ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 420 คุณแม่เซียวต้อนรับกลุ่มผู้ลี้ภัยจากเมืองเผิงจิง
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 420 คุณแม่เซียวต้อนรับกลุ่มผู้ลี้ภัยจากเมืองเผิงจิง
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา คุณแม่เซียวได้เข้าทำงานที่สำนักงานบริหาร จัดการชุมชนหลัก
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ลี้ภัยจากเมืองเผิงจิงก็มาถึง คุณแม่เซียว และเพื่อนร่วมงานหลายคนจากสำนักงานบริหารจัดการชุมชนได้รับ มอบหมายให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่จากชุมชนย่อยทางตะวันตก ของเมือง เพื่อจัดการกับผู้ลี้ภัยที่เดินทางไกลมาเป็นจำนวนมาก
ด้านหน้าประตูเมือง เจ้าหน้าที่จากชุมชนจัดทีมสำหรับฉีดวัคซีน ทั้งหมด 8 ทีม แต่ละทีมมีพยาบาล 1 คน และถัดจากพยาบาลคือ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านการลงทะเบียนและจดสถิติ
ภายในลังกระดาษบนรถบรรทุกขนาดใหญ่เต็มไปด้วยวัคซีนแห่ง ชัยชนะ
ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว รอแค่กลุ่มคนมาถึงเท่านั้น
“สวัสดีครับ คุณเป็นผู้นำจากชุมชนหลักใช่ไหมครับ? เมื่อวานก็ เจอกันตอนประชุม พอจะจำกันได้ไหม เอ่อ… คุณแซ่อะไรหรือครับ?”
ชายหนุ่มจากชุมชนย่อยทางตะวันตกของเมืองเข้ามาทักทาย
คุณแม่เซียวมองชายหนุ่มหน้าใส แล้วยิ้มอย่างเป็นมิตร
“ไม่ใช่ผู้นำหรอกค่ะ ฉันแซ่เจี่ยง เรียกฉันว่าพี่เจี่ยงก็ได้ คุณมา จากชุมชนย่อยไหนเหรอ?”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว “สวัสดีครับพี่เจี่ยง ผมมาจาก ชุมชนจิ่วโหยวฉวีครับ”
สำนักงานบริหารจัดการชุมชนหลักมีหน้าที่ดูแลชุมชนย่อยต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวหน้าใหญ่ ดังนั้นเจ้าหน้าที่จากชุมชนย่อยจึงให้ ความเคารพต่อเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่
เพื่อนร่วมงานของคุณแม่เซียวเดินเข้ามาพูดแซว
“หนุ่มน้อยปากหวานจังนะ พี่เจี่ยงเป็นเจ้าหน้าที่คนใหม่ของเรา พวกเธอต้องช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานของพี่เจี่ยงด้วยนะ!”
คนที่พูดคือหม่าเหม่ยอวี้ หนึ่งในเพื่อนร่วมงานใหม่ของคุณแม่ เซียว ซึ่งอายุน้อยกว่าแปดปี
ชายหนุ่มผู้นั้นรีบพยักหน้า “แน่นอนครับ แน่นอน ผู้อำนวยการ หม่าพูดถูก พวกเราไม่กล้าละเลยหรอกครับ และจะให้ความร่วมมือ อย่างเต็มที่”
หม่าเหม่ยอวี้และคุณแม่เซียวสบตากัน ดูสิ คนจากชุมชนย่อย ล้วนมีท่าทีแบบนี้กับพวกเธอเสมอ
คุณแม่เซียวเข้าใจได้ดี คนจากชุมชนย่อยเหล่านี้ ล้วนเกรงกลัว สถานะของพวกเธอเท่านั้น
เธอสามารถเข้าทำงานที่สำนักงานบริหารจัดการชุมชนหลัก ตั้งแต่แรก ก็ล้วนต้องพึ่งพาบารมีของลูกสาว ด้วยวิสัยทัศน์อัน
กว้างไกลของเซียวหมิงเยวี่ย คุณแม่เซียวจึงเปลี่ยนจากแม่บ้าน ธรรมดา กลายมาเป็นข้าราชการ ชีวิตพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง
หัวหน้าจัดการให้เธอไปทำงานที่สำนักงานบริหารจัดการชุมชน หลัก ประการแรก เธอมีประสบการณ์เป็นเจ้าหน้าที่จัดการชุมชนมา ก่อน ประการที่สอง หัวหน้าค่อนข้างไว้วางใจเธอ
ในฐานะที่ได้รับมอบหมายงานสำคัญ เธอจะต้องทุ่มเททำงาน อย่างเต็มที่ ห้ามทำให้ลูกสาวเสียหน้า
“มาแล้ว มาแล้ว ทีมจากเมืองเผิงจิงมาถึงแล้ว!” เสียงตะโกนของ ใครคนหนึ่งดังขึ้น
เมื่อเพ่งมองออกไป จะเห็นขบวนผู้คนยาวเหยียดจนสุดลูกหูลูก ตา ซึ่งกำลังเดินเข้ามาช้า ๆ พวกเขาเดินเท้ามาตลอดหลายเดือน จากเมืองเผิงจิงอันไกลโพ้น เพื่อมายังเขตพื้นที่ปลอดภัย
ระหว่างทาง พวกเขาต้องเผชิญกับทุกสภาพอากาศ ผิวของพวก เขาจึงดำคล ้า ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยความยากลำบาก ริ้วรอย มากมายบนใบหน้า เส้นผมแห้งกร้านและเป็นสีน ้าตาล
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ใบหน้าของผู้ลี้ภัยก็ปรากฏรอยยิ้ม แม้แต่ใน ดวงตาที่ด้านชาก็ยังมีแสงสว่าง
เพราะพวกเขามาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็ สามารถตั้งรกรากและใช้ชีวิตที่ดีได้ โดยไม่ต้องเดินทางอีกต่อไป
ในที่สุดความลำบากตรากตรำก็สิ้นสุดลง!
