ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 393 โรคติดต่อแพร่ระบาด!
สองสามวันที่ผ่านมา เซียวหมิงเยวี่ยช่วยทำงานอยู่ที่บ้าน คุณตา ต้องการทำแปลงผักสี่แปลงในสวน
ปัจจุบันพวกเขาเพิ่งมาถึงเมืองเกาปาเล่อ และไม่มีอะไรทำ สามี ภรรยาเซียวจึงอยู่บ้านเฉย ๆ
คุณแม่เซียวและคุณยายรับผิดชอบดูแลเด็กเล็ก คุณพ่อเซียว รับผิดชอบงานหนัก
เซียวหมิงเยวี่ยมองไปที่แปลงผักสี่แปลงซึ่งยังไม่ได้ไถพรวน เธอ คิดจะใช้วิธีเก่าอีกครั้ง นั่นคือการเปลี่ยนดินในแปลงด้วยดินจากมิติ พิเศษ
“คุณตา มาช่วยหนูหน่อยค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยตะโกนเรียก
“มาแล้ว มาแล้ว”
ตั้งแต่เซียวหมิงเยวี่ยกลับมา คุณตาก็อารมณ์ดี ไร้กังวล เดินเหิน สะดวกขึ้นมาก โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าแล้ว
คุณพ่อเซียวเดินเข้ามาถาม “มีอะไรเหรอ?”
“หนูอยากเอาดินจากมิติมาใส่แปลงผักตรงนี้ ดินจากมิติอุดม สมบูรณ์ จะทำให้ผักโตไวและหวานอร่อย ทุกคนคิดว่าไงคะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยชอบความรู้สึกที่ได้พูดคุยอย่างเปิดอกแบบนี้
“ดีเลย!” คุณพ่อเซียวเห็นด้วย
คุณตายืนเท้าคาง “คุณยายอยู่ห้องเลี้ยงเด็ก เธอคงมองไม่เห็น งั้นหลานรีบเอาดินมาใส่แปลงผักเลยสิ”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มบาง เธอเริ่มด้วยการย้ายดินเดิมในแปลงผักสี่
แปลงไปไว้ทิ้งไว้เฉย ๆ ในมิติพิเศษ จากนั้นจึงเอาดินจากทุ่งหญ้าใน มิติมาใส่แทน
แปลงผักทั้งสี่แปลงก็เสร็จสิ้นในพริบตา
แต่ดินยังกองอยู่บนแปลง ไม่ได้เกลี่ยให้เรียบ
คุณตาหยิบจอบขึ้นมา “ไปเถอะ ลุยกันเลย!”
ว่าแล้ว ทั้งสามคนก็ลงมือเกลี่ยดินคนละแปลง สุดท้ายก็มา รวมกันเพื่อจัดการแปลงสุดท้าย
เกลี่ยดินให้เรียบ ต่อด้วยพรวนดิน
ดินในมิติพิเศษมีความชื้นอยู่แล้ว แต่สภาพอากาศในเมืองเกาปา เล่อค่อนข้างแห้งแล้ง เซียวหมิงเยวี่ยจึงรดน ้าจากลำธารลงบนแปลง ผักเล็กน้อย เพียงเท่านี้ แปลงผักทั้งสี่แปลงที่อุดมสมบูรณ์ก็เสร็จ เรียบร้อย
คุณพ่อเซียวปาดเหงื่อ “นึกออกแล้ว ตอนที่เราอยู่ที่ชุมชนหวา ฮั่น ลูกก็เปลี่ยนดินในแปลงผักด้วยใช่ไหม?”
“ถูกจับได้ซะแล้วสิ” เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้ปฏิเสธ
คุณพ่อเซียวหัวเราะแล้วชี้ไปที่เซียวหมิงเยวี่ย “ลูกพ่อนี่น้า ในมิติ พิเศษของหนูมีผักอะไรบ้าง แล้วเราควรปลูกอะไรในแปลงผักดี?”
