ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 433 ป้าสามที่หายตัวไป
เซียวหมิงเยวี่ยกล่าวด้วยความเสียใจ “พวกมันแบ่งกำลังออกเป็น หลายกลุ่มเพื่อทำร้ายครอบครัวคุณ ในขณะที่ฉันยังอยู่ที่ห้องอาหาร ครอบครัวของคุณก็ถูกทำร้ายไปแล้ว ไม่เช่นนั้น…”
“ผมเข้าใจครับ ความเมตตาของคุณเซียว ตระกูลฮั่วของเราจะ ตอบแทนอย่างสมน ้าสมเนื้อ”
ฮั่วหลินกล่าวด้วยน ้าเสียงซับซ้อนว่า “ฉืออันเป็นเด็กที่ค่อนข้าง พิเศษ มีอาการออทิสติก ไม่ค่อยเข้าใกล้ใคร แต่กลับสามารถใกล้ชิด กับคุณได้แบบนี้ อาจเป็นเพราะคุณช่วยชีวิตเขาไว้”
เซียวหมิงเยวี่ยตกใจ ออทิสติกงั้นหรือ?
ไม่น่าแปลกใจที่ระบบจะสั่งให้เธอ ‘ช่วยเหลือฮั่วฉืออัน’
หากเขาเป็นเด็กปกติ ขอเพียงซ่อนตัวอยู่ในตู้หนังสือต่อไป และ รอกระทั่งตำรวจเข้ามาช่วยเหลือก็จะปลอดภัย
แต่หากเป็นเด็กออทิสติก การปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวในตู้ หนังสือ ผลที่ตามมาอาจเป็นหายนะ
เพราะเขาไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ และไม่สามารถ เดินออกมาขอความช่วยเหลือเองได้ เขาจะซ่อนตัวอยู่ในตู้หนังสือไป เรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคนมาพบ
ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีใครมาพบเขาหรือไม่ แม้โชคดีที่ใครบางคน มาพบเขา เขาก็จะได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงจากการอยู่ ในพื้นที่แคบ ๆ ของตู้หนังสือนานเกินไป และทำให้อาการแย่ลง
…
เหตุการณ์ของตระกูลฮั่วสิ้นสุดลง ผู้อำนวยการหร่วนรู้ว่าทุกคน เสียขวัญมากพอสมควร และบังเอิญตรงกับช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้นหลังจากพิจารณาแล้ว ผู้อำนวยการหร่วนจึงให้ทุกคนหยุดงาน 4 วัน นับรวมวันพฤหัสบดีและศุกร์ด้วย
ส่วนฮั่วฟู่ล่าง จากที่ได้ยินมา ผู้อำนวยการหร่วนให้เขาลางาน หนึ่งเดือน
ผ่านไปไม่กี่วัน ผู้ประสบภัยจากเมืองเผิงจิงก็ได้รับการจัดหาที่
พักเรียบร้อยแล้ว และกำลังอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราว พวกเขาจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับชีวิตในเมืองเกาปาเล่อ และเข้าร่วมในการสร้างเมือง
ในที่สุดสามีภรรยาเซียวก็มีเวลาว่าง พวกเขาจึงไปเยี่ยมเพื่อน เก่าจากเมืองเผิงจิงที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง
ไม่นึกว่าการไปครั้งนี้จะได้พบเจอกับเรื่องไม่คาดฝัน
มันเป็นวันหยุดวันสุดท้ายของเซียวหมิงเยวี่ย เธออยู่บ้านกำลัง เล่นหมากรุกกับคุณตา จู่ ๆ สายโทรเข้าจากคุณพ่อเซียวก็ดังขึ้น
“พ่อกับแม่ไปเยี่ยมเพื่อนเก่าทางตะวันตกของเมืองนี่นา ทำไม กลับมาเร็วจัง?”
เซียวหมิงเยวี่ยเดินไปรับโทรศัพท์พร้อมพึมพำอยู่ในใจ
หลังจากที่รับสายโทรศัพท์ เสียงที่ได้ยินจากปลายสายคือเสียง ของคุณแม่เซียว เธอถามด้วยความตื่นเต้นว่า
[หมิงเยวี่ย คุณตากับคุณยายอยู่ไหน?]
เซียวหมิงเยวี่ยเปิดลำโพงแล้วพูดว่า “อยู่ข้าง ๆ หนูค่ะ เกิดเรื่อง อะไรขึ้นหรือเปล่า? พูดมาได้เลย หนูเปิดลำโพงแล้ว”
[แม่กับพ่อมาที่ด้านตะวันตกของเมือง แล้วบังเอิญเจอกับป้าสาม ป้าสามเธอยังมีชีวิตอยู่!]
