ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 430 เจ๊เซียว
อย่าถามว่าทำไมถึงยังนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น เพราะตอนนี้เขายัง ลุกขึ้นยืนไม่ได้ ขาทั้งสองไร้เรี่ยวแรง
เมื่อสักครู่เพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์ขวัญผวาแบบที่คนทั่วไปรับไม่ ไหว เกือบจะถูกฆ่าตายอยู่รอมร่อ แล้วยังต้องมาเห็นคนร้ายตายต่อ หน้าต่อหน้า พร้อมกับถูกเลือดกระเซ็นใส่ทั่วใบหน้า
ถือว่าดีมากแค่ไหนแล้วที่ฮั่วฟู่ล่างยังไม่เป็นลมหมดสติไป
“คุณหัวหน้าทีม คุณรู้ไหมว่าทักษะชั้นหนึ่งและชั้นสองของคุณ อ่อนแอแค่ไหน? ทำไมถึงไม่มีท่าทีจะสู้เลยล่ะ ไม่น่าเป็นอย่างนี้นี่นา” เซียวหมิงเยวี่ยพูดล้อเลียน
ฮั่วฟู่ล่างถึงกับอึ้งกิมกี่ เขาไม่คิดว่าเซียวหมิงเยวี่ยจะยังมีอารมณ์ มาเยาะเย้ยเขาในตอนนี้
“พวกมันมีปืน ผม…”
เซียวหมิงเยวี่ยยกเท้าขึ้นแล้วปัดมือของอีกฝ่ายออกไป “เอาล่ะ อย่ามาทำให้ฉันเสียเวลาไปฆ่าคน จำเป็นต้องถอนรากถอนโคนให้ หมด ถ้าฟังคุณพูดเรื่องไร้สาระต่ออีก พวกคนเลวคงหนีหายไป หมดแล้ว”
เมื่อมองดูแผ่นหลังของเซียวหมิงเยวี่ยที่เดินจากไป ฮั่วฟู่ล่างไม่ ยอมแพ้ ร้องโกนว่า
“เจ๊ครับ คุณเป็นพี่สาวคนเดียวของผม! ได้โปรดช่วยพ่อของผม ด้วย!”
เสี่ยวเสวียโบกมือให้เขาด้วยความกังวลอย่างยิ่ง
“ฮั่วฟู่ล่าง มาทางนี้เร็วเข้า! ในห้องอาหารอันตรายเกินไป”
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอดอย่างสุดชีวิต ฮั่วฟู่ล่างกัดฟัน ลุกขึ้นวิ่งไปยังห้องเก็บของ เมื่อเข้าไปข้างในได้สำเร็จ เขาเอนกาย พิงประตูแล้วค่อย ๆ ทรุดตัวลงกับพื้น
สิบกว่าชีวิตเบียดเสียดกันอยู่ในห้องเก็บของแคบ ๆ ต่าง หวาดกลัวจนตัวสั่น เหงื่อท่วมตัว บางคนร้องไห้จนหน้าเปียกแฉะ รู้สึกหวาดกลัวจนแทบขาดใจ
เมื่อความตกใจเริ่มคลายลง พวกเขาก็เริ่มสงบสติอารมณ์ได้บ้าง
“ตกใจแทบตาย ตกใจแทบตาย เกือบจะตายอยู่ที่นี่แล้ว ฮั่วฟู่ล่าง ทำไมคนใช้ที่บ้านถึงต้องการฆ่าคุณล่ะ? พวกคุณไปทำอะไรให้ใคร แค้นเคือง?” เสี่ยวเก๋อจากแผนกเลขานุการถาม
“ผมเองก็ไม่รู้…”
ฮั่วฟู่ล่างหน้าซีดเผือด เขายังคงทำใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นไม่ได้
“เกือบจะตายเพราะนายเลยนะ ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ไม่มาซะดีกว่า อาหารมื้อนี้น่าหวาดเสียวจริง ๆ!” ใครบางคนบ่น
เมื่อมีคนเริ่มบ่น คนอื่น ๆ ก็เริ่มบ่นตามกันไป พากันโยนความผิด ให้ฮั่วฟู่ล่าง โดยกล่าวว่าถ้าไม่ใช่เพราะเขาชวนมากินข้าว ทุกคนจะ ประสบกับเรื่องอันตรายถึงชีวิตแบบนี้ได้ยังไง?
“บ้านนายมันอันตรายเกินไป มาครั้งแรกก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อกี้เราเกือบถูกฆ่าตายแล้วนะ ตอนนี้ก็ออกไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าต้องอยู่ ในนี้จนถึงเมื่อไหร่ นายไม่มีความรู้สึกผิดบ้างเลยเหรอ?”
