ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 395 ยายืดขาถลึงตาจะได้ผลหรือไม่?
เซียวหมิงเยวี่ยโทรหาจี้ซานซาน อีกฝ่ายกดรับอย่างรวดเร็วหลัง เสียงรอสายดังขึ้นเพียงสองครั้ง
หลังจากสายเชื่อมต่อ เซียวหมิงเยวี่ยก็ตรงเข้าประเด็นทันที
“ซานซาน ตอนนี้พี่ชายเธอยังมีชีวิตอยู่ไหม? แล้วเธอมีโอกาส ได้เจอเขาบ้างหรือเปล่า?”
[… ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้พี่ชายอยู่ในห้องไอซียู กฎการเยี่ยม ดูเหมือนจะเข้มงวดขึ้นมาก] จี้ซานซานตอบตามตรง
เซียวหมิงเยวี่ยรีบพูดทันที “ฉันรู้แล้วว่าพี่ชายเธอติดไวรัส X เธอ จำครั้งก่อนที่คุณปู่จี้ถูกวางยาพิษได้ไหม? ตอนนั้นฉันให้ยาเม็ดหนึ่ง กับเขาเพื่อรักษาชีวิตไว้”
“พูดตามตรงคือฉันยังมียาช่วยชีวิตอยู่ เธอพอจะมีโอกาสได้เจอ พี่ชายบ้างไหม เอาไปให้เขากินหน่อยได้หรือเปล่า?”
จี้ซานซานเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ [จริงหรือคะพี่หมิง เยวี่ย งั้นหนูจะรีบไปบอกคุณปู่ทันที!]
เซียวหมิงเยวี่ยส่งเสียงตอบรับเบา ๆ เธอรออยู่สักครู่ เสียงจาก ปลายสายก็ดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นเสียงของคุณปู่จี้
[แม่หนู ยาช่วยชีวิตที่หนูพูดถึง มันจะช่วยเหวินซีได้ไหม?] เสียง ของคุณปู่จี้เต็มไปด้วยความร้อนรน
เซียวหมิงเยวี่ยหยุดชะงัก “สารภาพตามตรง หนูก็ไม่รู้ค่ะ หนูรู้แค่ ว่ายาเม็ดนี้รักษาได้ทุกโรค แม้จะรักษาไวรัส X ไม่ได้ แต่ก็ไม่มีโทษ ต่อร่างกาย ดังนั้นหนูอยากลองให้เขากินดู”
คุณปู่จี้เงียบไปครู่หนึ่ง [ได้สิ ฉันเชื่อใจแม่หนูนะ ตอนนี้เหวินซีไม่ มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลย ฉันกังวลจนนอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว โรงพยาบาลก็ถูกปิดอีก ฉันรอดชีวิตมาได้เพราะยาของหนู ยานี้
จะต้องช่วยเหวินซีได้แน่ ๆ!]
เซียวหมิงเยวี่ยพูดอย่างรีบร้อน “งั้นลองดูก็แล้วกันค่ะ หนูออกไป ไม่ได้ พวกคุณมีหนทางมารับยาที่บ้านไหมคะ?”
[เรื่องไปรับยาพวกเราจัดการเอง เดี๋ยวฉันจะส่งคนไปที่บ้านของ หนู และจะพยายามเอายาช่วยชีวิตให้เหวินซีกิน] คุณปู่จี้พูดด้วย น ้าเสียงทรงพลัง
“ได้ค่ะคุณปู่จี้ หนูรออยู่ที่บ้านนะ” เซียวหมิงเยวี่ยตอบ
คุณปู่จี้คลายคิ้วที่ขมวดแน่นอยู่ตลอดเวลาลงเล็กน้อย
[หลานปู่ อยู่บ้านดูแลตัวเองให้ดี ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด รอฟัง ข่าวจากปู่นะ]
“ค่ะ หนูรู้แล้ว” เซียวหมิงเยวี่ยตอบ
หลังจากคุยโทรศัพท์กับคุณปู่จี้เสร็จ เซียวหมิงเยวี่ยก็ถอน หายใจยาว ๆ
เธอพลิกฝ่ามือขึ้น กล่องไม้เนื้อดีปรากฏขึ้นในมือ ภายในยังมียา ยืดขาถลึงตาอยู่สองเม็ด
หนึ่งเม็ดให้จี้เวินซี
ส่วนอีกเม็ดที่เหลือ หากยายืดขาถลึงตาสามารถรักษาจี้เหวินซี ให้หายขาดได้ แน่นอนว่าเม็ดที่เหลือก็คงมีประโยชน์เช่นกัน…
…
ในเวลาเดียวกัน สำนักงานลับแห่งหนึ่งกำลังตกอยู่ในความ วุ่นวาย
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง? เรื่องนี้ฉันจะไปรู้ได้ยังไงกันฮะ! อย่ามาถาม ฉันอีกได้ไหม ฉันใกล้จะบ้าตายอยู่แล้ว! กรี๊ด กรี๊ด น่ารำคาญชะมัด!”