ในขบวนผู้ลี้ภัย ยังสามารถมองเห็นยานพาหนะลายพราง ซึ่งเป็น กองทหารของรัฐบาลที่คอยคุ้มกันผู้ลี้ภัย
“ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ค่อนข้างดีนะ มีทหารของรัฐบาลคุ้มครองด้วย ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ที่เรารับเข้ามาเป็นผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาเอง ไม่ ค่อยเห็นกลุ่มขนาดใหญ่ที่รวมตัวกันแบบนี้เลย”
หม่าเหม่ยอวี้ยกมือขึ้นกอดอก ขณะพูดคุยกับคุณแม่เซียว
คุณแม่เซียวพยักหน้า พูดอย่างภาคภูมิใจ “ผู้บริหารเมืองเผิงจิง มีความสามารถมากค่ะ”
ระหว่างทาง เธอได้ยินและเห็นอะไรมาไม่น้อย เมื่อเทียบกับเมือง อื่นแล้ว ทีมผู้บริหารของเมืองเผิงจิงจัดว่ายอดเยี่ยมมาก
หม่าเหม่ยอวี้เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วพูดเสียงดัง
“ทุกคน เลิกคุยเล่นกันได้แล้ว กลุ่มผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่จากเมือง เผิงจิงกำลังเข้ามา ผู้นำชุมชนทั้งสิบของเขตตะวันตกของเมืองอยู่ ไหน? คนที่รับผิดชอบการนับจำนวนคนอยู่ไหน? รีบเข้าไปประจำที่!”
“ชุมชนซิ่งฝูและชุมชนจิ่วโหยวฉวีเริ่มก่อน และรับผู้ลี้ภัย ตามลำดับ เมื่อจำนวนคนครบแล้วก็ให้พาออกไปก่อน ชุมชนที่เหลือ อื่น ๆ ค่อยตามไป รีบทำงานและอย่าให้เสียเวลา”
“เข้าใจแล้วครับ/ค่ะผู้อำนวยการหม่า”
“ทราบแล้วครับ/ค่ะผู้อำนวยการหม่า”
“…”
เจ้าหน้าที่ส่งเสียงตอบรับทีละคน
…
“ผู้จัดการซูดูโน่นสิ คนยืนกันเยอะแยะเลย ข้างหน้าคือเมืองเกา ปาเล่อใช่ไหมคะ?” หลี่เหวินจิ้งถาม
ผู้จัดการซูถอนหายใจ
“ใช่แล้ว ในที่สุดก็มาถึงสักที คุ้มค่ากับที่เราเดินมาหลายเดือน จริง ๆ ยากลำบากไม่น้อยเลย”
หลี่เหวินจิ้งลูบเข่าที่ปวดเมื่อย บ่นพึมพำว่า
“ไม่ใช่แค่ยากลำบากนะคะ แต่ลำบากมาก ๆ พระถังซัมจั๋งยังไม่ ลำบากเท่าเราเลย เขามีม้าขาวให้ขี่ แต่เรานี่สิต้องเดินเท้า รองเท้า ขาดไปตั้งไม่รู้กี่คู่แล้ว”
ผู้จัดการซูหัวเราะเบา ๆ “มาถึงก็ดีแค่ไหนแล้ว ต่อไปจะได้ใช้ชีวิต อย่างสงบสุข ไม่ต้องเหนื่อยยากอีกต่อไป”
“ว่าแต่ผู้จัดการซู คุณคิดว่าพอเราไปถึงที่นั่นแล้ว เขาจะให้พวก เราทำงานอะไรหรือคะ? อย่างน้อยเราก็เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลชุมชนหวา ฮั่น เคยทำงานหนัก และมีความดีความชอบมากมาย เราควรจะได้ ทำงานในชุมชนต่อใช่ไหม?”
