ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 391 ที่แท้เขาก็คือ โจวเหิงที่หลบหนีไป
เจี่ยงลี่เจียวก้มหน้าลงแตะผ้าก๊อซบนแก้ม พยายามยิ้มอย่างฝืน ๆ ขณะตอบว่า
“มะ… ไม่มีอะไรหรอก”
“จะไม่มีอะไรได้ยังไง แก้มของเธอไปโดนอะไรมา?” เซียวหมิง เยวี่ยถามต่อ
พอพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ก็เต็มไปด้วย ความเกลียดชังและเย็นชา
ลุงใหญ่กัดฟันพูดว่า “ก็เพราะไปเจอไอ้โรคจิตบนถนนไง!”
“ไอ้โรคจิต?”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ่งงุนงงกว่าเดิม ดูเหมือนว่าการเดินทางลี้ภัยของ พวกเขาจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่
ป้าสะใภ้ใหญ่ถอนหายใจอย่างหนัก “ไม่ใช่แค่ผิดปกติธรรมดา แต่เป็นไอ้โรคจิตเลยล่ะ ผู้ชายคนนั้นเป็นคนแคระ พวกเราคิดว่าเขา เป็นเด็ก ทั้งยังดูน่าสงสาร และเขายังเคยเป็นเพื่อนบ้านที่ชุมชนหวา ฮั่น จึงให้เขาเดินทางไปด้วยกันสักพัก”
“เขาเกาะติดลี่เจียวตลอดทั้งวัน จ้องมองน้องสาวของหลานแวว ตาหื่นกระหาย และถึงขนาดอยากนอนข้าง ๆ ลี่เจียว ลุงเขา
สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ พวกเราถึงได้รู้ว่าเขาเป็นคนแคระ แถมยังเป็นผู้ใหญ่แล้วด้วย น่าขยะแขยงที่สุด!”
“พอความจริงถูกเปิดเผย เราก็ไล่เขาออกไป ลี่เจียวเองก็ออก ปากไล่เขาเช่นกัน ทันใดนั้นเขาก็คลุ้มคลั่ง อยากฆ่าลี่เจียวให้ตาย ทำให้ได้รับบาดเจ็บตรงใบหน้า ไอ้โรคจิตสารเลวเอ๊ย!”
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต เธอยังคงรู้สึกหนาวสะท้านอยู่ในใจ และมักจะผวาตื่นกลางดึกจากฝันร้ายบ่อยครั้ง จนเธอรู้สึกหวาดกลัว เกินกว่าจะหลับตานอน
‘อีแพศยา แกเองก็ดูถูกฉันเหมือนกันใช่ไหม? นี่แกหลอกฉันใช่ ไหม? น่าเสียดายที่ฉันหลงรักแกหัวปักหัวปำ และพยายามตามหามา ตลอด’
‘ไม่ชอบฉันเหรอ? ถ้าไม่ชอบฉันแล้วแกชอบใคร แกอยากไป อ่อยผู้ชายคนไหน อยากจะคลานขึ้นเตียงผู้ชายคนไหนอีก แกนี่มัน แพศยาจริง ๆ!’
‘ลี่เจียว เมื่อไหร่ที่แกกลายเป็นคนพิการเหมือนฉัน เราจะเป็นคู่ที่
เหมาะสมที่สุด เราคือคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก!’
เจี่ยงลี่เจียวไม่อาจลืมภาพใบหน้าที่บ้าคลั่งและบิดเบี้ยวของเขา ได้เลย และวินาทีต่อมา เขาก็พุ่งตัวเข้ามาฟันเธอด้วยมีดอย่าง รุนแรง…
เจี่ยงจ้วงกำหมัดแน่น “ตอนที่เกิดน ้าท่วม พวกเรายังอาศัยอยู่ใน ชุมชนหวาฮั่น ผมคิดว่าเขาเป็นแค่เด็กธรรมดา เลยไปเล่นกับเขา ด้วย ไม่คิดว่าเขาจะแอบชอบพี่สาวผม! น่ารังเกียจจริง ๆ!”