เสียงของคุณแม่เซียวสั่นเครือไปหมด บ่งบอกว่าเธอดีใจมาก
“เฉียงเวยยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ เหรอ?” คุณยายไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
คุณตาพูดขึ้นทันที “ตอนนี้เธออยู่ข้าง ๆ ลูกหรือเปล่า ชิงหว่าน ให้โทรศัพท์พี่สาวลูกคุยสิ”
คุณแม่เซียวลังเลอยู่นิดหน่อย [สถานการณ์ของพี่สามค่อนข้าง พิเศษ ธะ… เธอ…]
“ทำไมพูดตะกุกตะกักอย่างนั้น เธอเป็นอะไร?” คุณตาเริ่มกังวล
[พ่อครับ แม่ครับ เราจะกลับไปบ้านกันเลย พร้อมพาพี่สาม กลับไปด้วย พอถึงบ้านเดี๋ยวทุกคนก็รู้เอง] คุณพ่อเซียวชิงพูด
เซียวหมิงเยวี่ยกับคุณตาหันมาสบตากัน ทั้งคู่บอกได้ทันทีว่ามี บางอย่างผิดปกติ จะมีเรื่องอะไรที่ไม่สามารถบอกทางโทรศัพท์ได้?
“ได้ ๆ ๆ พวกเธอรีบกลับมากันนะ แม่รออยู่ที่บ้าน!” คุณยายพูด พลางน ้าตาคลอเบ้า
คุณยายมีลูกทั้งหมดห้าคน โดยสองคนแรกเป็นลูกชาย และอีก สามคนเป็นลูกสาว
คุณแม่เซียวเป็นลูกคนที่สี่
ลูกสาวคนที่สามแต่งงานออกเรือนไปอยู่ไกลบ้าน ยากที่จะได้เจอ กันสักครั้งในรอบปี ตั้งแต่เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ก็ขาดการติดต่อกัน ไป แม้แต่โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นตายร้ายดี อย่างไร
เธอเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณยาย แล้วจะไม่ให้เป็นห่วงได้ อย่างไร
ปัจจุบันลุงใหญ่และลุงรองต่างก็มีชีวิตดี ลูกสาวคนเล็กก็ได้ คู่ครองแล้ว ส่วนบ้านของคุณแม่เซียวแทบไม่ต้องกังวลเลย พวกเขา ล้วนมีความสุขดี
สิ่งที่ทำให้คุณตากับคุณยายเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ ลูกสาวคนที่
สามที่ติดต่อไม่ได้นั่นเอง
ไม่นาน สามีกับภรรยาเซียวก็ขับรถกลับเข้ามา
เมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่เบาะหลังรถ คุณยาย คุณตา และเซียวหมิง เยวี่ยต่างก็ตกใจมาก
นี่คือเจี่ยงเฉียงเวยลูกสาวคนที่สามเหรอ?
ใบหน้าของเจี่ยงเฉียงเวยสกปรกมอมแมม ผมบนศีรษะยุ่งเหยิง ไปหมด ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้อาบน ้ามาเป็นเวลานาน เพราะโคลน สีดำบนร่างกายแห้งกรังกลายเป็นสะเก็ด คล้ายกับเกล็ดปลา
เธอสวมเสื้อนอนตัวบางที่ดูเหมือนผ้าขี้ริ้วเปื่อยผุ จนดูไม่ออกว่า สีเดิมเป็นอย่างไร และคลุมทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตของคุณพ่อเซียว
ด้านล่างสวมกางเกงขายาวหนาสำหรับฤดูหนาว แต่กลับใส่ รองเท้าแตะเก่า ๆ ที่ขาดครึ่ง เล็บเท้าเหลืองยาวและเต็มไปด้วยดิน โคลน
รอบตาหมองคล ้า แววตาดูเลื่อนลอย เคลื่อนไหวตัวเกร็ง หัวเราะ คิกคักเบา ๆ เป็นระยะ ไม่ต่างอะไรจากขอทานโง่เขลาตามริมถนน
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เธอเสียสติไปแล้ว เจี่ยงเฉียงเวยกลาย เป็นคนสติฟั่นเฟือน
คุณยายพลันหลั่งน ้าตาออกมาเป็นสาย แววตาเผยความ เจ็บปวดที่อัดแน่น เธอไม่กล้าที่จะสัมผัสอีกฝ่าย กลัวว่าจะเป็นเพียง ภาพลวงตา
“เฉียงเวย ลูกรักของแม่ ทำไมลูกถึง… ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้!”
คุณยายร้องไห้พลางใช้มือปัดผมที่ปรกบนใบหน้าของเจี่ยง เฉียงเวยออก แล้วประคองใบหน้าของลูกสาวไว้เพื่อมองดูซ ้าแล้วซ ้า เล่า หัวใจทั้งกังวลและเจ็บปวด
“ลูกเอ๋ย ลูกจำแม่ไม่ได้แล้วหรือ? แม่ของลูกไง เฉียงเวย ลูกยังจำ แม่ได้ไหม? ลองมองแม่ให้ดี ๆ สิลูก”
เจี่ยงเฉียงเวยตกใจกลัวจนตัวสั่น ร้องเสียงแหบพร่าออกมา พยายามถอยหนีอย่างสุดชีวิต ก้มลงนั่งกับพื้นแล้วใช้มือทั้งสองข้าง โอบกอดตัวเองไว้
เห็นได้ชัดว่า เธอจำครอบครัวของตัวเองไม่ได้แล้ว
ดวงตาของคุณตาแดงก ่า ถามด้วยความร้อนรนว่า “เกิดอะไรขึ้น กันแน่!”
