุยเข้าไปในมิติส่วนตัว แล้วขอให้ฟู่กุ้ยดู แล้ว พอล้มตัวนอนบนเตียง เธอก็พลิกตัวไปมาด้วยความตื่นเต้น
ใกล้จะได้พบกับครอบครัวแล้ว เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมีเรื่องราวมากมายกดทับอยู่ในใจ เธออด ไม่ได้ที่จะนึกถึงเทพธิดาที่ไป่หลี่โม่เฉินพูดถึง ผู้หญิงคนนั้นมาจาก ไหนกันแน่ เป็นเพียงหมอผีที่แสร้งทำเป็นลึกลับ หรือเธอมาจาก อนาคตหลายสิบปีข้างหน้าจริง ๆ?
เธอกล้าเปิดเผยตัวตนของตัวเองอย่างนั้นเหรอ? ไม่กลัวถูกจับไป ทดลองหรืออย่างไร?
คำถามมากมายค้างคาใจเซียวหมิงเยวี่ย เธอต้องรอจนกว่าจะไป ถึงเมืองเกาปาเล่อเพื่อหาคำตอบ
ความง่วงเริ่มเข้ามาเยือน เปลือกตาของเซียวหมิงเยวี่ยค่อย ๆ หนักขึ้น ก่อนจะผล็อยหลับไป
แสงตะวันเริ่มสาดส่องพ้นขอบฟ้า ท้องนภาค่อย ๆ สว่างไสว
ใกล้จะเช้าแล้ว แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้นอน…
ภายในห้องสอบสวน พี่เหมิ่งถูกมัดไว้กับเก้าอี้อย่างแน่นหนา จน ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ทหารชายหญิงสองคนนั่งอยู่ตรงข้าม และ กำลังซักถามเขา
ที่ขาของพี่เหมิ่งถูกพันด้วยผ้าพันแผลแบบลวก ๆ ภายในยังมี กระสุนปืนที่ไม่ได้เอาออก ตอนนี้เขาอ่อนแอสุดขีด แต่ดวงตากลับ เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ตั้งแต่ถูกจับมาจนถึงตอนนี้ เขาถูกซักถามซ ้าแล้วซ ้าเล่า ถาม คำถามเดิม ๆ ไม่มีอะไรใหม่เลย แถมยังไม่ให้นอนอีก
“ยังจะดื้อด้านอีกนะ”
ทหารชายเปิดปากหาว “ฉันง่วงแล้ว รีบ ๆ พูดมาสักที คดี ฆาตกรรมในเมืองซีผิง เหตุการณ์วางระเบิดในเมืองฟานหัว การ โจมตีทางอากาศในเมืองเยี่ยนผิง… และการจู่โจมในเมืองเผิงจิง อธิบายทีละอย่างให้ชัดเจน”
พี่เหมิ่งพูดลอดไรฟัน “ข้าก็พูดไปหมดแล้วไง ว่าเราทำเอง พวก เราทำทั้งหมด ต้องถามอีกกี่รอบวะ!”
ทหารชายตบโต๊ะดังสนั่นพร้อมตะคอกใส่
“คิดว่าตัวเองกำลังคุยกับใคร! ฉันสั่งให้แกอธิบายมาอย่าง ละเอียด! ใครเป็นคนสั่งงานพวกแก ใครคือหัวหน้า ขั้นตอน
ปฏิบัติการเป็นยังไง รับคำสั่งจากใคร มีผู้เข้าร่วมกี่คน อาวุธ ยุทโธปกรณ์มาจากไหน รายละเอียดปลีกย่อยทุกอย่าง ต้องพูดมาให้ หมด!”
