ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 436 คุณกำลังเปล่งประกาย
วันหยุดผ่านไปเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็หมดเวลาแล้ว
วันจันทร์
เซียวหมิงเยวี่ยไปทำงานตามปกติ ตั้งแต่ลงจากรถยังไม่ทันจะถึง ประตูสำนักงาน ก็มีคนทักทายเธอตลอดทาง
“สวัสดีค่ะหัวหน้าเลขาฯ เซียว”
“อรุณสวัสดิ์ครับหัวหน้าเลขาฯ เซียว”
“หัวหน้าเลขาฯ เซียวทานข้าวเช้ามาหรือยังคะ?”
“สวัสดีค่ะหัวหน้าเลขาฯ เซียว เสื้อผ้าของคุณดูสวยมากเลยค่ะ ขับผิวขาวของคุณให้ยิ่งดูเปล่งประกายเป็นพิเศษ!”
“…”
เซียวหมิงเยวี่ยตอบกลับทีละคนจนรอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง เธอนึกไม่ออกเลยว่าตัวเองได้รับความนิยมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ทันทีที่เดินเข้าไปในแผนกเลขานุการ กู้เชาก็เดินเข้ามาทักทาย ด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร
“เจ๊เซียวมาแล้วเหรอ? เจ๊เซียวทานมื้อเช้าหรือยังครับ นี่คือพาย เนื้อที่ภรรยาผมทำเอง ใส่เนื้อเยอะมาก! แล้วก็มีนมแพะอีกแก้ว ภรรยาผมฝากมาให้ เจ๊ทานตอนอุ่น ๆ สิครับ”
ไม่ใช่แค่กู้เชาเท่านั้น คนในแผนก R ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ออกมาดูกัน หมดเลย เซียวหมิงเยวี่ยถึงกับสงสัยว่าตัวเองไม่ได้ล้างหน้าหรือเปล่า หรือว่าจะมีขี้ตาติดอยู่?
ถึงแม้จะมีขี้ตา ก็ไม่เห็นจะต้องมาสนใจเธอเหมือนกับดูแพนด้า ยักษ์ขนาดนี้เลย
กู้เชาทำหน้าตาเหมือนอยากให้เธอรับมันไปมาก ๆ เซียวหมิง เยวี่ยไม่รู้ว่าทำไม
“ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไรหรอก ฉันทานมื้อเช้ามาแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร เอาไว้หิวเมื่อไหร่ค่อยทานเป็นของว่างก็ ได้ เดี๋ยวผมวางไว้บนโต๊ะให้คุณเลย” กู้เชาตอบพร้อมรอยยิ้มที่ดูท่า จะจริงใจยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยเดินมาถึงโต๊ะทำงาน ไม่ใช่แค่พายเนื้อ แต่ยังมี ของกินอื่น ๆ เต็มไปหมด
โต๊ะทำงานของเธอตอนนี้ดูเหมือนร้านอาหารเช้าเลยทีเดียว จน กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
เสี่ยวเสวียเบียดตัวออกมาจากกลุ่มคนด้วยท่าทางเขินอาย เล็กน้อย
“เจ๊เซียว นี่คือขนมที่แม่ฉันทำเองค่ะ เป็นของขึ้นชื่อของเมืองเกา ปาเล่อ อร่อยมากเลยนะ คุณยังไม่เคยลองทานใช่ไหมคะ?”
จินเจวียนเข้ามาพูดคุยอย่างเป็นกันเอง “เจ๊เซียว นี่คือผักดองที่
ฉันทำเอง กินกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยมาก แล้วอันนั้นคือเนื้อแดด เดียวที่คุณย่าทำเองค่ะ ย่าบอกให้ฉันเอามาฝาก คุณจะได้ลองชิม”
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะเบา ๆ “พวกคุณทำอะไรกันเนี่ย ฉันทาน ข้าววันละสามมื้อ ผ่านไปหลายวันก็คงยังทานไม่หมดเลย”
แม้จะเป็นแค่อาหารเช้า แต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของ พวกเขา มีทั้งเนื้อ ผัก พาย และนม อีกทั้งยังเป็นอาหารชั้นดีทั้งหมด ไม่ใช่ธัญพืชเนื้อหยาบ แสดงให้เห็นถึงความประณีตในทุก ๆ จาน
ยุคสมัยเปลี่ยนไปจากเดิม แต่พวกเขากลับนำอาหารที่ดีที่สุดใน บ้านออกมาให้ เพราะแม้จะอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยที่มั่นคงแล้ว อาหาร ชั้นดีก็ยังคงมีค่า
หลังจากพูดแบบนี้ ทุกคนก็พากันหัวเราะ
“พวกเราอยากขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตพวกเราไว้ นี่เป็นเพียง ของเล็กน้อย ไม่สำคัญอะไรเลย ถ้าไม่มีคุณ พวกเราคงตายกัน หมดแล้ว” กู้เชาพูดด้วยความจริงใจ
คนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นด้วย
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวว่า “พวกคุณขอบคุณ ฉันมาตั้งหลายครั้ง ได้ยินคำว่าขอบคุณจนหูฉันแทบชาไปหมดแล้ว ไม่ต้องเกรงใจกันหรอกค่ะ”
“ชีวิตคนทั้งคน จะให้ขอบคุณแค่คำพูดอย่างเดียวได้อย่างไร?” จินเจวียนแย้ง
“จริงด้วย จริงด้วย!” หลายคนเห็นพ้องต้องกัน
“งั้นทุกคนก็ช่วยกันทำงานให้ดี ทำงานร่วมกันเป็นทีมให้ดีขึ้นไป อีก แล้วคิดซะว่านี่แหละคือของขวัญตอบแทนที่พวกคุณให้ฉัน” เซียวหมิงเยวี่ยพูดอย่างไม่เป็นทางการ
จริง ๆ แล้วสิ่งสำคัญที่สุดของเธอคือการปกป้องตัวเอง การช่วย พวกเขาเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ทำไปเท่านั้น แต่พวกเขาก็เป็นคน น่าสนใจดีนะ จริงใจ และกระตือรือร้น
กู้เชาเป็นคนแรกที่เห็นด้วย “แน่นอนครับ ต่อไปนี้ผมจะ ช่วยเหลือเจ๊เซียวอย่างเต็มที่! เจ๊เซียวให้ทำอะไร เราก็จะทำตามนั้น”
“เลขากู้ รวมถึงทุกคนด้วย อย่าเรียกฉันว่าเจ๊เซียวเลยนะ ฉันฟัง แล้วรู้สึกแปลก ๆ”
ที่เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกแปลก ๆ เพราะว่าเธออายุน้อยกว่าคนส่วน ใหญ่ที่นี่ แล้วทำไมถึงมาเรียกเธอว่าเจ๊เซียวกันทุกคนแบบนี้เล่า?