“มีเยอะแยะเลยค่ะ แค่ผักอย่างเดียวก็มีหลายสิบชนิด ผักที่กิน บ่อย ๆ ก็มีแตงกวา มะเขือเทศ พริกหยวก มะเขือยาว ฟักทอง ฟักทอง กะเพรา ผักบุ้ง ผักกาดหอม ผักคะน้า ผักกาดหอม และอื่น ๆ อีกมากมาย”
“ปลูกผักที่กินบ่อย ๆ ก็พอ มีเมล็ดพันธุ์ไหม?” คุณตาถาม
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้า “มีค่ะ แต่ว่า เหลือพื้นที่สำหรับปลูกสต รอเบอร์รี่หน่อยนะคะ”
“ได้เลย! พวกเราสามคนมาช่วยกันจัดการให้เสร็จภายในวันนี้
เถอะ ปลูกเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดลงไปเลย”
พวกเขาใช้เวลาทั้งบ่ายจัดการแปลงผัก หยอดเมล็ดพันธุ์จน เสร็จสิ้นในช่วงเย็น
เซียวหมิงเยวี่ยยังคิดถึงมูนฟาร์ม กำลังวางแผนที่จะกลับไป เริ่มต้นใหม่ แต่ตอนนี้เธอเพิ่งมาถึงเมืองเกาปาเล่อ จึงต้องรอเวลาอีก สักพัก
ในช่วงเย็น ได้เวลาอาหารมื้อเย็นแล้ว
เมืองเกาปาเล่อกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการก่อสร้าง และต้องการ แรงงานจำนวนมาก แน่นอนว่ามีอาหารให้สำหรับคนงานสามมื้อต่อ วัน
แต่ไม่ใช่ขนมไหว้พระจันทร์ยุง หรือขนมเปี๊ยะแมลงสาบ แต่เป็น หมั่นโถวธัญพืชเนื้อหยาบธรรมดา
สำหรับครอบครัวเซียว พวกเขาเพิ่งมาถึงและยังไม่ได้รับการ จัดสรรงาน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทำอาหารเอง
แต่ละชุมชนจะมีจุดรวมพลแจกข้าวกล่องตามจำนวนประชากร
ต้องยอมรับว่าเมืองเกาปาเล่อนั้นดีกว่าเมืองเผิงจิงมาก สมกับที่
เป็นศูนย์กลางการปกครอง แม้แต่ประชาชนทั่วไปก็ยังมีอาหารกิน
ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้องหรือข้าวขาว อย่างน้อยก็มีอาหารให้ ประทังชีวิต แต่คนงานต้องแลกกับแรงงาน ซึ่งจะได้รับแจกเป็นหมั่น โถวธัญพืชเนื้อหยาบ ส่วนชาวบ้านในชุมชนที่ไม่ได้ทำงาน ได้รับ แจกเป็นโจ๊กข้าวกล้อง ไม่หนาหรือเหลวจนเกินไป อิ่มท้องกำลังดี
แต่ก็เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้กินฟรี ตลอดไป เป็นการให้เวลาปรับตัวสำหรับผู้อพยพใหม่เท่านั้น
หากต้องการอาหาร พวกเขาต้องแลกด้วยแรงงานของตัวเอง
ตามปกติแล้ว เมื่อผู้อพยพใหม่มาถึง จะมีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ จัดสรรงานให้ ลุงใหญ่และคนอื่น ๆ ก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขาได้เริ่ม ทำงานแล้ว
แต่ตำแหน่งงานของครอบครัวเซียวถูกคุณปู่จี้ขัดขวางเอาไว้ ประการแรก พวกเขาเพิ่งสูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รัก และไม่มีกะจิตกะ ใจจะทำงาน ประการที่สอง จี้กรุปสามารถดูแลพวกเขาได้ แม้จะต้อง ส่งอาหารไปให้ทุกวันก็ไม่ลำบาก
หลังจากทำงานทั้งบ่าย คุณพ่อเซียวก็ดื่มน ้าหมดแก้วในคราว เดียว ก่อนถอนหายใจด้วยความพึงพอใจ
“เมื่อวานมีประกาศแจ้งมาแล้วว่า จะเรียกผู้ชายวัยหนุ่มและวัย กลางคนที่ยังว่างงานให้ไปทำงานในวันมะรืนนี้ เห็นว่าต้องอายุ ระหว่าง 18 ถึง 45 ปี พ่อกะว่าจะไป อย่างแรกเพื่อตอบรับการ เรียกร้องของประเทศร่วมสร้างที่อยู่อาศัยที่มั่นคง อีกอย่างเพราะ อยากหาอะไรทำด้วย”
“แล้วงานบริษัทจี้กรุปล่ะ? คุณจะไม่ไปทำงานที่จี้กรุปเหรอ?” คุณ แม่เซียวถาม
“จี้กรุปเองก็ยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ผมว่างงานอยู่เฉย ๆ ไป ทำงานเพื่อชาติก็ดีเหมือนกัน แถมยังได้กินหมั่นโถวธัญพืชด้วย ดี ต่อสุขภาพนะ!”