ทหารหญิงมองดูเอกสารแล้วพูดอย่างเย็นชา
“เริ่มต้นจากเหตุระเบิดในเมืองเผิงจิง พูดมาอีกครั้ง คิดให้ รอบคอบ เผื่อยังมีรายละเอียดที่ถูกหลงลืมไป”
พี่เหมิ่งถอนหายใจ “ภารกิจในเมืองเผิงจิงคือการระเบิดกรม เกษตรกรรมและอาคารสำนักงานใหญ่ของรัฐบาล เพื่อสร้างความไม่ สงบในพื้นที่ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้ล่วงหน้า ทำให้ภารกิจ ล้มเหลว…”
“แค่เพื่อสร้างความไม่สงบเหรอ? นี่น่ะเหรอคือเหตุผลที่พวกแก ระเบิดชุมชนสวนดอกยี่เข่ง และสังหารผู้คนไปหลายแสนชีวิต?” เสียง ของทหารหญิงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
พี่เหมิ่งหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย “ไม่ใช่ เพราะว่าการ ปฏิบัติการครั้งก่อน ตำรวจเมืองเผิงจิงทำร้ายพี่น้องของเรา ดังนั้น เพื่อการแก้แค้นให้กับพี่น้องที่เสียชีวิต และเพื่อระบายความโกรธ ส่วนตัว ฉันจึงตัดสินใจวางระเบิดคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งเพื่อสอน บทเรียนให้กับตำรวจเมืองเผิงจิง”
ทหารชายและทหารหญิงมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง เห็น ความโหดเหี้ยมไร้หัวใจในแววตาของชายผู้นี้ เขาเป็นปีศาจในคราบ มนุษย์ชัด ๆ
“นี่คือภารกิจที่ไวเปอร์มอบหมายให้ใช่ไหม?” ทหารชายถาม
พี่เหมิ่งตอบอย่างหงุดหงิด “เขาไม่รู้เรื่องนี้ แต่ก็เกือบจะเหมือน ๆ กัน ระเบิดพวกนี้เขาเป็นคนให้มา เพื่อใช้ก่อความวุ่นวายตามอาคาร ต่าง ๆ ในชุมชน แต่ฉันเอามารวมไว้ใช้ที่ชุมชนสวนอะไรนั่นแทน”
“แล้วไวเปอร์มีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการกระทำตามอำเภอใจแบบ นี้?”
ทันใดนั้นทหารชายก็รู้สึกเสียใจที่ถามคำถามนี้ออกมา เขาไม่ จำเป็นต้องถามเลย พวกมันล้วนเลวทรามเหมือนกันหมด แล้วจะมี ปฏิกิริยาอะไรไปได้
มุมปากพี่เหมิ่งกระตุกยิ้ม “ก็บ่นนิดหน่อยแหละ เพราะฉันไม่ทำ ตามที่เขาสั่ง”
“แล้วทำไมไวเปอร์ถึงต้องการสร้างเขตที่พักอาศัยล่ะ?” ทหาร หญิงถามต่อ
“แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง ไปถามเขาเองสิ อ้อ จริงด้วย พวกแกฆ่า เขาไปแล้ว เขายอมแพ้และกำลังมอบตัว พวกแกดันยิงเขาตาย พวก แกมันสมควรตาย!”
“ถ้ารู้แบบนี้ฉันไม่ยอมเออออทำตามหรอก น่าจะสู้กับพวกแกให้ ตายกันไปข้าง ไอ้พวกขยะเอ๊ย ข้าจะตามฆ่าพวกแกให้หมด! ไม่ให้ เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!”
สิ้นเสียง พี่เหมิ่งบันดาลโทสะด้วยการใช้มือที่ถูกใส่กุญแจมือทุบ โต๊ะอย่างแรง ทำให้เกิดเสียงดังปึงปัง
ทหารทั้งสองมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ปล่อยให้เขาโกรธจน หน้าเขียว
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ก่อนที่เหยียนจวินจะเดินเข้า มา
“ถ้าแกยอมให้ความร่วมมือกับพวกเรา บอกความลับของกอง กำลังต่างประเทศ และเชื่อฟังคำสั่งของพวกเรา แกจะยังมีโอกาสรอด แต่ถ้าไม่ แกก็แค่ต้องลงเอยเหมือนกับไวเปอร์”
เขาพูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์
ดวงตาของพี่เหมิ่งเต็มไปด้วยความโกรธ เขาถ่มน ้าลายแล้ว ตะคอก
“ให้ความร่วมมือกับพวกแกเหรอ? พวกแกคิดว่าตัวเองเป็นใคร!”
“ดูเหมือนว่าแกไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ?”
พี่เหมิ่งระเบิดหัวเราะอย่างน่ากลัว “พวกแกกล้าเหรอ? ที่นี่
นอกจากไวเปอร์ ฉันถือว่าใหญ่สุด พวกลูกกระจ๊อกมันจะไปรู้อะไร! ถ้าไม่มีฉัน พวกแกก็อย่าหวังจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใด ๆ”
“อยากรู้เหรอ? งั้นก็ขอร้องสิ คุกเข่าลงแล้วขอร้อง เลียรองเท้า ของฉันสิวะ เผื่อว่าฉันพอใจ อาจจะยอมบอกก็ได้”
สีหน้าของเหยียนจวินมืดมน กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกสอง สามครั้ง แล้วพูดช้า ๆ ทีละคำ
“ในเมื่ออยากตายนัก งั้นก็จัดให้มันซะ ไม่ต้องสอบสวนแล้ว!”
พี่เหมิ่งมีท่าทีตกใจ
ไม่นาน พี่เหมิ่งก็ถูกประหารชีวิต ชีวิตของเขาสิ้นสุดลง ณ ที่นี้
เหยียนจวินมองดูร่างของพี่เหมิ่งล้มลงพื้นด้วยตาของตัวเอง สายตาปรากฏความเย้ยหยัน มันคิดว่าตัวเองเป็นรองหัวหน้าและกุม ความลับมากมาย ถ้าคนอย่างมันไม่ตาย แล้วใครล่ะที่จะตาย?
