ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 421 พบเจอเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย
คุณแม่เซียวกำลังดูสมุดทะเบียนอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง เรียกชื่อตัวเอง
เมื่อมองไปรอบ ๆ ดวงตาของคุณแม่เซียวพลันสว่างขึ้นทันใด เพราะคนเหล่านั้นล้วนเป็นเพื่อนเก่าจากชุมชนหวาฮั่น!
คุณแม่เซียวโบกมือทักทาย “เหวินจิ้ง ผู้จัดการซู พี่เหยียน…”
คุณแม่เซียวเดินเข้าหาพวกเขาด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข
“ไม่ได้เจอกันนานเลย ในที่สุดพวกคุณก็มาซะที!”
ผู้จัดการซูพยักหน้า พูดอย่างมีความนัย
“มันนานมากจริง ๆ ไม่เจอสามวัน เปลี่ยนเป็นอื่น พี่เจี่ยงเก่งขึ้น มากเลยนะครับ”
ด้วยสายตาที่เฉียบคม เขาสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดายว่า งาน ปัจจุบันของคุณแม่เซียวนั้นไม่ใช่ตำแหน่งธรรมดา
ก่อนหน้านี้เขาเห็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานสถิติกำลังรายงาน ข้อมูลบางอย่างให้กับคุณแม่เซียว และบุคคลที่ยืนข้างเธอน่าจะเป็น ผู้นำระดับล่าง
“ไม่หรอกค่ะ ต้องขอบคุณการดูแลเอาใจใส่ของคุณในอดีต ไม่ งั้นจะมีวันนี้ได้อย่างไร?” คุณแม่เซียวพูดอย่างสุภาพ
ผู้จัดการซูหัวเราะอย่างมีความสุข “จะว่าไป มีรถขับดีจังเลยครับ มาถึงก่อนตั้งนาน ดูพี่เจี่ยงตอนนี้สิ มีชีวิตดี๊ดีไปแล้ว”
พี่เหยียนสัมผัสใบหน้าคุณแม่เซียว แล้วพูดแซวว่า
“ทุกคนดูหน้าน้องเจี่ยงสิ ขาวเนียนอย่างกับไข่ปอกเปลือก นับวันยิ่งหน้าเด็กลงเรื่อย ๆ เลยนะ แล้วดูพวกเราสิ เดินทางแค่สอง สามเดือน ผิวพรรณดำคล ้า เนื้อตัวมอมแมม เหมือนแก่ลงไปหลาย สิบปี เทียบน้องเจี่ยงไม่ได้เลย!”
พี่เหยียนรู้สึกอิจฉาจริง ๆ เธอและทุกคนเดินทางตรากตรำมา ตลอดทาง ต้องเผชิญกับลมและแสงแดด ทำให้สภาพผิวของพวกเขา ดูย ่าแย่ลงมาก
คุณแม่เซียวหัวเราะและตีเธอเบา ๆ “พี่เหยียนหยุดพูดเล่นได้แล้ว ไข่อะไรกันคะ ฉันแก่ตัวลงขนาดนี้แล้ว แค่ยิ้มก็เห็นริ้วรอยลึกข้างแก้ม พูดแบบนั้นฉันก็เขินแย่สิ”
“พี่เจี่ยงคะ พี่เหยียนพูดความจริงนะ ขนาดหนูยังอิจฉาพี่เลย” หลี่เหวินจิ้งกล่าว
เตียวเซี่ยเซี่ยมองดูคุณแม่เซียวจากด้านข้างเงียบงัน เธอ ในตอนนี้ไม่ใช่สาวพราวเสน่ห์เหมือนในอดีตอีกแล้ว เพราะต้องเดิน บนถนนตลอดทั้งวัน จึงไม่มีเวลาแต่งหน้าทาปากด้วยซ ้า
พี่เจี่ยงอยู่ที่นี่ แสดงว่าเซียวหมิงเยวี่ยก็อยู่ที่นี่เช่นกัน
เตียวเซี่ยเซี่ยนึกถึงผู้หญิงชื่อเซียวหมิงเยวี่ยขึ้นมา เหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นในรังรื่นรมย์สุขฤดี เธอไม่มีวันลืมได้ลง
“พวกคุณก็แค่เหนื่อย หลังตั้งรกรากในเมืองเกาปาเล่อและ พักผ่อนให้เพียงพอ เดี๋ยวก็กลับมาสวยสะพรั่งเหมือนเดิมนั่นแหละ” คุณแม่เซียวพูด
“พี่เจี่ยง!” มีเจ้าหน้าที่ชุมชนเรียกเธอให้ไปหา
“จ้า ไปเดี๋ยวนี้แหละ”
คุณแม่เซียวหันมาพูด “ฉันไปทำงานก่อนนะ ยังมีเวลาเหลือเฟือ ไว้รำลึกความหลังกัน”
“จ้ะ ๆ ๆ เธอไปทำงานเถอะ” พี่เหยียนโบกมือ
หลังจากคุณแม่เซียวกลับออกไป ผู้จัดการซูก็ถอนหายใจยาว
“พี่เจี่ยงโชคดีเหลือเกิน เธอมีลูกสาวที่ดีขนาดนั้น”
“เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับหมิงเยวี่ยเหรอคะ?” หลี่เหวินจิ้งถามด้วย ความงุนงง
ผู้จัดการซูหันมามองเธอ “ลองคิดดูสิ พี่เจี่ยงและครอบครัว เดินทางโดยรถยนต์และเพิ่งมาถึงเมืองเกาปาเล่อได้ไม่นาน แต่กลับมี ตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้นำเด็กรุ่นหลังแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีผู้ลี้ภัยตั้งเยอะแยะ ทำไมพวกเขาถึงไม่ได้เป็นผู้นำล่ะ? ผมไม่มีทางเชื่อหรอก ถ้าจะบอก ว่าไม่มีเซียวหมิงเยวี่ยคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง”
หลี่เหวินจิ้งอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ “หมิงเยวี่ยเป็นคน เก่งขนาดนั้นเลยเหรอคะ หรือว่าเธอมีเส้นสายในเมืองเกาปาเล่อ?”