คุณแม่เซียวสูดน ้ามูก แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
แท้จริงแล้ว พวกเขาขับรถผ่านแหล่งที่อยู่ของขอทานสกปรก แห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของเมือง คนที่อยู่ในนั้นต่างก็มีอาการทาง จิต ไม่สมประกอบ และไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแล
ทางการนำคนกลุ่มนี้ไปรวมไว้ที่ชุมชนขอทานทางทิศตะวันตก ของเมืองชั่วคราวก่อน แล้วจะจัดการอย่างไรคงเป็นเรื่องในภายหลัง
คุณแม่เซียวบังเอิญเหลือบไปเห็น ซึ่งพอดีกับเจี่ยงเฉียงเวยที่เงย หน้ามองด้วยความสงสัย คุณแม่เซียวจึงสังเกตเห็นว่าใบหน้านั้นช่าง ดูคุ้นเคย เหมือนกับพี่สามของเธอ
คุณแม่เซียวไม่แน่ใจ จึงขอให้สามีถอยรถกลับไป เมื่อลงจากรถ ไปดู ก็พบว่าเป็นพี่สามจริง ๆ
ต่อมาเมื่อลองถามคนแถวนั้นดู ปรากฏว่าเจี่ยงเฉียงเวยเร่ร่อนอยู่ แถวนี้มาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว เธอไม่ได้คลุ้มคลั่งหรือทำร้ายใคร แค่ ชอบยิ้มให้คนอื่นไปทั่ว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หากเจี่ยงเฉียงเวยไม่ได้เก็บขยะมากิน ประทังชีวิต ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคุณป้าใจดีคน หนึ่งในชุมชน คุณป้ามีฐานะดีพอสมควร และบางครั้งก็ให้ความ ช่วยเหลือแก่คนขอทานสติไม่ดีบริเวณนั้น
เจี่ยงเฉียงเวยจึงสามารถเอาชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
และเนื่องจากเมืองเกาปาเล่อมีความมั่นคงและพัฒนาในฐานะ เขตที่พักอาศัย ทำให้สภาพความเป็นอยู่ดีกว่าเมืองอื่น ๆ มาก ไม่ เหมือนกับเมืองอื่นที่มีสภาพแวดล้อมเลวร้าย แม้แต่ข้าวสักคำก็ยังไม่ มี
หลังอากาศหนาวจัดได้ผ่านพ้นไป และไม่มีความผันผวนของ อุณหภูมิที่รุนแรงแล้ว จึงทำให้เจี่ยงเฉียงเวยรอดชีวิตมาได้อย่าง หวุดหวิด
แม้กระทั่งตอนที่ไวรัส X แพร่ระบาดหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานที่ที่ขอทานอาศัยอยู่ก็รอดพ้นจากโรคระบาด เพราะสถานที่นั้น สกปรกเกินไป และเต็มไปด้วยคนสติไม่ดี ดังนั้นจึงไม่มีใครไปที่นั่น ทำให้ขอทานเหล่านั้นรอดพ้นจากวิกฤตไวรัส X
“ฉันไม่รู้เลยว่าหลายปีที่ผ่านมาพี่สามต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทำไม ถึงกลายเป็นคนเสียสติแบบนี้? คนในชุมชนบอกว่า จู่ ๆ วันหนึ่งเธอก็ ปรากฏตัวขึ้นบนถนนฝั่งตะวันตกของเมืองโดยไม่รู้สาเหตุ และตอนที่
คนในชุมชนสังเกตเห็น เธอก็สติไม่ดีไปแล้ว” คุณแม่เซียวพูดด้วย ความโศกเศร้า
คุณตามองดูลูกสาวคนที่สามด้วยความเศร้าและเจ็บปวดใจ เขา พูดอย่างขมขื่น
“ทำไมลูกถึงดื้อดึงขนาดนั้น ไม่ฟังคำเตือนเลย ทั้งที่บอกแล้วว่า อย่าแต่งงานออกไปอยู่ไกลบ้าน ทำไมถึงยังดื้อไปอีก แล้วตอนนี้ก็เลย กลายเป็นแบบนี้ ลูก…”
คุณตาดูเหมือนจะแก่ลงไปหลายสิบปี “เป็นความผิดของพ่อเอง ถ้าตอนนั้นพ่อขัดขวางไว้ก็คงดี มันเป็นความผิดของพ่อเอง!”
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเสนอว่า
“โชคดีมากแล้วที่คุณป้าสามยังมีชีวิตอยู่ เรามาพาคุณป้าสาม เข้าไปในบ้านก่อน อาบน ้าให้สะอาด ๆ แล้วค่อยดูว่าจะช่วยให้เธอ กลับมาเป็นปกติได้หรือเปล่า”
คนปกติจะกลายเป็นบ้าไปเฉย ๆ ได้ยังไง คงต้องเคยเจอกับเรื่อง สะเทือนใจขั้นรุนแรง ไม่อย่างนั้นคงไม่กลายเป็นแบบนี้
แล้วคุณป้าสามไปเจอกับอะไรมากันแน่?