ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 426 ฮั่วฟู่ล่างจัดงานเลี้ยง
ไม่นานก็ถึงเวลาเลิกงาน
ฮั่วฟู่ล่างใช้มือถือเคาะโต๊ะเบา ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจจากทุก คน เมื่อเห็นว่าทุกคนหันมามอง เขาก็พูดขึ้นว่า
“เฮ้ ๆ ๆ เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งรีบกลับกัน มันเป็นวันแรกที่ผม มาทำงาน เย็นนี้ผมขอจัดงานเลี้ยงใหญ่ให้ทุกคนในแผนก ห้ามใคร กลับก่อน ต้องมาให้ครบนะครับ!”
เสียงของฮั่วฟู่ล่างดังก้องไปทั่วสำนักงาน สายตาของทุกคนพลัน เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
งานเลี้ยงใหญ่?
งานเลี้ยงใหญ่ระดับไหนกันนะ?
หลังจากเกิดภัยพิบัติ แม้ว่าพวกเขายังมีอาหารกิน แต่ก็แทบไม่มี โอกาสได้ทานอาหารรสเลิศ แค่มีอาหารกินก็ถือว่าดีมากแล้ว
บนโลกนี้ เศรษฐีรุ่นสองที่ทำงานราชการย่อมมีน้อยกว่าคนทั่วไป เป็นธรรมดา
ในช่วงหลายปีหลังภัยพิบัติ แค่มีอาหารกินที่หน่วยงานจัดหาให้ ก็ถือว่าดีกว่าคนทั่วไปมากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการไปสังสรรค์กับเพื่อน ร่วมงาน นั่นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าคิดฝัน
มันไม่ใช่ช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติ ที่ยังพอไปกินข้าวกับเพื่อน ร่วมงานที่ร้านอาหารได้บ้าง ดื่มสุราเพื่อผ่อนคลายและกระชับ ความสัมพันธ์
ตอนนี้ร้านอาหารล้วนปิดตัวลงทั้งหมด แม้จะยังพอมีบางแห่ง แต่ ราคาก็แพงหูฉีก แล้วใครจะกล้าเลี้ยงไหว?
ดังนั้น พวกเขาจึงต่างคนต่างไปทำธุระหลังเลิกงาน แยกย้ายกัน กลับบ้าน กินอาหารง่าย ๆ ให้อิ่มท้องในแต่ละวันก็เพียงพอ
สำหรับพวกเขาแล้ว คำว่า ‘งานเลี้ยง’ หมายถึงสองคำนี้
หรูหรา!
เสี่ยวเสวี่ยอดใจรอไม่ไหว จึงถามว่า “พี่ชายสุดหล่อ พูดจริงหรือ คะ แล้วจะจัดงานเลี้ยงแบบไหน?”
คนอื่น ๆ ต่างก็มองฮั่วฟู่ล่างเป็นตาเดียว เพื่อรอฟังคำตอบของ เขา
ฮั่วฟู่ล่างพึงพอใจกับปฏิกิริยาของพวกเขา “ก็ต้องเป็นอาหารมื้อ ใหญ่ระดับหรูสิครับ จะให้ผมเลี้ยงข้าวสวยพวกคุณได้ยังไง นั่นมัน เป็นการดูถูกเกินไป และไม่เหมาะกับฐานะคุณชายอย่างผมด้วย”
“ว้าว ใจกว้างขนาดนั้นเลยหรือ?”
ข้าวสวยเป็นธัญพืชขัดสี แต่สำหรับเขามันเป็นเพียงอาหารชั้น ต ่าอย่างนั้นหรือ?
จำเป็นต้องรู้ด้วยว่า ถึงแม้ว่าชุมชนที่พักอาศัยจะมีอาหารแจก และไม่ถึงขั้นต้องกินแมลงเหมือนที่เมืองหลวง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็น ธัญพืชไม่ขัดสี ซึ่งถือว่ามีค่ามาก
แม้ว่าหน่วยงานจะมีสวัสดิการข้าวสารให้ทุกเดือน แต่ที่บ้านยังมี สมาชิกครอบครัวอีกหลายคน จึงต้องผสมกับธัญพืชไม่ขัดสีเพื่อ ความประหยัด
“คงเป็นเรื่องน่าอายนะ ที่ต้องให้พนักงานใหม่เลี้ยงอาหารค ่า”
บางคนเริ่มลังเลใจ แต่บนใบหน้ายังคงต้องแสดงท่าทีเกรงใจ
เสี่ยวเสวี่ยยิ้มแย้มแจ่มใส “ฉันไม่อายหรอกนะ ฉันหน้าด้าน! พี่ชายสุดหล่อจะพาไปกินที่ไหนหรือคะ? ฉันจะไปกับคุณค่ะ ไปหา ของอร่อย ๆ กินกัน!”