“มันเป็นความผิดของผมเอง สองปีผ่านไป เขาแทบไม่โตขึ้นเลย ผมควรจะสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ มันเป็นความผิดของผม ทั้งหมด! ไอ้พวกโรคจิตวิปริตความคิดบิดเบี้ยว น่ารังเกียจ!” เจี่ยงจ้วง สาปแช่งอีกครั้ง
ทันใดนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “คนแคระที่พูด ถึงชื่ออะไรเหรอ?”
“มันบอกว่าตัวเองชื่อเทียนเทียน น่าเสียดายชื่อเพราะ ๆ แบบนี้” ป้าสะใภ้ใหญ่พูด
เซียวหมิงเยวี่ยปฏิเสธ “ไม่ เขาไม่ได้ชื่อเทียนเทียน ชื่อจริงของ เขาคือโจวเหิง”
“พ่อแม่ คุณตาคุณยาย ทุกคนยังจำได้ไหมว่าครั้งหนึ่งเคยมี ผู้หญิงแคระชื่อเสี่ยวเหมย? เธอเคยมาขออาหารที่บ้านของเรา แต่ คุณตากับคุณยายไม่ยอมเปิดประตูให้เธอเข้ามา”
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยพูดขึ้น ทุกคนก็จำมันได้ทันที
คุณยายตบขาฉาดใหญ่ “จริงด้วย นึกออกแล้ว ผู้หญิงแคระคน นั้นไม่ใช่เด็กผู้หญิง เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคน แถมยังเอามีดมาฟัน ประตูบ้านของเราด้วย ตอนนั้นฉันกลัวแทบตาย!”
“จำได้แล้ว พวกเธอเคยเล่าเรื่องนี้ให้เราฟังเหมือนกัน และฉันก็ เคยดูวิดีโอวงจรปิดนั้นด้วย!” ลุงใหญ่จำได้เช่นกัน
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ “สามีของผู้หญิงแคระคนนั้นชื่อ โจวหย่วนกุ้ย พวกเขาทั้งคู่ก่อคดีร่วมกัน บุกโจมตีบ้านและฆ่าคนไป หลายคน ส่วนโจวเหิงคนนั้น ก็น่าจะเป็นลูกชายของพวกเขา และเป็น คนแคระด้วยเหมือนกัน”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดด้วยน ้าเสียงจริงจัง “ต่อมาหลังจากที่ทุกคน ย้ายไปอยู่ที่เมืองบันเทิง เขาก็มาเคาะประตูบ้านของลุงใหญ่ ตอนนั้น ฉันไม่รู้จักเขา เลยหาข้ออ้างส่งเขากลับไป ตอนนี้พอมาคิดดูแล้ว ที่
แท้เขาก็คือโจวเหิงที่หลบหนีไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างพากันสูดหายใจเข้าลึก ๆ รู้สึก หวาดกลัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ความรู้สึกของการตกเป็นเป้าหมายของคนวิกลจริต สร้างความ สยดสยองและน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
“พระเจ้าช่วย มันเคยมาที่บ้านเราด้วยเหรอ? ดีนะที่ตอนนั้นย้าย ไปอยู่ที่เมืองบันเทิงแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง!”
ป้าสะใภ้ใหญ่พูดด้วยความกลัว
คุณพ่อเซียวพูดขึ้น “พวกคุณไม่น่าไปสงสารเขาตั้งแต่แรกเลย มีทั้งทหารทั้งผู้นำชุมชนอยู่ด้วย แต่เขาไม่ไปขอความช่วยเหลือจาก
ใครเลย ดันมาขอความช่วยเหลือจากพวกคุณแทน ดูยังไงก็ไม่น่า ไว้ใจ”
“จริงนะ สมัยนี้ จะไปสงสารคนอื่นมั่วซั่วไม่ได้ เผลอ ๆ เจอแต่คน หลอกลวง” คุณแม่เซียวพูดเสริม
ป้าสะใภ้ใหญ่รู้สึกหงุดหงิดมาก “มันสายเกินไปที่จะพูดอะไร ตอนนี้ ไม่รู้ว่าแผลบนใบหน้าของลี่เจียวจะกลายเป็นรอยแผลเป็นหรือ เปล่า? ฉันนี่โกรธจนจะอกแตกตาย บัดซบ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!”
