ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 398 เสียงในใจของหวงหลี
เซียวหมิงเยวี่ยเดินตามหร่วนซิ่งไห่และคณะไปยังห้องประชุม พร้อมกับฟังเสียงในใจของหวงหลีที่เดินอยู่ข้างหน้า
หวงหลีพยายามเดินนำหน้าทุกคนเสมอ
[ทำท่าทางเหมือนกับว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ คิดว่าตัวเองเป็น นางเอกเหรอ? แล้วกล้าดียังไงถึงมาแย่งซีนเด่นไป? เป็นแค่ตัว ประกอบไม่ใช่หรือไง? หรือจะเป็นแบบนางรองที่หลงรักพระเอกแต่อยู่ ด้วยกันไม่ได้? แต่สุดท้ายนางรองก็ไม่ได้สมหวังอยู่ดี ท้ายที่สุด ไม่ใช่ ทุกคนที่สามารถเป็นนางเอกได้หรอกนะ]
หวงหลีนินทาอยู่ในใจ พร้อมกับกลอกตาใส่เซียวหมิงเยวี่ยที่อยู่ ด้านหลัง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความดูถูก
[แต่ก็ดีที่มีนางตัวประกอบโผล่มา ไม่งั้นฉันคงเดือดร้อนแน่ ๆ แต่ มันก็ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ ใครจะไปรู้ได้ว่ามันจะกลายเป็นแบบ นี้?]
[อีก 60 ปีข้างหน้า ไวรัส X ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรืออันตรายเลย มันเหมือนกับไข้หวัดธรรมดา แต่ทำไมย้อนกลับมา 60 ปีก่อนถึง ร้ายแรงขนาดนี้? ทั้งอาเจียนเป็นเลือด ทั้งตาบอด น่ากลัวชะมัด]
[แล้วฉันก็ไม่ได้ตั้งใจนะ แค่เอาผ้าเช็ดหน้าที่เคยใช้ให้จี้เหวินซีใช้ เฉย ๆ เอง ใช้เสร็จก็ทิ้งไปแล้วนี่ ฉันก็แค่อยากให้จี้เหวินซีติดเชื้อ
ไวรัส X เพื่อที่จะได้เข้าหาและใกล้ชิดกับเขา เขาน่ะคือเศรษฐีพันล้าน ในโลกอนาคต ฉันต้องเกาะขาเขาไว้ให้แน่น ๆ!]
[…]
[นางเด็กจี้ซานซาน ชอบมาชักสีหน้าใส่ฉัน ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ เมื่อไหร่ที่ฉันได้เป็นคุณนายจี้ ฉันจะมาเอาคืนให้สาสม พวกนางร้าย ที่ชอบอิจฉาริษยาแบบนี้ ไม่มีทางได้ดีหรอกนะ]
[แล้วก็นางแก่หร่วนซิ่งไห่อีกคน อวดดีอะไรนักหนา ปากร้าย อย่างกับหมาบ้า พยายามจะขู่ใครกันยะ คิดว่าเป็นหัวหน้าแล้วจะทำ อะไรก็ได้เหรอ? ฉันเดินทางมาจากอนาคตนะ กล้ามาด่าฉันได้ยังไง เดี๋ยวได้เห็นดีแน่]
[เมื่อไหร่ที่ฉันมีอำนาจขึ้นมา ฉันจะตบหน้านางพวกขี้ขลาดเรียง ตัวเลย!]
[…]
หวงหลียังคงบ่นไม่หยุด สาปแช่งด่าทอทุกคนอยู่ในใจ
เซียวหมิงเยวี่ยได้ยินเสียงบ่นในใจของอีกฝ่ายทั้งหมด คิ้วทั้งสอง ขมวดรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาของเธอสั่นระริกไปมา เธอรู้สึก ประหลาดใจไม่น้อย
ปรากฏว่าเทพธิดาคนนี้มาจากอนาคตจริง ๆ แต่ทำไมเธอถึงโง่ ขนาดนั้น ถึงได้พูดออกมาอย่างเปิดเผยว่าตัวเองเป็นผู้มาจาก อนาคต?
ยิ่งกว่านั้น เธอเกือบจะทำให้เกิดภัยพิบัติที่ไม่อาจแก้ไขได้
ความจริงไวรัส X ไม่ควรปรากฏในยุคนี้ แต่เทพธิดาต้องการ เอาชนะใจจี้เหวินซีเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเธอเอง จึงทำให้ไวรัสที่
ควรจะปรากฏในอนาคตแพร่ระบาดก่อนกำหนด
เธอไม่คิดบ้างเหรอว่า ประสิทธิภาพการดูแลรักษาทางการแพทย์ ในอีก 60 ปีข้างหน้าจะเหมือนกับปัจจุบันนี้ได้ยังไง?
