ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 434 ความคิดที่ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนของคุณตา
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 434 ความคิดที่ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนของคุณตา
คุณแม่เซียวและคุณยายพยายามเกลี้ยกล่อมกึ่งบังคับให้เจี่ยง เฉียงเวยเข้าไปในห้องน ้า เพราะเจี่ยงเฉียงเวยไม่ให้ความร่วมมือและ ต่อต้านอยู่เสมอ
ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาถึงสามชั่วโมง เปลี่ยนน ้าถึงเจ็ดครั้ง เจี่ยง เฉียงเวยจึงถูกชำระล้างร่างกายจนสะอาด
ห้องน ้าของบ้านตระกูลเซียวดูเหมือนจะถูกพายุโคลนถล่ม จน เต็มไปด้วยโคลนสีดำกองบนพื้น!
เพื่อไม่ให้ท่อระบายน ้าอุดตัน คุณยายจึงใช้ไม้กวาดเพื่อกวาด โคลนดำ แล้วนำไปเททิ้งลงถังขยะ
สามชั่วโมงต่อมา คุณแม่เซียวและคุณยายต่างก็หมดแรง
คุณแม่เซียวใช้กรรไกรตัดผมอันยุ่งเหยิงของเจี่ยงเฉียงเวยออก พอผมสั้นแล้วก็ดูสดใสขึ้นมาก จากนั้นนำเสื้อผ้าของตัวเองมาให้เธอ ใส่
หลังจากดิ้นรนอยู่นาน ในที่สุดคุณป้าสามก็เปลี่ยนจากสภาพที่
ดูเหมือนขอทานสกปรกตอนแรก มาแต่งตัวเรียบร้อยเหมือนคนปกติ
แต่การแสดงออกและพฤติกรรมของเธอยังคงดูล่องลอยและเฉื่อย ชา
คุณยายดวงตาแดงก ่าหลังผ่านการร้องไห้อย่างหนัก คิดกังวล และอยากจะถามอะไรสักอย่าง แต่เจี่ยงเฉียงเวยคงไม่สามารถตอบ อะไรได้
ไม่เพียงคุณยายเท่านั้น แต่ทั้งครอบครัวต่างก็กังวล ทุกคนอยาก รู้ว่าเจี่ยงเฉียงเวยเผชิญกับสิ่งใดมา ทำไมคนดี ๆ ถึงได้กลายเป็นคน สติไม่ดีไปได้
เจี่ยงเฉียงเวยจ้องมองส้มบนโต๊ะแล้วส่งเสียงแปลก ๆ ออกมา พร้อมกับหัวเราะคิกคักอย่างไร้เดียงสา
“อ่า กิน…”
เธออยากหยิบ แต่ก็กล้า ๆ กลัว ๆ
คุณแม่เซียวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เพราะมัวแต่พาเจี่ยงเฉียงเวยไป อาบน ้าขัดตัว จึงยังไม่ได้ให้อาหารเธอกิน คนที่เร่ร่อนอยู่ข้างถนน แบบนั้นจะไม่หิวได้ยังไง
เธอจึงรีบหยิบส้มมาปอกแล้วส่งให้ พร้อมกับพูดด้วยน ้าเสียง อ่อนโยนว่า
“พี่สามกินสิ ตอนนี้พี่อยู่บ้านแล้วนะ ที่นี่คือบ้านของเรา อยากกิน อะไรก็กินได้เลย”
เจี่ยงเฉียงเวยยื่นมือออกไปหยิบส้มอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็คว้า ส้มมา แล้วก็ยัดเข้าปากของเธอทันที
“อร่อยจัง ฮิฮิ…”
“เดี๋ยวหนูไปหาอะไรมาให้คุณป้าสามกินหน่อยดีกว่า เมื่อวานมี ซาลาเปาเหลือเยอะเลย”
เซียวหมิงเยวี่ยลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยิบซาลาเปาไส้หมูขนาด ใหญ่มา 4 ลูก ซึ่งเป็นซาลาเปาที่คุณยายทำเมื่อวาน เธออุ่นซาลาเปา เหล่านั้นเล็กน้อย แล้วนำมาให้คุณป้าสามกินรองท้อง
“คุณป้าสาม มากินซาลาเปากันเถอะ”
เจี่ยงเฉียงเวยก้มหน้าลง แล้วเหลือบมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยความ หวาดกลัวหลายครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ หยิบซาลาเปาลูกใหญ่มากินอย่าง รวดเร็ว
“ช้าลงหน่อย กินช้า ๆ นะ ยังมีอีกเยอะเลย”
คุณยายปาดน ้าตา มองดูลูกสาวร่างกายซูบผอมตรงหน้า เธอทั้ง อดอยากและหนาวสั่นอยู่ข้างนอก คงไม่เคยได้กินอาหารดี ๆ เลย
คุณยายไม่กล้าจินตนาการเลยว่าเจี่ยงเฉียงเวยต้องเผชิญอะไร มาบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพียงแค่คิดนิดเดียว หัวใจของเธอก็ เจ็บปวดรวดร้าว