“หลังจากนี้ห้ามใครยุ่งเรื่องของคนอื่นอีก ฉันหงุดหงิดจนปวด ท้องทุกวัน ไอ้สัตว์นรก!” ลุงใหญ่ร่วมวงสาปแช่ง
“แล้วตอนนี้โจวเหิงอยู่ที่ไหน?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
“ถูกตำรวจฆ่าไปแล้ว มันเป็นคนที่มีบุคลิกต่อต้านสังคม จิตใจ บิดเบี้ยว และยังมีคดีฆาตกรรมติดตัวอีกด้วย มันถูกยิงตายคาที่ น่า เสียที่มันตายง่ายเกินไป สมควรตายอย่างทรมานเหมือนพ่อแม่ของ มัน!”
ลุงใหญ่ยังไม่หายโกรธ
เซียวหมิงเยวี่ยพูดด้วยน ้าเสียงผ่อนคลายลงเล็กน้อยว่า “ตายไป ก็ดีแล้ว หากยังมีชีวิตอยู่คงจะสร้างปัญหาไม่รู้จบ”
เธอมองไปที่เจี่ยงลี่เจียวแล้วพูดว่า “หลังจากแผลหายดีแล้ว ฉัน จะลองหาวิธีดูว่า สามารถลบรอยแผลเป็นบนใบหน้าได้ไหม สาว ๆ ไม่ควรปล่อยให้มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า”
เจี่ยงลี่เจียวพยักหน้า พูดเสียงเบา
“ค่ะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่เข้ามาปลอบโยน “ได้ยินไหม? พี่สาวของลูกพูดเอง เลยนะ เธอเป็นคนเก่งที่สุดในครอบครัวเรา รู้จักเพื่อนเยอะแยะ เดี๋ยว คงเอารอยแผลเป็นออกจากหน้าลูกได้แน่นอน เลิกไปแอบร้องไห้คน เดียวได้แล้ว แค่ไม่มีใครเสียชีวิต ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว”
“มันจะไม่เป็นไรแน่นอน พอแผลหายดีแล้ว ลี่เจียวของเราก็จะยัง สวยเหมือนเดิมนั่นแหละ” ภรรยาเจี่ยงย่วนพูดเสริม
ทุกคนต่างช่วยกันปลอบโยนเจี่ยงลี่เจียว อารมณ์ที่หดหู่ลงของ เธอจึงเริ่มเบาเทาลง และบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ ให้เห็น
“จริงด้วยจริงด้วย สมัยนี้ขอแค่มีชีวิตดี ๆ อยู่รอดปลอดภัยก็ถือ ว่าดีแล้ว ลี่เจียวไม่ต้องกังวลว่าจะมีแผลเป็นหรอก เข้ามาในบ้านกัน เร็ว ๆ เถอะ วันนี้เป็นวันดีของครอบครัวเรา หมิงเยวี่ยกลับมาบ้านแล้ว พวกเราจะทำอาหารฉลองกัน ห้ามใครเกียจคร้านเด็ดขาด มา ช่วยกันคนละไม้ละมือ!”