คุณพ่อเซียวพูดอย่างอารมณ์ดี
คุณแม่เซียวพึมพำ “ก็จริงนะ งั้นฉันต้องหาดูว่ามีที่ไหนรับสมัคร คนงานผู้หญิงบ้าง เช่น โรงงานทอผ้าอะไรแบบนั้น”
คุณพ่อเซียวไม่ค่อยเห็นด้วย “คุณอยู่บ้านพักผ่อนไปเถอะ ครอบครัวเราไม่ใช่ว่าไม่มีข้าวกิน ไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานทุกคน ก็ได้ อีกอย่างคุณก็ยังไม่หายดี อยู่บ้านเลี้ยงเสี่ยววั่งเถอะ ผมทำงาน คนเดียวก็พอ”
“พ่อพูดถูกค่ะ แม่ไม่ต้องไปหรอก” เซียวหมิงเยวี่ยพูดเสริม
“แล้วพวกเราจะไปรับโจ๊กข้าวกล้องไหม?” คุณยายถาม
คุณตาปัดเศษดินบนขากางเกง “ไปสิ ทำไมจะไม่ไป นั่นก็อาหาร นะ ของฟรีอีกด้วย อีกอย่างที่บ้านเรายังมีไก่หลายตัว ไก่ก็ต้องกิน ข้าว ไปรับมาให้พวกมันกินหน่อยแล้วกัน”
“งั้นหนูไปด้วยดีกว่า คุณตา หนูไปด้วยนะ” เซียวหมิงเยวี่ยขึ้นยืน
“หยิบชามแล้วไปกันเถอะ”
ตาหลานสองคนคุยกัน พลางเดินออกจากบ้าน สถานที่แจกโจ๊ก ข้าวกล้องมีคนไม่มากนัก แม้จะต่อแถว แต่ก็ไม่ยาว
เพราะว่าโจ๊กข้าวกล้องเป็นอาหารที่แย่ที่สุด คนที่สามารถทำงาน ได้จึงไปทำงานและมีอาหารกินที่ดีกว่า
แน่นอนว่ายังมีบางคนที่ไม่ทำงาน แต่ไม่ไปรับโจ๊กข้าวกล้อง คน พวกนั้นล้วนไม่ใช่คนธรรมดา
“คนละหนึ่งทัพพีนะ”
พนักงานตักอาหารใช้ทัพพีสเตนเลสเคาะขอบหม้อ
เซียวหมิงเยวี่ยกับคุณตากำลังต่อแถวอยู่ ได้ยินคนข้างหลังคุย กัน
“นี่ พวกคุณได้ยินหรือยัง โรงพยาบาลกลางปิดแล้ว ตอนนี้ห้าม ใครเข้าออกเลย”
“จริงเหรอ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?”
“ไม่รู้สิ แถมห้ามใครเข้าใกล้ด้วย มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เลย!”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ? ได้ยินแบบนั้นแล้วใจไม่ดีเลย น่ากลัวจัง”
ได้ยินเสียงซุบซิบของพวกเขา เซียวหมิงเยวี่ยกับคุณตามองหน้า กัน ก่อนจะต่อแถวไปเงียบ ๆ
ในที่สุดก็ถึงคิวของพวกเขา คุณตาพูดอย่างคล่องแคล่วว่า
“เบอร์ 050 ขอสองชาม”
050 คือหมายเลขบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหมือน รหัสด้วยเช่นกัน เวลาไปรับอาหารต้องบอกหมายเลขบ้านทุกครั้ง
พนักงานตักอาหารให้โดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ สองช้อนใหญ่
หลังจากเซียวหมิงเยวี่ยกับคุณตารับโจ๊กแล้ว ก็เดินจากไปพร้อม กัน
“พวกเขาพูดถึงเรื่องอะไรกันนะ ทำไมโรงพยาบาลถึงปิด?” เซียวหมิงเยวี่ยสงสัยมาก
แม้แต่ในกรณีฉุกเฉินร้ายแรง โรงพยาบาลก็ไม่ควรปิดให้บริการ เพราะลักษณะพิเศษของโรงพยาบาล ถ้าปิดโรงพยาบาลแล้ว ผู้ป่วย จะทำอย่างไร?
มันจะเกิดความวุ่นวายแน่นอน
ยกเว้น กรณีที่โรงพยาบาลเกิดเหตุร้ายแรงมาก จนต้องปิดกั้น สถานที่ ซึ่งเหตุการณ์ระดับนี้ ต้องเป็นเรื่องใหญ่หลวงจริง ๆ!
“ใครจะรู้ล่ะ รีบกลับบ้านกันเถอะ” คุณตาพูด
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องมาจาก ด้านหลัง
เซียวหมิงเยวี่ยหันขวับกลับไปมอง เห็นว่าสถานที่แจกโจ๊กตกอยู่ ในความวุ่นวายไปหมด
ชายคนหนึ่งกำลังอาเจียนและไออย่างรุนแรง สิ่งที่เขาพ่นออกมา ในตอนแรกคือน ้าย่อย หลังจากอาเจียนแห้งไปสองสามครั้ง เขาก็ อาเจียนออกมาเป็นเลือดกองโต
ทุกคนตกใจกลัวกับการอาเจียนเป็นเลือดของเขา ต่างร้องอุทาน เสียงดัง และถอยหลังกันเป็นแถว
“เหมือนจะมีคนเป็นอะไรไปไม่รู้” คุณตาพึมพำ
ในไม่ช้า รอบ ๆ ชายคนนั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ที่นั่นโทร แจ้งขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ เรียกแพทย์จากชุมชน ใกล้เคียง
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เธอจึงดึงแขนเสื้อคุณตา แล้วพูดอย่างจริงจังว่า
“รีบไปกันเถอะค่ะ!”