เมื่อครู่ตอนอาบน ้าให้เจี่ยงเฉียงเวย คุณยายตกใจมากจริง ๆ ผู้หญิงที่เคยหน้าตาอิ่มเอิบ ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ตอนนี้ผอมแห้ง จนเหลือแต่กระดูก
เหมือนมีผิวหนังบางเฉียบห่อหุ้มกระดูกไว้ ทำให้กลัวที่จะสัมผัส แรง ๆ เกรงว่าหากใช้แรงเกินไปนิดเดียว แขนของเธอจะหักโดยไม่ได้ ตั้งใจ
“ขะ ขอบคุณ… ฮิฮิ…” เจี่ยงเฉียงเวยพูดน ้าเสียงแหบพร่า
เจี่ยงเฉียงเวยกินซาลาเปาลูกใหญ่สามลูกติดต่อกัน
เซียวหมิงเยวี่ยตกใจเล็กน้อย คุณป้าสามยังพูดคำว่าขอบคุณได้ อยู่เหรอ? ถึงแม้จะสติไม่ดี แต่ก็ยังมีมารยาทอยู่
เซียวหมิงเยวี่ยเทน ้าค้างแจ่มชัดใส่แก้ว
“นี่ค่ะ ดื่มน ้าหน่อยนะ เดี๋ยวจะติดคอ”
เธอเคยคิดจะใช้ทักษะอ่านใจ แต่ทักษะอ่านใจสามารถล่วงรู้ ความคิดของอีกฝ่ายในปัจจุบันเท่านั้น ไม่สามารถดึงเอาความทรงจำ ในอดีตออกมาได้ ดังนั้นทักษะอ่านใจจึงใช้ไม่ได้ผล
หลังเจี่ยงเฉียงเวยกินซาลาเปาเสร็จ ก็ลดความระแวงต่อคนกลุ่ม นี้ลงเล็กน้อย เธอใช้สองมือรับแก้วน ้าแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
“ขะ… ขออีก…”
เซียวหมิงเยวี่ยจึงเทน ้าค้างแจ่มชัดใส่แก้วอีกครั้ง เธอทั้งหิวและ กระหายน ้ามานานแค่ไหนกันนะ?
หลังเจี่ยงเฉียงเวยดื่มน ้าหมดแก้ว เธอก็กินซาลาเปาที่เหลือจน หมด แล้วก็ตบบนจานเบา ๆ
“กิน…”
คุณยายทำท่าจะลุกไปหยิบมาเพิ่ม แต่ถูกเซียวหมิงเยวี่ยห้ามไว้
“สี่ลูกก็เยอะแล้วค่ะ ซาลาเปาทำมาจากแป้ง แล้วคุณป้าสามก็ดื่ม น ้าไปสองแก้วเต็ม ๆ เธอหิวมานานขนาดนั้น ไม่ควรให้กินเยอะ ๆ ทีเดียว ไม่งั้นอาจจะปวดท้องได้”
คุณยายนั่งลงแล้วพูดว่า “หมิงเยวี่ยพูดถูก”
“ตอนนี้ขอให้ดูแลสุขภาพของป้าสามให้ดีก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อย ว่ากันทีหลัง” เซียวหมิงเยวี่ยพูดเสริม
คุณตาเคาะไม้เท้าเบา ๆ แล้วพูดน ้าเสียงจริงจัง
“กินดื่มอิ่มท้อง อาบน ้าสะอาดแล้ว งั้นเราไปโรงพยาบาลกันเถอะ พาป้าสามไปตรวจร่างกายให้ละเอียด!”
คุณพ่อเซียวยืนขึ้น “ใช่ครับ ควรพาพี่สามไปตรวจร่างกายให้ ละเอียดก่อน หลังจากตรวจร่างกายแล้ว ค่อยไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค ต่าง ๆ ผมจะขับรถพาไปเอง”
เธออดอาหาร อดนอน พอหิวก็ค่อยคุ้ยขยะประทังชีวิต กินแล้วก็ อดอีก ไม่รู้ด้วยซ ้าว่าหาน ้าดื่มจากไหน คิดว่าคงไม่ใช่น ้าสะอาดแน่ ๆ
ผ่านมานานขนาดนี้ ร่างกายของเจี่ยงเฉียงเวยต้องได้รับความ เสียหายอย่างรุนแรง และควรพาไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด
“รอให้ตรวจร่างกายเสร็จก่อน ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติมากนัก ก็ให้ กลับมาพักผ่อนอยู่ที่บ้าน” คุณตาพูดต่อ
เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดว่า “อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่า เฉียงเวยยังมีชีวิตอยู่ แค่ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีมากแล้ว
พวกเราจะดูแลเธอให้ดีที่สุด ถ้าเธอเห็นหน้าคนในครอบครัวทุก วัน สภาพจิตใจของเธอจะต้องดีขึ้นแน่นอน”
คุณแม่เซียวเห็นด้วยกับความคิดของคุณตา ใช่แล้ว มีคนตาย ไปมากมายในช่วงที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การที่เจี่ยง เฉียงเวยยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีมากแล้ว
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วจะมัวไปกังวลเรื่องที่ยังมาไม่ถึงทำไม?