หวงหลีกุมศีรษะร้องเสียงแหลมด้วยความเครียดจนถึงขีดสุด
ใบหน้าของคนทั้งแปดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามดูหมดหนทางและเป็น กังวล ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งพยายามพูดด้วยน ้าเสียงที่ผ่อน คลาย
“คุณหวงหลี กรุณาใจเย็นลงก่อนนะคะ เราไม่มีเจตนาอื่นใด เรา แค่อยากให้คุณลองนึกดูอีกครั้ง ว่าคุณจำอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
เธอคือเพื่อนร่วมงานของคุณหมอหวู่ ชื่อว่าหร่วนซิ่งไห่ อายุ ประมาณห้าสิบปี มีบุคลิกแบบผู้นำหญิงโดยธรรมชาติ ท่าทางและ กิริยาของเธอล้วนแฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
คุณหมอหวู่กล่าวเสริม “ใช่ครับ ตอนนี้ไวรัส X ระบาดเป็นวง กว้างในหลายพื้นที่ของเมืองเกาปาเล่อ ผู้ติดเชื้อมีจำนวนมากขึ้น เรื่อย ๆ และอาการของโรคก็แตกต่างจากที่คุณพูดไว้มาก อาการ รุนแรง อัตราการเสียชีวิตสูง จำนวนผู้เสียชีวิตต่อวันก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทางสถาบันวิจัยยังไม่มีผลลัพธ์อะไรออกมา พวกเราต่างก็ใจร้อนกัน มากทีเดียว”
หวงหลีพยายามอย่างหนักเพื่อระงับความตื่นตระหนกในใจ ดวงตาของเธอเป็นประกายแล้วพูดว่า
“ฉะ… ฉันจำมันได้อย่างดี ถ้าไม่ใช่ นั่นคงเป็นเพราะหนังสือประ วัติศาสตร์เขียนผิดต่างหาก ใช่แล้ว แน่นอนว่าในหนังสือ ประวัติศาสตร์มีการปกปิดอะไรบางอย่างไว้ ฉันจำได้แม่นยำว่าไวรัส X ในความทรงจำของฉันมันเป็นแบบนั้น”
เธอรีบเปลี่ยนหัวข้อ “แทนที่จะเสียเวลาอยู่กับฉัน พวกคุณควร ไปเร่งรัดทางสถาบันวิจัย สั่งให้พวกเขารีบพัฒนายาต้านไวรัส X ชนิดพิเศษออกมาให้เร็วที่สุด ถ้ามียา วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ก็จะผ่าน พ้นไปได้ด้วยดี”
คุณหมอหวู่หรี่ตาลงเล็กน้อย “คุณหมายความว่า โรคระบาด ไวรัส X นี้ จะถูกแก้ไขด้วยยาต้านไวรัสพิเศษในที่สุดใช่ไหม?”
หวงหลีพยักหน้าอย่างลังเล “ค่ะ ใช่แน่นอน”
เวลาเดียวกันที่ใต้โต๊ะ เธอกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด มันต้อง เป็นแบบนั้น มันต้องเป็นแบบนั้นสิ
เธอไม่กล้าคิดถึงผลลัพธ์อื่น แม้แต่ความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ กล้ามี
ถ้าไม่มียาต้านไวรัสพิเศษ ประเทศจีนจะทำอย่างไร?