พนักงานหญิงแผนก R ชื่ออ้ายหลีร้องเรียน
“จริงด้วย รู้แบบนี้ไม่มาดีกว่า ฉันอยากกลับบ้าน”
แม้เถาจื่อเซี่ยจะไม่พูดอะไรออกมา แต่สายตาก็แสดงให้เห็นถึง ความไม่พอใจอย่างชัดเจน อาหารมื้อนี้ราคาแพงเกินไปจริง ๆ ถ้ารู้ แบบนี้คงไม่ตามมาด้วย
ฮั่วฟู่ล่างยังคงนิ่งเงียบราวกับคนไร้วิญญาณ ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เขาก็เหมือนไม่ได้รับรู้เลย
เสี่ยวเสวียรู้สึกเห็นใจจึงพูดว่า “พอแล้ว ๆ อย่ามาพูดอะไรหลัง เกิดเหตุเลย ฮั่วฟู่ล่างก็ไม่รู้ว่าจะมีคนร้ายแฝงตัวเข้ามาในบ้าน เขา เองก็เป็นเหยื่อเหมือนกันนะ พวกเธอไปโทษเขาแล้วจะมีอะไรดีขึ้น เหรอ?”
“ตอนที่ฮั่วฟู่ล่างบอกว่าจะเลี้ยงข้าว ใครกันที่ตื่นเต้นมากที่สุด แล้วยังกินเยอะที่สุดด้วย เขาไม่ได้บังคับให้ใครมาสักหน่อย ถ้าไม่ อยากมา ก็แค่ไม่ต้องมา ที่จริงแล้วพวกเธอนั่นแหละที่อยากมา”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง “แล้วคนร้ายพวกนั้นก็มาเพื่อทำร้าย ครอบครัวของเขา ไม่มีใครรู้ว่าครอบครัวของเขาเป็นตายร้ายดียังไง แต่พวกเราทุกคนยังปลอดภัยดีไม่ใช่เหรอ?”
สองคนที่บ่นเสียงดังที่สุดพลันปิดปากเงียบทันที สีหน้าดูไม่พอใจ
“ก็เป็นความจริงนี่นา เราเกือบเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ แล้วจะไม่ให้บ่น ได้ยังไง” อ้ายหลีบ่นพึมพำเบา ๆ
จินเจวียพยายามออกมาไกล่เกลี่ย “ทุกคนอย่าพูดกันเสียงดังสิ เดี๋ยวคนร้ายได้ยินจะซวยเอา เบา ๆ กันหน่อย”
เสี่ยวเสวียหยิบแผ่นปลาสเตอร์ที่เธอเก็บไว้ในกระเป๋าออกมา
“แผลที่คอของคุณยังมีเลือดไหลซึม ฉันมีแค่แผ่นปลาสเตอร์ เท่านั้น จะช่วยแปะให้นะ”
ฮั่วฟู่ล่างพยายามจะพูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
“ขอบคุณครับ”
เสี่ยวเก๋อจับโทรศัพท์ไว้แน่น พยายามทำให้ทุกคนใจเย็นลง
“ผมโทรแจ้งตำรวจไปแล้ว ตำรวจบอกว่าทหารรัฐบาลแถวนี้ก็ได้ ยินเสียงปืนเหมือนกัน พวกเขากำลังรีบเร่งมาที่นี่ ทุกคนไม่ต้องกลัว นะ เราจะได้รับการช่วยเหลือในไม่ช้า”
“งั้นก็ดีแล้ว วันนี้โชคดีที่มีคุณหัวหน้าเลขาฯ เซียวอยู่ด้วย”
จินเจวียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อพูดถึงหัวหน้าเลขาฯ เซียว ทุกคนมีสีหน้าซับซ้อนมากขึ้น
วิธีการที่เซียวหมิงเยวี่ยฆ่าคนเมื่อครู่ ทั้งความโหดเหี้ยมและ ความเด็ดขาดในการลงมือ ทุกคนต่างก็เห็นมันกับตาตัวเอง
“เธอเป็นทหารหน่วยรบพิเศษหรือเปล่า?” มีคนคาดเดา
“เธอไม่กลัวเลยเหรอ? โคตรโหด ฉันยังไม่ทันตั้งตัว เธอก็เอา ตะเกียบปักเข้าที่คอคนร้ายแล้ว ตะเกียบทะลุออกอีกฝั่งเลยนะ! แล้ว แววตาเธอยังเย็นชามาก ราวกับว่าแค่ฆ่าไก่ตัวหนึ่ง” มีคนกระซิบเบา ๆ
อีกคนหนึ่งเห็นด้วย “ใช่ ๆ ๆ ฉันก็เห็นแววตาของเธอเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เหมือนจิตสังหาร ใช่ จิตสังหาร!”
“โชคดีที่มีหัวหน้าเลขาฯ เซียวอยู่ด้วย ไม่งั้นเราคงตายหมดแล้ว ฮั่วฟู่ล่าง วันนี้นายตัดสินใจถูกที่สุดแล้วที่ชวนหัวหน้าเลขาฯ เซียวมา ทานข้าวด้วยกัน” อ้ายหลีรู้สึกกลัวมาก
จินเจวียนพยักหน้าแล้ววิเคราะห์ว่า “ฉันว่าเธอน่ากลัวยิ่งกว่า ผู้อำนวยการหร่วนซะอีก ผู้อำนวยการหร่วนแค่มีความน่าเกรงขาม แบบหัวหน้า แต่เธอไม่ใช่แค่นั้น เธอฆ่าคนตายราวกับผักปลา สามารถบิดคอคนง่ายดาย แถมยังยิงปืนเป็นด้วย!”