“ฉันไปด้วย ในเมื่อเขาพูดอย่างนี้แล้ว เราต้องให้เกียรติสิ”
ชายคนหนึ่งตบหน้าอกพูดเสียงดัง “พี่ชายสุดหล่อใจกว้างมาก พวกเราเป็นคนกันเอง มีอะไรก็บอกได้เลยนะครับ! ติดขัดเรื่องงาน ตรงไหน พวกเราเต็มใจช่วยเสมอ!”
“…”
พอได้ยินว่ามีงานเลี้ยงฟรี ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ ราวกับทาน ้าผึ้งไว้ที่ปาก
“ก็แค่อาหารค ่ามื้อเดียว ตราบใดที่พวกคุณมีความสุขก็พอครับ เดี๋ยวผมโทรหาพ่อให้ส่งรถมารับพวกคุณ”
ฮั่วฟู่ล่างเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ นี่แหละคือความรู้สึกที่เขา คุ้นเคย ความรู้สึกที่ถูกรายล้อม
ตลอดทั้งวันคนเหล่านี้ต่างก็วางท่าทีสุภาพ แต่ดูห่างเหิน ต่างคน ต่างทำงาน หรือคุยกับเพื่อนร่วมงานที่สนิท แทบไม่มีใครมาคุยกับ เขาเลย
แค่อาหารมื้อเดียว ก็ทำให้พวกเขาเปลี่ยนไป พูดจาด้วยความ กระตือรือร้น ยกย่องเขาไม่หยุดจนตัวลอย
พ่อพูดถูก บางครั้งก็จำเป็นต้องลงทุนด้วยสิ่งของราคาถูกเพื่อ บรรลุเป้าหมาย
ฮั่วฟู่ล่างเชิญทั้งแผนก R มางานเลี้ยง แผนก R มีพนักงาน ทั้งหมด 10 คน รวมถึงเถาจื่อเซี่ย เถาจื่อเซี่ยนั่งอยู่ที่โต๊ะด้วย ความรู้สึกอึดอัดใจ เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถเข้ากับบรรยากาศอัน ครึกครื้นของสำนักงานได้
เธอเหลือบมองห่อคุกกี้ที่ถูกฮั่วฟู่ล่างโยนทิ้งไว้ที่มุมหนึ่ง ขนมที่
เธอทำด้วยตัวเอง แลกมาได้แค่บทสนทนาแสนสุภาพสั้น ๆ อันไร้ ความหมาย และไม่มีใครมาพูดคุยกับเธอเพิ่มเติม
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว คุกกี้ของเธอเป็นเหมือนเรื่องตลก น่า สมเพช และไม่มีค่าอะไร
โลกของผู้ใหญ่ โหดร้ายขนาดนี้เลยหรือ?
ใต้โต๊ะ เถาจื่อเซี่ยกำมือแน่น จนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
ห้องทำงานแผนก R อยู่ติดกับห้องเลขานุการ จินเจวียนหูไวตา ไว ทันทีที่ได้ยินก็รีบวิ่งเข้ามา
“พวกคุณกำลังดีใจอะไรกันอยู่? มีอะไรดี ๆ บอกฉันด้วยสิ!”
ห้องเลขานุการมีเลขานุการทั้งหมดสามคน จินเจวียนเป็นหนึ่ง ในนั้น และอีกสองคนเป็นผู้ชาย
มุมปากของฮั่วฟู่ล่างยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
“พี่จวิน เรียกแผนกเลขานุการของคุณมาสิครับ แล้วไปทาน อาหารเย็นด้วยกันวันนี้ ผมเลี้ยงเอง”
จินเจวียนดีใจมาก “จริงเหรอ?! โห พี่ชายสุดหล่อใจดีแบบนี้ งั้น ฉันต้องขอปรบมือให้หน่อยแล้ว”
“เสี่ยวเก๋อ กู้เชา วันนี้ไปทานข้าวเย็นด้วยกัน พี่ชายสุดหล่อ พนักงานใหม่เขาเลี้ยง…” เธอหันตัวไปเรียกเลขานุการอีกสองคน
ภายในสำนักงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกันอย่างคึกคัก ในเวลา นี้เซียวหมิงเยวี่ยเดินเคียงคู่มาพร้อมหร่วนซิ่งไห่
หร่วนซิ่งไห่เคาะประตูเบา ๆ “เลิกงานแล้ว ทำไมยังไม่กลับอีก คุย อะไรกันอยู่เหรอ ถึงได้ดูมีความสุขขนาดนี้?”