คุณยายเรียกทุกคนให้มาช่วยกันทำอาหาร ป้าสะใภ้ใหญ่และป้า สะใภ้รองรีบตอบรับ จากนั้นจึงพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมทำงาน
คุณยายเดินเข้าไปในห้องโถง ก็เห็นผลไม้และผักวางเรียงรายอยู่ บนพื้นเต็มไปหมด แถมยังมีเนื้อหมู และไก่เป็น ๆ อีกด้วย
“ของพวกนี้มาจากไหนกัน? ก่อนที่ฉันจะไปยังไม่มีเลยนะ”
คุณแม่เซียวตกใจ รีบพูดว่า
“อ๋อ ของพวกนั้น มันเป็นของที่ครอบครัวจี้ส่งมาให้ตอนที่แม่ไม่ อยู่”
คุณยายหยิบฟักทองลูกใหญ่ขึ้นมา “โอ้โห ใจดีจริง ๆ ของเยอะ ขนาดนี้ เกรงใจจังเลย ทุกคนดูสิ สดมากเลยนะ ยังมีดินติดอยู่ด้วย!”
แม่เซียวและเซียวหมิงเยวี่ยมองหน้ากัน และยิ้มอย่างเข้าใจ
ลุงใหญ่รีบคว้าแอปเปิลลูกหนึ่งขึ้นมา เช็ดด้วยแขนเสื้อ แล้วกัด เข้าไปคำโต
เขาประทับใจจนพูดไม่เป็นภาษา
“หวานโคตร! แอปเปิลลูกนี้อร่อยมาก ดีจริง ๆ ที่ได้มาอยู่เมือง เกาปาเล่อ มีแสงแดดเพียงพอ แม้แต่ผลไม้ก็ยังหวานขนาดนี้”
ป้าสะใภ้ใหญ่ตีแขนเขาเบา ๆ แล้วต่อว่า
“ทำอะไรของแกเนี่ย ไม่เคยกินแอปเปิลมาก่อนหรือไง? กินโดย ไม่ล้างมือด้วยซ ้า น่าตีจริง ๆ”
คุณพ่อเซียวยิ้มแย้มแจ่มใส พูดอย่างใจกว้างว่า “เราเป็น ครอบครัวเดียวกัน จะมัวเกรงใจทำไม ตลอดทางที่ลี้ภัยก็ไม่ได้กิน
ผลไม้เลย เดี๋ยวผมไปล้างแล้วเอามาแจกให้ทุกคนลองชิม แอปเปิล เมืองเกาปาเล่ออร่อยมากเลยนะ!”
“น้องเขยใจกว้างขนาดนี้ งั้นพวกเราไม่เกรงใจแล้วนะ วันนี้มาจัด เลี้ยงที่บ้านน้องเขยแล้วกัน เดี๋ยวฉันจะโชว์ฝีมือให้ดูเอง!” พูดจบ ลุง ใหญ่จิกตาใส่ภรรยาตัวเอง
ป้าสะใภ้ใหญ่ยิ้มแล้วกลอกตาใส่เขา
คุณยายกับคุณตาเห็นบรรยากาศที่อบอุ่นของลูกหลาน ก็รู้สึก ปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง นี่แหละคือภาพของครอบครัว
เซียวหมิงเยวี่ยนึกขึ้นได้ว่า ตอนช่วงคลื่นความร้อนสูงที่จื่อจื่อ เพิ่งเกิด พวกเขาไปเยี่ยมบ้านลุงรอง และก็เพราะเรื่องแอปเปิล เหมือนกัน ตอนนั้นป้าสะใภ้ใหญ่มองแอปเปิลตาเป็นมัน อยากได้มัน มาก
ตอนนั้นเจี่ยงจ้วงเองก็ร้องไห้งอแงอยากกินแอปเปิล แต่ตอนนี้เขา ช่วยยกผักผลไม้ไปที่ห้องครัว แสดงให้เห็นว่าเขามีไหวพริบมาก
โตขึ้นแล้วสินะ ความคิดอ่านก็ดีขึ้นมากด้วย
เวลาผ่านไปหลายปี อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รวมถึงผู้คน ด้วยเช่นกัน
เมื่อนึกถึงเรื่องเก่า ๆ เซียวหมิงเยวี่ยก็รู้สึกเศร้าใจ