ผู้บริสุทธิ์!
เหยียนจวินเพิ่งได้รับข่าวว่า ไวเปอร์ยังไม่ตาย และตอนนี้ก็ฟื้น ขึ้นมาแล้ว ท่าทีของไวเปอร์นั้นดีกว่าพี่เหมิ่งมาก
หลังจากการหารือของผู้บริหารระดับสูง ตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ว่า เนื่องจากเขาเต็มใจที่จะเป็นใบมีดหมุนกลับ และแทงปลายแหลมสู่ ต่างประเทศ ทางการจึงให้โอกาสเขาชดใช้บาป
ท้ายที่สุดแล้วตัวเขามีข้อมูลอันมีค่ามากมาย ด้วยความร่วมมือ ของเขา แผนการตอบโต้ของประเทศจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเขาจะยอมให้ความร่วมมือ เขาก็แค่ถูกละ เว้นชีวิตเท่านั้น ชีวิตที่เหลือหลังจากนี้ของเขาจะต้องถูกใส่กุญแจมือ และโซ่ตรวน ถูกกักขังอยู่ในเรือนจำพิเศษ และสูญเสียอิสรภาพไป ตลอดกาล
นี่คือการลงโทษที่เขาสมควรได้รับ
นอกจากพี่เมิ่งแล้ว ผู้ก่อการร้ายจำนวนมากถูกสังหารทั้งหมด หลังจากนั้นก็ถูกฝังไว้ใต้ดิน ถือเป็นการเติมปุ๋ยให้กับผืนแผ่นดิน เมืองจูหลิงต่อไป
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ครอบครัวเมิ่งเตรียมอาหารมื้อพิเศษ เพื่อเป็นมื้ออำลาให้กับ เซียวหมิงเยวี่ย
พวกเขาหุงข้าวหม้อใหญ่ ผัดจานเนื้อหนึ่งอย่าง และผักสอง อย่าง
สำหรับพวกเขา อาหารมื้อนี้ถือว่าสุดยอดมากแล้ว เพราะว่า เมื่อก่อน พวกเขาเคยกินแต่ขนมเปี๊ยะที่ทำจากแมลงสาบมาหลายปี
ไก่ครึ่งตัวบนโต๊ะอาหารนี้ คุณป้าโม่ต้องไปขอยืมมาจากพี่หวัง เพื่อนข้างบ้าน
คุณป้าโม่ตักข้าวให้เซียวหมิงเยวี่ยเต็มชามใหญ่ และยัดใส่มือ ของเธอ
“มาเถอะ กินให้อิ่มก่อนนะลูก อีกเดี๋ยวต้องเดินทางอีกไกล จะได้ เดินทางราบรื่นปลอดภัย”
เซียวหมิงเยวี่ยซึ้งใจ “ขอบคุณค่ะ”
เมิ่งหยวนหยวนตบไหล่ของเธอหนัก ๆ “ขอบคุณทำไมเล่า? คน ที่ต้องขอบคุณคือพวกเราต่างหาก ถ้าไม่มีเธอ พวกเราจะมีชีวิตที่ดี แบบนี้ได้ยังไง?”
คุณป้าโม่เช็ดน ้าตา “ต่อไปนี้เราคงไม่ได้เจอกันแล้วสินะ ดูแล ตัวเองดี ๆ นะลูก”
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอรู้สึกเอ็นดูเซียวหมิงเยวี่ยเหมือนกับลูกสาว แท้ ๆ ตอนนี้ต้องจากกันไป มันจึงอดใจหายไม่ได้จริง ๆ
เผิงเผิงเงยหน้าขึ้นถาม “พี่สาว กำลังจะไปไหนหรือฮะ?”
“พี่หมิงเหยวี่ยกำลังจะไปยังสถานที่ห่างไกล เพื่อกลับไปหา ครอบครัวของเธอครับ” เมิ่งคังตอบลูกชาย
เผิงเผิงอ้าปากพูดด้วยความไร้เดียงสา “พี่สาว ดูแลตัวเองดี ๆ นะ ฮะ ตอนกลางคืนห่มผ้าหนา ๆ จะได้ไม่เป็นหวัด ถ้าว่างก็กลับมาเล่น กับผมบ้างนะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้ม เธอยื่นนิ้วไปจิ้มแก้มของเผิงเผิงเบา ๆ
“ได้จ้ะ!”
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ บ่ายนี้ก็ถึงเวลาออกเดินทาง แล้ว
เมืองเกาปาเล่อ รอฉันก่อนนะ