ทันใดนั้น เสียงพูดคุยภายในห้องก็เงียบสนิท
ไม่มีใครพูดอะไร
ฮั่วฟู่ล่างเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แม้กระทั่งกับผู้อำนวยการห ร่วน เขาก็สามารถทำตัวคุ้นเคยได้อย่างสนิทสนม โดยไม่เกรงขาม ต่อบารมีของหัวหน้า
“ผู้อำนวยการหร่วน วันนี้มีงานเลี้ยงอาหารค ่า ผมเลี้ยงเอง ไป ด้วยกันไหมครับ?” ฮั่วฟู่ล่างพูดด้วยรอยยิ้ม
ฮั่วฟู่ล่างหันไปมองเซียวหมิงเยวี่ยที่อยู่ด้านข้าง เขาเชิดหน้าขึ้น เล็กน้อย พูดด้วยน ้าเสียงหยิ่งยโสว่า
“หัวหน้าเลขาฯ เซียว ไปด้วยกันนะครับ”
ตอนนี้เขาคือจุดสนใจของทุกคนในสำนักงาน เป็นคนที่ถูกทุก คนรายล้อม
เซียวหมิงเยวี่ยกระตุกยิ้มโดยที่ไม่มีใครเห็น ผู้ชายคนนี้ช่างเด็ก น้อยจริง ๆ คิดว่าทำหน้าใหญ่ต่อหน้าทุกคน แล้วจะทำให้เขา เหนือกว่าเธอ รู้สึกเหมือนได้เอาคืน เลยอยากอวดดีสินะ?
เด็กไม่รู้จักโต
เมื่อครู่เพิ่งจะกล่าวหาว่าเธอใช้เส้นสาย ตอนนี้ทำมาเป็นใจกว้าง ชวนเธอไปทานข้าว กลัวคนไม่รู้เหรอว่าครอบครัวเขาไม่ธรรมดา
อันที่จริงไม่ใช่เพราะเขาสงสัยว่าเซียวหมิงเยวี่ยใช้เส้นสายเข้ามา จึงได้กระโดดออกมาตำหนิเธอ แต่เป็นเพราะเธอแย่งซีนเขามากกว่า ใช่ไหม?
แค่หาข้ออ้างมาเล่นใหญ่เฉย ๆ ใช่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการก็คือการ เป็นจุดสนใจของทุกคน
ผู้อำนวยการหร่วนโบกมือปฏิเสธ “ฉันไม่ไปหรอก ถ้าฉันไป เดี๋ยวทุกคนจะกินข้าวไม่อร่อย”
เซียวหมิงเยวี่ยกำลังจะปฏิเสธ แต่ผู้อำนวยการหร่วนพูดขัดขึ้น ก่อน
“เสี่ยวเซียวเธอไปสิ เพิ่งมาใหม่เหมือนกัน อนาคตอาจจะต้อง ติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน ตอนนี้ก็หาโอกาสทำความรู้จักกันซะ”
เซียวหมิงเยวี่ยชะงัก “ฉัน…”
“ยังไงก็ว่างอยู่แล้วนี่ ตอนนี้มีคนขอเลี้ยงข้าวฟรี ไม่ไปก็บ้าแล้ว” หร่วนซิ่งไห่พูดหยอกล้อ
เซียวหมิงเยวี่ย “…”
เธอกำลังจะบอกว่ายังมีธุระต้องทำ
“… ก็ได้ค่ะ”
ที่ผู้อำนวยการหร่วนพูดมาก็มีเหตุผล มีคนมาเลี้ยงข้าวฟรี ไม่ กินก็เสียดาย งั้นไปก็ได้
“ผู้อำนวยการหร่วน คุณจะไม่ไปจริง ๆ หรือครับ? พ่อของผมสั่ง พ่อครัวให้เตรียมปลาสากครีบแดงไว้ต้อนรับเป็นพิเศษด้วย ว่าแต่ ทุก คนเคยกินปลาสากครีบแดงกันไหม?”
คำถามของฮั่วฟู่ล่างทำเอาทุกคนงงไปหมด
“ปลาสากครีบแดงคืออะไร? ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
“ปลาสากครีบแดงคือปลาสายพันธุ์อะไรหรือ?”
“…”
แม้ว่าเมืองเกาปาเล่อจะเคยเผชิญกับฝนตกหนัก แต่ที่นี่ไม่เคย เกิดน ้าท่วมมาก่อน จึงไม่เคยเห็นหรือได้ยินชื่อของปลาสากครีบแดง
หากแม้แต่เมืองเกาปาเล่อยังเกิดน ้าท่วม ทั่วทั้งแผ่นดินประเทศ จีนคงจมอยู่ใต้บาดาล ทางตอนใต้ของเมืองเผิงจิงคงกลายเป็น ‘เขา วงกตใต้ทะเล’ ไปนานแล้ว
แต่เมืองเผิงจิงและเมืองเยี่ยนหลินมีระดับความสูงต ่ากว่าเมืองอื่น ๆ ดังนั้นจึงอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่มักเกิดน ้าท่วม และย่อมต้องเคยเห็นหรือ ได้ยินเรื่องของปลาสากครีบแดง
ผู้อำนวยการหร่วนคิดอย่างรอบคอบ “มันเคยถูกกล่าวไว้ใน รายงานภาคสนามจากเมืองอื่นว่า ก่อนหน้านี้มีปลาน ้าจืดชนิดหนึ่ง ปรากฏตัวในบริเวณที่น ้าท่วม ว่ากันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง มาก”