เมื่อเห็นทุกคนกำลังมองมาที่เธอด้วยสายตาแปลก ๆ จินเจวีย นรีบพูดขึ้นมาว่า
“อย่าเพิ่งเข้าใจผิด! ฆ่าคนตายราวกับผักปลาไม่ใช่คำด่า อย่า เที่ยวเอาไปฟ้องเธอมั่ว ๆ นะ ฉันหมายถึง เธอเป็นเหมือนกับนักฆ่า หญิงสุดเท่ ตอบสนองรวดเร็ว และโจมตีอย่างดุดัน”
“ทุกคนลองเดาสิ ว่าก่อนหน้าที่เธอเคยทำอาชีพอะไรมาก่อน?” จินเจวียนถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
พวกเขาหันซ้ายแลขวา พากันคาดเดาต่าง ๆ นานา
“เอาเป็นว่า ผมนับถือเธอจากใจจริงเลยล่ะ ยอมรับแบบหมดใจ เลยทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่ผู้อำนวยการหร่วนจะตั้งตำแหน่งหัวหน้า เลขาฯ ขึ้นมาให้เธอโดยเฉพาะ” เสี่ยวเก๋อพูดออกมาจากใจจริง
ทุกคนเห็นพ้องต้องกันหมด ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างคาดเดากัน ไปว่า หัวหน้าเลขาฯ คนใหม่ที่ดึงตัวเข้ามาเป็นใครมาจากไหน และมี ภูมิหลังอย่างไรกันแน่ แล้วจะมีความสามารถจริงหรือเปล่า หรือแค่ เป็นพวกเข้ามาเพราะเส้นสาย
หลังจากเหตุการณ์นี้ คงไม่มีใครกล้าพูดอีกแล้วว่าเซียวหมิง เยวี่ยใช้เส้นสายเข้ามาทำงาน หรือมีผู้สนับสนุนอีกต่อไป
แต่ทุกคนจะพูดถึงความสงบเยือกเย็น จิตใจที่เข้มแข็ง ทักษะการ ต่อสู้ที่เหนือชั้น และการตัดสินใจที่เด็ดขาดของเธอในสถานการณ์ คับขัน…
ตอนนี้ทุกคนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ทำไมจู่ ๆ ถึงมีตำแหน่ง หัวหน้าเลขาฯ โผล่ขึ้นมา และทำไมผู้อำนวยการหร่วนถึงให้
ความสำคัญกับเธอเป็นพิเศษ นั่นก็เพราะความสามารถที่เหนือชั้น ของเธอเองนั่นเอง
เธอคู่ควรกับตำแหน่งนี้ยิ่งนัก
ขณะที่ทุกคนต่างหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก สมองตื้อไปหมด แม้แต่จะคิดหาทางออกยังทำไม่ได้
เธอกลับเป็นคนเดียวที่รักษาความเยือกเย็น และสามารถกำราบ คนร้ายทั้งหมด แค่นี้ยังไม่พอที่จะพิสูจน์ความสามารถของเธออีก หรือ?
“ไม่ว่ายังไงเธอก็คือผู้มีพระคุณของเรา ต่อจากนี้ผมจะเรียกเธอ ว่าเจ๊เซียว และจะขอติดตามเธอไปทุกที่! ตามเธอไปไม่มีวันเสียใจ แน่นอน!” กู้เชาตัดสินใจอย่างแน่วแน่
เจอเจ้านายเก่ง ๆ ก็ต้องเกาะติดให้แน่น รอวันก้าวกระโดด
“เลขาฯ กู้ คุณอายุสามสิบกว่าแล้ว ส่วนหัวหน้าเลขาฯ เซียวยัง แค่ยี่สิบต้น ๆ ไปเรียกเธอว่าเจ๊จะดูไม่ค่อยเหมาะสมหรือเปล่า?” มีคน ออกมาคัดค้าน
กู้เชาไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดปกติ “แล้วมันจะยังไงล่ะครับ การ เรียกเจ๊ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับสถานะในวงการ ผมเพิ่งจะได้ พบผู้หญิงที่รู้สึกชื่นชมมากขนาดนี้เป็นครั้งแรก เรียกว่าเจ๊ไม่เห็นจะ แปลกตรงไหน ต่อไปนี้ผมจะเรียกเธอว่าเจ๊เซียว”
หลายคนสบตากันแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเราจะเรียกด้วย”
เสี่ยวเสวียกังวลใจเล็กน้อย “ทุกคนคิดว่าตอนนี้เจ๊เซียวจะเป็น ยังไงบ้าง? เมื่อกี้เหมือนเห็นเจ๊เซียวถือปืนออกไปฆ่าคนใช่ไหม?”