เทพธิดาผู้นี้ ช่างมีความโง่เขลาอันใสซื่อผสมกับความเย่อหยิ่ง ในตัวเองอย่างน่าเหลือเชื่อ พูดง่าย ๆ ก็คือ คิดสูงใจต ่า โง่เขลาแต่ไม่ รู้ตัว
เซียวหมิงเยวี่ยเหลือบมองหวงหลีโดยไม่ทิ้งร่องรอย อีกอย่าง เธอ มีปัญหาทางสมองหรือเปล่า พูดเรื่องนางเอกนางร้าย แล้วบอกว่าใคร เป็นตัวละครประกอบไม่ทราบ อ่านนิยายมากไปหรือเปล่า?
เพียงเพราะตัวเองเดินทางข้ามกาลเวลา จึงมั่นใจว่าเหนือกว่า ใคร และคิดว่าตัวเองเป็นผู้ควบคุมโลกงั้นเหรอ? หรือว่าเธอคิดว่าจี้เห วินซีคือพระเอกของเธอ เลือกได้ดีจริง ๆ เลยนะ
หากไม่มีสมอง การเดินทางข้ามกาลเวลาจะมีประโยชน์อะไร
หันมามองดูเธอสิ ไม่เคยกล้าเปิดเผยตัวตนว่าเป็นผู้กลับชาติมา เกิด เธอทำอะไรก็ระมัดระวังอย่างมาก เดินก้าวหนึ่งต้องคิดเผื่อไว้สิบ ก้าว ความลับของมิติก็ไม่กล้าบอกใคร จนผ่านมาหลายปีแล้วเธอถึง กล้าบอกคนในครอบครัว และเป็นคนที่เธอไว้ใจที่สุดเท่านั้น
นอกจากนี้ เซียวหมิงเยวี่ยต้องเผชิญกับอันตรายหลายครั้ง และ ชีวิตของเธอก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย
เธอพึมพำบ่นในใจ
อย่างไรก็ตาม เซียวหมิงเยวี่ยพลันนึกถึงประเด็นสำคัญข้อหนึ่ง ขึ้นมาได้ว่า ทำไมไวรัส X จากอีก 60 ปีข้างหน้าถึงมาปรากฏตัวใน ปัจจุบัน ทำไมมันถึงร้ายแรงขนาดนี้ และทำไมอีก 60 ปีข้างหน้าถึงมี อาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา?
ไวรัสไม่มีทางเปลี่ยนแปลง ไวรัสก็ยังคงเป็นไวรัสเหมือนเดิม
มนุษย์ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง เพียงแค่ 60 ปี มนุษย์จะกลายพันธุ์ ได้อย่างไร?
เช่นนั้น จึงมีเพียงความเป็นไปได้เดียว นั่นคือมนุษย์ในอีก 60 ปี ข้างหน้ามีภูมิคุ้มกันในร่างกาย อาจจะมาจากการฉีดวัคซีน ซึ่ง เป็นไปได้สูงว่าเป็นการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไป
เพราะแบบนั้น เทพธิดาจึงคิดว่าไวรัส X ไม่ร้ายแรง นั่นเพราะเธอ ไม่เคยเห็นไวรัส X แสดงศักยภาพร้ายแรงของมันมาก่อน
เซียวหมิงเยวี่ยเหลือบมองแผ่นหลังของหวงหลีเฉยเมย บางที หล่อนอาจจะมีแอนติบอดีของวัคซีนอยู่ในร่างกายก็ได้
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ดวงตาของเซียวหมิงเยวี่ยก็มืดมนลงกว่าเดิม
เมื่อเดินมาถึงมุมหนึ่ง คุณหมอหวู่ยกมือขึ้นเพื่อนำทางเซียวหมิง เยวี่ย
“คุณเซียว เชิญทางนี้ครับ พวกเราไปคุยกันต่อในห้องประชุม ดีกว่า”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยกล่าวอย่างสุภาพ
สมองของเซียวหมิงเยวี่ยทำงานอย่างรวดเร็ว เธอนึกขึ้นได้อีก ประเด็นหนึ่ง เธอยังมีเกมจิ๊กซอว์เป็นตัวช่วยพิเศษ แล้วเทพธิดาจะมี พื้นที่มิติหรือพลังพิเศษอื่น ๆ บ้างหรือไม่นะ?
ขณะกำลังคิดอยู่นั่นเอง เสียงในใจของหวงหลีก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[น่าโมโหจริงเชียว รู้งี้เอาหนังสือประวัติศาสตร์สมัยใหม่ใส่ กระเป๋าเป้มาด้วยก็ดี แต่เราดันโผล่มาที่นี่แบบงง ๆ ไม่ได้เอาของมี ประโยชน์มาเลยสักอย่าง ยารักษาไวรัส X ในกล่องก็เหลือแค่เม็ด เดียว แล้วก็ให้จี้เหวินซีไปแล้วด้วย แต่เขากินไปแล้ว ทำไมถึงไม่หาย ป่วยนะ? งงจริง ๆ]
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็แอบโล่งใจ ดีแล้วที่ไม่มี
ด้วยมันสมองของเธอ ถ้ามีพลังพิเศษอีกล่ะก็ รับรองว่าแม้แต่ทั้ง ประเทศจีนก็ไม่เพียงพอให้เธอป่วนเล่น
ยารักษาที่เธอพูดถึง น่าจะรักษาได้เฉพาะผู้ติดเชื้อที่มีแอนติบอดี อยู่ในร่างกายอยู่แล้ว เพราะว่ายาจะออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง
ดังนั้น ยารักษาจากอนาคตจึงไม่มีผลกับผู้คนในยุคปัจจุบันสินะ?