หลี่เหวินจิ้งยังคงกังวลเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว เจ้าหน้าที่คน อื่น ๆ ล้วนรอฟังเช่นกัน แน่นอนว่าพวกเขาต่างก็กังวลเกี่ยวกับ อนาคตของตัวเอง
เมืองเกาปาเล่อคงจะมีเจ้าหน้าที่ประจำชุมชนอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้น พวกเขาจะทำอย่างไร?
ผู้จัดการซูโบกมือ “พวกเธอไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก รัฐบาลไม่ มีทางเพิกเฉยต่อเรา เดี๋ยวก็คงมีการจัดสรรงานให้พวกเราเอง ผู้คน มาอยู่เยอะแยะขนาดนี้ พวกเขาจะดูแลอย่างทั่วถึงได้อย่างไร สุดท้าย ก็ต้องพึ่งพาพวกเรานั่นแหละ”
เมื่อได้ยินดังนี้ หลี่เหวินจิ้งและคนอื่น ๆ ก็สบายใจขึ้น พวกเขา กลัวว่าจะ ‘ตกงาน’
“ข้างหน้าพวกเราคือแถวของชุมชนหนานหลานซาน ดูโน่นสิ ทำไมต้องฉีดยาด้วยนะ?”
ผู้คนแปดแถวเรียงคิวอย่างเป็นระเบียบ พวกเขาจำเป็นต้อง ลงทะเบียนก่อน ฉีดยาแล้วจึงจะเข้าเมืองได้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มละสาม พันคน เมื่อครบจำนวนแล้ว เจ้าหน้าที่ชุมชนย่อยจะนำไปยังจุดพักพิง
หลี่เหวินจิ้งมองดูสถานการณ์ตรงหน้าแล้วรู้สึกสับสนเล็กน้อย
พวกเขาเดินทางมาตลอดทางโดยไม่ทราบข่าวคราวเกี่ยวกับการ แพร่ระบาดของไวรัส X ในเมืองเกาปาเล่อ
เบื้องบนจงใจปกปิดข้อมูลจากผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่ของเมืองเผิงจิง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาไกลแสนไกลสูญเสียความหวัง เมื่อพวกเขาได้เห็นดินแดนที่เคยใฝ่ฝัน แต่มันกลับมีโรคระบาด สิ่งนี้
อาจทำให้หลายคนตกใจกลัว
ความแตกต่างอันใหญ่หลวงนี้ อาจทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวัง ผู้ลี้ภัย ไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันเพิ่มเติมได้อีกแล้ว
หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จะส่งผลต่อเสถียรภาพและยากต่อ การควบคุมสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือมีการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัส X สำเร็จแล้ว ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขอเพียงแค่ฉีด วัคซีน ผู้คนก็จะปลอดภัย
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พวกเขาทราบ รอจนกว่าพวกเขา จะเข้าเมืองและตั้งรกรากแล้ว ค่อยทราบจากปากต่อปากก็ไม่เป็นไร เพราะพวกเขาได้รับวัคซีนแล้ว และไม่ต้องกลัวอะไรอีก
ผู้จัดการซูพูดอย่างใจเย็น “ต้องฉีดวัคซีนก่อนเข้าเมือง ได้ยินมา ว่ามันช่วยเสริมสร้างร่างกายและเพิ่มภูมิคุ้มกัน พวกเราเพิ่งมาที่นี่ คง จะป่วยจากการปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศใหม่ได้ง่าย เลยต้องฉีด วัคซีนเพื่อความปลอดภัยของพวกเราเอง”
นี่เป็นสิ่งที่เบื้องบนถ่ายทอดลงมา เขาแค่ทำตามหน้าที่
“อ๋อ เป็นแบบนี้นี่เอง เมืองเกาปาเล่อช่างใส่ใจพวกเรามากจริง ๆ!”
ดวงตาของหลี่เหวินจิ้งเป็นประกาย เธอเริ่มมีความหวังกับชีวิต ใหม่
ใกล้จะถึงคิวของชุมชนหวาฮั่นแล้ว พี่เหยียนพลันเหลือบไปเห็น บุคคลที่คุ้นเคย
“ผู้หญิงคนนั้นใช่น้องเจี่ยงหรือเปล่า?”
พี่เหยียนเคยเป็นเพื่อนร่วมงานกับคุณแม่เซียว ทั้งคู่มีอายุไล่เลี่ย กันและสนิทกันดี
เมื่อได้ยินดังนี้ หลี่เหวินจิ้งเขย่งปลายเท้าเพื่อเพ่งมอง ก่อนจะร้อง ออกมาด้วยความดีใจ
“แม่เจ้าประคุณ นั่นพี่เจี่ยงจริงด้วย!”
หลี่เหวินจิ้งโบกมือด้วยความตื่นเต้น “พี่เจี่ยงคะ พี่เจี่ยง!”