“ต้องมียาต้านไวรัสพิเศษ…”
เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ราวกับกำลังล้างสมองตัวเอง ซ ้าไปซ ้า มา
หร่วนซิ่งไห่จ้องมองใบหน้าของหวงหลีโดยไม่ละสายตา ดวงตา ของเธอเฉียบแหลม มองทะลุความคิดอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่ง
หวงหลีต้องมีอะไรปิดบังเอาไว้แน่ ๆ
หร่วนซิ่งไห่ถามด้วยความสงสัย “คุณหวงหลี ทำไมคุณถึงเหงื่อ ออกเยอะขนาดนี้ล่ะ? คุณได้พูดความจริงออกมาหรือเปล่า?”
น ้าเสียงของเธอก็เย็นชาลงมาก โรคระบาดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาเหมือนถูกวางบนเตาผิงเผาไฟ จะไม่ให้ร้อนรนได้อย่างไร?
“ตอนนี้ ยังไม่พบต้นตอของไวรัส X เลย พวกนักวิจัยในสถาบัน ต่างก็วุ่นวายกันไปหมด และหาทางออกไม่ได้ คนตายกันเป็นจำนวน มากทุกวัน คุณจะบอกว่าคุณไม่รู้อะไรเลยเหรอ? คุณบอกว่าหนังสือ ประวัติศาสตร์เขียนผิด? นั่นฟังดูไร้สาระสิ้นดี!”
หร่วนซิ่งไห่ตบโต๊ะอย่างแรงและตะคอกเสียงดัง
“อาการที่คุณบอกมามันแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยสิ้นเชิง! คุณบอกว่าเพียงมีไข้และไม่ร้ายแรงถึงชีวิตไม่ใช่เหรอ? ลองลืมตาดูสิ ว่าตอนนี้มีคนตายกี่คนต่อวันแล้ว ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทวีคูณทุก วัน! หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมืองเกาปาเล่อคงถึงคราวจบสิ้น คุณกำลัง ปิดบังอะไรอยู่กันแน่ บอกมาให้หมด!”
หวงหลีตกใจจนตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ
สายตาของหร่วนซิ่งไห่แหลมคมดั่งคมดาบ “นักเดินทางข้าม กาลเวลา คุณมาเพื่อช่วยเหลือเรา หรือมาเพื่อทำลายเรากันแน่?”
หวงหลีเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“ฉันมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือพวกคุณจริง ๆ นะ”
หร่วนซิ่งไห่พูดช้า ๆ ทีละคำว่า “ถ้าอย่างนั้นก็พูดความจริง ออกมา ความจริงเกี่ยวกับไวรัส X”
หวงหลีไม่กล้าสบตาหร่วนซิ่งไห่ เธอหันไปมองคุณหมอหวู่ด้วย ความหวังว่าเขาจะช่วยเธอ
เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่าคนทั้งแปดคนในห้อง กำลังจ้องมองมาที่เธอ ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ รวมถึงคุณหมอหวู่ด้วย
หวงหลีกัดฟัน จำใจพูดออกมาว่า
“ฉันไม่รู้เลยจริง ๆ พวกคุณเค้นฉันไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร! ฉัน ก็ไม่คิดว่าไวรัส X มันจะรุนแรงขนาดนี้ ถ้าฉันมีจุดประสงค์ไม่บริสุทธิ์ ฉันคงไม่ร่วมมือกับพวกคุณในงานก่อนหน้า และคงไม่บอกพวกคุณ ว่าฉันเป็นผู้มาจากอนาคต”
“ก่อนหน้านี้ ตอนที่สร้างเขตพื้นที่อาศัย ฉันก็เสนอแนะหลายสิ่ง หลายอย่างไม่ใช่เหรอ? จริงอยู่ที่ฉันมาจากอนาคต แต่ฉันก็ไม่ได้เก่ง ไปซะทุกอย่าง เอาเป็นว่า ฉันเชื่อว่าโรคระบาดนี้จะต้องผ่านพ้นไป และประเทศจีนของเราจะต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน”
เธอค่อย ๆ พูดเสียงเบาลง
เธอไม่สามารถพูดความจริงได้ จะให้เธอพูดความจริงออกไปได้ ยังไง?!