ผู้จัดการซูพูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ก็ลองคิดดูดี ๆ สิ ในช่วงที่
อากาศหนาวเย็นจัด เซียวหมิงเยวี่ยสามารถจองห้องในเมืองบันเทิง ได้ถึงสามห้อง และย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ที่นั่น แม้แต่ญาติพี่น้องของ เธอ เธอก็จัดการให้พวกเขาได้ไปอยู่ที่เมืองบันเทิงด้วยเช่นกัน
ขณะที่พวกเราต้องทนหนาวเหน็บอยู่ในชุมชนหวาฮั่น แต่พวก เขากลับได้นอนในห้องที่อบอุ่นอย่างสบายใจ เซียวหมิงเยวี่ยเด็กคนนี้ เธอไม่ใช่แค่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล แต่ยังมีความสามารถมาก ไม่งั้นจะ ไปมีเส้นสายกับตระกูลจี้ได้ยังไง เธอไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน”
ผู้จัดการซูมองดูคุณแม่เซียวที่กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น พูด เบา ๆ ว่า
“บางที พวกเราอาจต้องพึ่งพาพี่เจี่ยงในอนาคต…”
ตำแหน่งผู้จัดการของเขา คงไม่ใช่ตำแหน่งเดิมอีกต่อไป เมื่อ มาถึงที่นี่ เขาอาจจะต้องเรียกพี่เจี่ยงว่าหัวหน้าแทน
หลี่เหวินจิ้งปรบมือเบา ๆ “สุดยอดไปเลย กำลังกลัวโดนคน ท้องถิ่นรังแกอยู่พอดี งั้นฉันขอกอดต้นขาพี่เจี่ยงไว้แน่น ๆ ก่อนแล้ว กัน!”
ผู้จัดการซูและพี่เหยียนมองหน้ากัน พวกเขาต่างก็ขบขันกับ ความซื่อตรงของหญิงสาวคนนี้
แต่การมีคนรู้จักที่นี่ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน
แถวค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง หลายคนจับกลุ่ม พูดคุยกัน
“ตอนอยู่ที่ชุมชนหวาฮั่น ฉันก็เคยคิดจะจับคู่ลูกชายกับลูกสาวพี่
เจี่ยง แต่พอมาดูตอนนี้ ลูกชายฉันเหมือนจะไม่คู่ควรเลย” พี่เหยียน พูดตามตรง
พี่เหยียนจับคางพึมพำว่า “ลูกสาวเธอเก่งขนาดนี้ พวกคุณคิด ว่าเธอทำได้อย่างไรนะ? หรือว่าจะให้ลูกชายฉันแต่งออกไปเป็น ลูกเขยบ้านนั้นดี? จะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว?”
ผู้จัดการซูเลิกคิ้วขึ้นพลางคิดในใจ คนอื่นเขาจะดูแคลนลูกชาย คุณน่ะสิ
แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเกรงว่าจะไปทำร้ายจิตใจ
ไม่ใช่แค่พวกผู้จัดการซูเท่านั้น หลายคนจากชุมชนหวาฮั่นต่าง ก็จำเธอได้เช่นกัน
“นั่นคุณเซียวเจ้าหน้าที่จัดสรรที่พักหรือเปล่า? จำได้ว่าตอน อากาศหนาวจัดเธอลาออกไปแล้วนี่นา แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ลาออกอะไรล่ะ แค่ลาพักร้อนต่างหาก ฉันเคยได้ยินผู้จัดการซู กับคนอื่น ๆ คุยกัน เหมือนว่าพี่เจี่ยงจะไปอาศัยอยู่ที่เมืองบันเทิงช่วง นั้น!”
“เมืองบันเทิงคืออะไร?”