พวกเขารีบเก็บข้าวของจำเป็น แล้วจึงพาเจี่ยงเฉียงเวยไป โรงพยาบาลทันที
ณ โรงพยาบาล
เซียวหมิงเยวี่ยหาโอกาสเหมาะ ๆ ดึงคุณตาแยกออกไป แล้ว กระซิบบอก
“คุณตาคะ หนูยังมียายืดขาถลึงตาอีกสองเม็ด…”
คุณตายกมือขึ้นขัดจังหวะคำพูดของเธอ “หลานเอ๋ย ตารู้ดีว่า หลานคิดอะไรอยู่ หลานเป็นเด็กดี แต่เรื่องนี้ค่อย ๆ พิจารณากันก่อน ไม่ต้องรีบร้อน ยาของหลานเป็นยาวิเศษที่สามารถช่วยชีวิต อนาคต
ยังอีกยาวไกล รอให้ผลตรวจร่างกายของป้าสามออกมาก่อนแล้ว ค่อยว่ากัน”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่เข้าใจ “รอทำไมคะ?”
คิ้วขาวของคุณตาขมวดเข้าหากัน “ที่ป้าสามของหลาน กลายเป็นแบบนี้ คงเพราะเจอเรื่องสะเทือนใจอย่างรุนแรงจนรับไม่ไหว การทานยายืดขาถลึงตาดีต่อร่างกายก็จริง แต่หากเธอฟื้นกลับมาได้ สติ แล้วนึกถึงเรื่องที่ทำให้เธอเจ็บปวดจนรับไม่ได้ขึ้นมาอีกครั้ง ตา แค่ห่วงว่าเธอ…”
คุณตาไม่ได้พูดต่อ แต่เซียวหมิงเยวี่ยก็เข้าใจว่าคุณตาหมายถึง อะไร
คุณตาเป็นห่วงว่า หากป้าสามทานยายืดขาถลึงตาแล้วกลับมา ได้สติ และจำประสบการณ์อันเจ็บปวดเหล่านั้นได้ เธออาจจะคิดสั้น ทำเรื่องไม่เข้าท่า
บางครั้ง ไม่รู้เรื่องอะไรเลยอาจจะดีกว่ารู้เรื่องทุกอย่าง
“ตอนนี้เจอป้าสามของหลานแล้ว แต่ลูก ๆ ของป้าเขา หลานชาย หลานสาวของตา คงจะไม่มีใครรอดแล้ว!” คุณตาพูดด้วยความเศร้า ใจ
เซียวหมิงเยวี่ยครุ่นคิดอยู่สักพัก คำพูดของคุณตาล้วน สมเหตุสมผล จริงด้วย อาการป่วยของป้าสามอาจจะเกี่ยวข้องกับคน ในครอบครัว
ตอนที่เซียวหมิงเยวี่ยหายตัวไป คุณพ่อคุณแม่เซียวต่างก็รู้สึกว่า ชีวิตไม่เหลืออะไรอีกแล้ว หน้าตาดูแก่ลงไปนับสิบปีภายในเวลาเพียง ไม่กี่เดือน ในเวลานั้นพวกเขารู้สึกเหมือนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย
แต่กรณีของคุณป้าสามเป็นหนักถึงขนาดนี้ หากลูก ๆ ของเธอ ยังอยู่ พวกเขาจะปล่อยให้เธอมาเร่ร่อนเป็นขอทานอยู่ข้างนอกได้ อย่างไร?
ดังนั้น เซียวหมิงเยวี่ยจึงคิดเหมือนคุณตา ลูก ๆ ของป้าสามคง เสียชีวิตไปหมดแล้ว
คุณตามองไปทางห้องเจาะเลือด ป้าสามกำลังดิ้นรนไม่ยอมให้ พยาบาลเจาะเลือด ขณะที่สามีภรรยาเซียวช่วยกันจับตัวเธอไว้
เขาพูดด้วยน ้าเสียงเศร้า “ดังนั้น ตราบใดที่เธอสุขภาพแข็งแรง แล้วมันจะสำคัญอะไรกับการที่เธอสติดีหรือไม่ดี? ตาแค่ต้องการให้ เธอมีชีวิตอยู่ แม้ว่าเธอจะกลายเป็นลูกสาวที่โง่เขลา ตาก็จะดูแลเธอ ไปตลอดชีวิต”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกประทับใจ คุณตาก็เป็นพ่อคนหนึ่ง แล้วจะไม่ รู้สึกเสียใจกับลูกของตนเองได้อย่างไร?
เขากลัวว่าเมื่อป้าสามกลับมามีสติแจ่มชัดดังเดิม เธออาจจะคิด มาก หรือคิดสั้นจนทำร้ายตัวเอง
ป้าสามทนรับความเจ็บปวดที่สูญเสียลูกไม่ได้ ส่วนคุณตาก็ไม่ อยากสูญเสียลูกสาวไปเช่นกัน