ถ้าพวกเขารู้ความจริงว่า ไวรัส X เป็นไวรัสที่เกิดขึ้นอีกหกสิบปี ข้างหน้า และต้นเหตุของโรคระบาดตอนนี้เกิดขึ้นจากเธอ เธอจะเป็น คนรับผิดชอบต่อชีวิตผู้คนมากมาย แล้วเธอจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร?
อย่าพูดถึงตำแหน่งเทพธิดาเลย แม้แต่ชีวิตของเธอก็ไม่มีอะไรมา รับประกัน!
ดังนั้น เธอจึงกัดฟันไม่ยอมพูดอะไร!
คุณหมอหวู่ขมวดคิ้วด้วยอารมณ์หงุดหงิด “ช่างเถอะ ก่อนหน้านี้
คุณทำงานร่วมกับพวกเราได้ดีมาก ถ้าคุณนึกอะไรขึ้นมาได้ ขอให้ รีบบอกพวกเราทันที”
หวงหลีรีบพยักหน้ารับ “ค่ะ ฉันจะทำ”
เธอแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หร่วนซิ่งไห่จ้องมองหวงหลีด้วยสายตาที่แหลมคมและเต็มไปด้วย ความสงสัยอยู่นาน ก่อนจะละสายตาไปอีกทาง
“แล้วมีความคืบหน้าอะไรจากทางสถาบันวิจัยบ้างไหม?” หร่วน ซิ่งไห่ถาม
ชายคนข้าง ๆ ส่ายหน้า “ยังไม่มีครับ แต่เราได้รวมตัวผู้ป่วย ทั้งหมดไว้ที่เดียวกันแล้ว เพื่อให้ดอกเตอร์หวังและคณะได้ทำการวิจัย สะดวกขึ้น ต้องการให้ผมตามเรื่องให้เร็วขึ้นไหมครับ?”
หร่วนซิ่งไห่รู้สึกคอแห้ง เธอจิบน ้าแล้วพูดว่า
“ไม่ต้องหรอก พวกเขารีบกันมากอยู่แล้ว มันจะมีประโยชน์อะไร ที่จะไปเร่งรัดอีก?”
ชายคนนั้นเงียบไป
“บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลต้องป้องกันตัวเองให้ดี หากบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ นั่นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่! ชุด ป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นต้องแน่ใจว่ามีชุดป้องกันเพียงพอ” หร่วน ซิ่งไห่พูดต่อ
“เข้าใจแล้วครับคุณหร่วน” ชายคนนั้นพยักหน้า
ขณะที่คุณหมอหวู่กำลังจะพูด ชายคนหนึ่งแต่งตัวเหมือน เลขานุการก็ผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้ายินดี
“คุณจี้ฟื้นแล้วครับ!”
ทุกคนในห้องลุกขึ้นยืนโดยไม่ต้องคิด
“ฟื้นแล้ว? ฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร ยาของดอกเตอร์หวังได้ผลอย่าง นั้นเหรอ?”
หวงหลีถามด้วยความตื่นเต้น “ได้พัฒนายารักษาขึ้นมาแล้ว เหรอคะ?”
เลขาฯ คนนั้นพูดต่อ “ไม่ใช่ครับ นายพลจี้ท่านยืนกรานจะป้อน ยาบางอย่างให้คุณจี้ หลังจากทานไปแล้ว ประมาณสามชั่วโมงต่อมา คุณจี้ก็ฟื้นขึ้นมาครับ”
คุณหมอหวู่ลุกขึ้นยืนและเดินออกไป คนอื่น ๆ จึงรีบเดินตาม ในทันที
“เร็ว ๆ ไปดูกันเถอะ ยาอะไรกันถึงวิเศษวิโสขนาดนั้น?”
“อ้อ แจ้งดอกเตอร์หวังกับคณะของเขาด้วย รีบมาตรวจร่างกาย ของคุณจี้อย่างละเอียด เร็วเข้า!” เขาพูดเสริม
หวงหลีดีใจจนแทบเต้นระบำ “ฉันไปด้วย”