แม้เมืองเผิงจิงจะพังทลายจนกลายเป็นซากปรักหักพัง แต่ก็ยังมี อีกหลายคนที่ไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของเมืองบันเทิง
“ฉันได้ยินจากผู้จัดการซูและคนอื่น ๆ ว่า มันเป็นสถานที่พัก อาศัยของคนรวย มีทั้งเครื่องทำความร้อนและน ้าร้อน อาหารการกิน ล้วนอุดมสมบูรณ์ กรมเกษตรกรรมเป็นผู้จัดหาอาหารให้ที่นั่น โดยเฉพาะ มีทั้งเนื้อสัตว์และผัก เหมือนกับโรงแรมหรูสมัยก่อน”
“อะไรวะ! ทำไมฉันถึงไม่รู้เลย? ไอ้พวกเศรษฐีเลว ๆ ช่างรู้จักเสพ สุขเสียจริงนะ!” ชายคนนั้นพูดด้วยความโกรธแค้น
“ถึงรู้แล้วจะมีประโยชน์อะไร ยังไงก็ไม่มีมีเงินไปที่นั่นหรอก มีแต่ เศรษฐีชั้นนำของเมืองเผิงจิงเท่านั้นแหละ พวกเขาอยู่คนละระดับกับ คนธรรมดา ๆ แบบเรา”
เขาหยุดชะงักครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน ้าเสียงลึกลับว่า
“และพวกเศรษฐีเหล่านั้นต่างก็มีรถยนต์ ส่วนพวกเราต้องเดิน เท้า พวกเขาขับรถมาถึงที่นี่ตั้งนานแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายคนนั้นก็โกรธจนตาแดงก ่า
“อะไรนะ? พวกมันมีรถยนต์ขับกันด้วยเหรอ?! ขณะที่ฉันทำได้ แค่ใฝ่ฝันถึงจักรยานทุกคืน แต่พวกมันกลับขับรถมากันเนี่ยนะ???”
เขาถ่มน ้าลายลงบนพื้น “เฮอะ น่าโมโหว่ะ! โลกนี้ไม่ยุติธรรม พระเจ้าแม่งไม่ยุติธรรมเลย!”
“ฉันเดินขาลากจนฝ่าเท้าด้านไปหมด พอยิ่งเดิน หนังก็ยิ่งทับ ซ้อนกันเป็นชั้นหนาจนถึงขนาดทำให้ฉันสูงขึ้น! แล้วแกมาบอกฉัน ว่า มีรถยนต์ให้นั่งงั้นเหรอ?”
ชายอีกคนหัวเราะ “นั่งรถแล้วมันทำไมวะ แกมีปัญญาไหมล่ะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายคนนั้นก็คลายกำปั้นลง
“ก็จริง ชะตากรรมของฉันคือต้องเดิน ต่อให้มีรถก็ไม่มีน ้ามันอยู่ ดี…”
ชายอีกคนตบไหล่เขา “ใจเย็นก่อนเพื่อน คิดบวกหน่อย ไอ้พวก ที่บอกว่าคนเราเกิดมาเท่าเทียมกันน่ะไร้สาระสิ้นดี ชีวิตคนเรามีลำดับ ชั้นตั้งแต่เกิด เราต้องยอมรับมันให้ได้ ลองดูพี่เจี่ยงสิ ขนาดพวก เจ้าหน้าที่ชุมชนพูดถึงเธอ ยังพูดด้วยความอิจฉา แล้วนับประสาอะไร กับเรา เธอมีบุญวาสนาดีกว่าเรา ก็แค่นั้นเอง”
ในไม่ช้า คิวก็มาถึงพวกเขา พวกเขาโบกมือทักทายคุณแม่เซียว อย่างเป็นมิตรและพูดว่า
“คุณเจ้าหน้าที่เจี่ยง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ ดูคุณยัง สุขภาพแข็งแรงดีนะครับ!”
คุณแม่เซียวตอบพวกเขาด้วยท่าทีที่สุภาพเช่นกัน ผู้คนเหล่านี้
ล้วนเป็นผู้อยู่อาศัยในชุมชนหวาฮั่น และเธอก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา หลายคน
ตลอดทั้งวัน คุณแม่เซียวพบปะผู้คนจากชุมชนหวาฮั่นมากมาย รวมถึงพี่สาวเม่ยหม่านและลูกสาวของเธอ ผู้จัดการซูกับคณะ และ เพื่อนบ้านใกล้เคียง ซึ่งล้วนอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน
คุณแม่เซียวบังเอิญพบกับซุนหนานหนานและครอบครัวโม่ ผู้ เฒ่าหวงยังมีชีวิตอยู่ และได้รับการดูแลจากพวกเขาเป็นอย่างดี
แม้ว่าผู้เฒ่าหวงจะมีเงินและมีรถ แต่เขาไม่มีน ้ามัน จึงทำได้เพียง ติดตามกลุ่มใหญ่เพื่อลี้ภัย
ซุนหนานหนานมีความสุขมากที่ได้เจอคุณแม่เซียว พวกเธอทั้ง สองจึงพูดคุยกันเป็นเวลานาน
เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็น คุณแม่เซียวก็เล่าเรื่องราวที่เธอพบ เจอมาในวันนี้ให้ครอบครัวฟัง