เมื่อคิดได้ดังนี้ เซียวหมิงเยวี่ยก็มั่นใจว่าการคาดเดาของเธอ ถูกต้อง เทพธิดาคนนี้น่าจะมีแอนติบอดีอยู่ในร่างกาย
“ถึงแล้วครับ เชิญทางนี้ครับคุณเซียว”
กลุ่มคนเดินเข้าไปในห้องประชุม พวกเขายังคงสวมชุดป้องกัน หนา ๆ จ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง อยากจะพูดคุยเรื่องยาช่วยชีวิตของเธอโดยเร็วที่สุด
เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว เซียวหมิงเยวี่ยก็ไม่รีรอ พูดตรงประเด็นว่า
“ฉันรู้ดีค่ะว่าทุกคนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ยาช่วยชีวิตสามารถรักษา โรคติดต่อไวรัส X ได้ ซึ่งฉันดีใจมาก แต่ฉันอยากเรียนกับทุกคนว่า ตอนนี้ฉันเหลือยาเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ยาดังกล่าวได้รับ การสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของฉัน และฉันไม่ทราบสูตรยา”
สิ้นเสียง เธอหยิบกล่องไม้ขึ้นมา “แต่ว่า ฉันสามารถมอบยา ช่วยชีวิตที่เหลืออยู่เพียงเม็ดเดียวนี้ให้กับรัฐบาลเพื่อทำการวิจัยได้ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพวกคุณแล้วค่ะ”
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยพูดจบ ทุกคนก็เปลี่ยนจากความตื่นเต้นเป็น ความผิดหวัง แต่ยังมีความคาดหวังและเสียดายผสมผสานอยู่ด้วย โดยรวมแล้ว อารมณ์ของทุกคนค่อนข้างซับซ้อน
ยกเว้นดอกเตอร์หวัง เขาตื่นเต้นจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง
“คุณแน่ใจว่าจะมอบยาช่วยชีวิตให้จริง ๆ หรือครับ? ไม่ต้องห่วง นะครับ หากคุณมอบยาวิเศษนี้แก่ผม ผมจะทุ่มเทความรู้และ ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีเพื่อวิจัยมันอย่างละเอียด และจะไม่ทำให้ คุณค่าของมันต้องสูญเปล่า!”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มอย่างสุภาพ “ฉันหวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น”
ดอกเตอร์หวังจ้องมองไปที่กล่องไม้ในมือเซียวหมิงเยวี่ย รู้สึก ตื่นเต้นอยากจะเริ่มต้นการวิจัยแล้ว
แต่เซียวหมิงเยวี่ยกลับไม่คิดว่าดอกเตอร์หวังจะสามารถไขสูตร ยาของ ‘ยายืดขาถลึงตา’ ได้สำเร็จ เพราะว่ามันเป็นยาจากมิติอื่น ผู้คนในยุคปัจจุบันยังไม่มีความสามารถที่จะไขสูตรยานี้ได้
อย่างไรก็ตาม หากสามารถวิจัยยายืดขาถลึงตานี้ได้ แม้จะเพียง เสี้ยวหนึ่งหรือหนึ่งในร้อย เพื่อนำไปพัฒนายาที่ส่งผลดีต่อมนุษย์ และ ส่งต่อให้ผู้คนในแผ่นดินจีน มันก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีงามอย่างยิ่ง
แต่ปัญหาตอนนี้คือ ยายืดขาถลึงตานี้มีเพียงเม็ดเดียว ไม่เพียง พอที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตนี้ได้เลย
แม้จะรอให้ดอกเตอร์หวังวิจัยจนสำเร็จ ผลลัพธ์ก็คงอีกนานแสน นาน ผู้ป่วยโรคระบาดในเมืองเกาปาเล่อรอจนถึงตอนนั้นไม่ได้แน่
หร่วนซิ่งไห่ก็คิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน เธอรู้สึกกังวลและพูดว่า
“เรามียาช่วยชีวิตเพียงเม็ดเดียว และยังไม่มีสูตรยา ขณะนี้
จำนวนผู้ป่วยโรคระบาดเพิ่มขึ้นทุกวัน ฉันเกรงว่าเราจะไม่มีเวลามาก ขนาดนั้น”
“ดอกเตอร์หวัง คุณคิดว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะวิจัยสูตร ยาช่วยชีวิตสำเร็จ พอจะประมาณเวลาคร่าว ๆ ได้ไหมคะ?” เธอถาม