กู้เชาหัวเราะเบา ๆ “เรียกเจ๊เซียวก็สมควรแล้วล่ะครับ เพราะเจ๊เจ๋ง มาก!”
เขาพูดพร้อมยกนิ้วโป้งขึ้น
เสี่ยวเสวียพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ใช่เลย ใช่เลย วันนั้นเจ๊เซียว โคตรเฟี้ยวเลยค่ะ! เตะซ้ายหลบขวา เท่สุด ๆ!”
กลุ่มคนคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา แต่ละคนพูดเรื่องเดียวกัน
ที่ประตู เถาจื่อเซี่ยยืนอยู่ห่าง ๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้ากับคน อื่น
เธอจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยสายตาที่ซับซ้อน มีทั้งความอิจฉา ความขอบคุณ ความเคารพ แต่ก็แฝงด้วยความริษยาที่ซ่อนเร้นอยู่
ทำไมเธอถึงได้กลายเป็นศูนย์กลางที่ทุกคนให้ความสนใจได้ ง่ายดายขนาดนั้น? ทำไมคนรอบข้างถึงชื่นชอบเธอนัก เหตุการณ์ แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเธอเองเลย ไม่เคยเลยสักครั้ง
เป็นเพราะบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้หรือ? แต่ก่อนที่จะกินมื้ออาหาร นั้น ทุกคนก็ปฏิบัติต่อเซียวหมิงเยวี่ยด้วยความเป็นมิตรมากทีเดียว บางคนถึงกับเอาอกเอาใจด้วยซ ้า
ขณะที่ตัวฉัน…
เถาจื่อเซี่ยขยี้แขนเสื้อยับ ๆ ในมือ เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน เลย ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
เธออยากเข้าไปใกล้ แต่ก็รู้สึกลังเล กลัวว่าจะดูเหมือนไปเอาใจ ซึ่งจะทำให้คนอื่นดูถูก
“ช่างเถอะ มีอะไรดีนักหนา…”
เถาจื่อเซี่ยหันหลังกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วก็เริ่ม น้อยใจคนเดียวเงียบ ๆ นั่งคิดมากไปต่าง ๆ นานา จินตนาการไป สารพัด
ส่วนฮั่วฟู่ล่างนั้น เขาทำเรื่องลาหยุดยาว และไม่มาทำงาน
…
วันเวลาผ่านไปอย่างต่อเนื่อง รายงานผลตรวจสุขภาพของเจี่ยง เฉียงเวยออกมาแล้ว โชคดีที่นอกจากภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ก็ ไม่มีสิ่งอื่นใดผิดปกติ
หมอบอกว่าแค่ดูแลสุขภาพให้ดี ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง คุณยายจึง ทำอาหารที่มีประโยชน์ให้เจี่ยงเฉียงเวยกินวันละสามมื้อ โดยเปลี่ยน เมนูให้หลากหลาย
เวลาล่วงเลยผ่านไปครึ่งเดือน
เห็นได้ชัดว่าเจี่ยงเฉียงเวยน ้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าก็เริ่มมีเนื้อมี หนัง
จากที่ตอนแรกที่เจี่ยงเฉียงเวยรู้สึกกลัวและไม่ไว้ใจคนในตระกูล เซียว เธอก็เริ่มพึ่งพาอาศัยคนในครอบครัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคุณยาย คุณตา และคุณแม่เซียว
ทุกวันเมื่อคุณแม่เซียวเลิกงานกลับบ้าน เจี่ยงเฉียงเวยจะต้องวิ่ง ไปรอต้อนรับที่ประตู เมื่อเห็นคุณแม่เซียว เธอจะวิ่งเข้าไปหาด้วย ความดีใจ และต้องเดินเข้าบ้านพร้อมกับคุณแม่เซียวเท่านั้น
ไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง พอถึงเวลาเลิกงาน เธอจะนั่งไม่ติด และจะ ร้องขอไปยืนรอที่ประตู จากนั้นเฝ้ารอคุณแม่เซียวกลับมาด้วยสายตา ที่คาดหวัง
เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่เจี่ยงเฉียงเวยไปรอรับน้องสาวที่หน้า โรงเรียนประถม
สถานการณ์แบบนั้นได้กลับมาอีกครั้ง
คุณแม่เซียวมีความสุขมากเช่นกันที่ได้รับการต้อนรับจากพี่สาว ตั้งแต่เจี่ยงเฉียงเวยมาอยู่ที่บ้านตระกูลเซียว บ้านหลังนี้ก็เหมือนมีเด็ก เพิ่มมาอีกคน
ตอนนี้หนูน้อยเซียวซีวั่งเริ่มคลานได้แล้ว เธอชอบหัวเราะมาก พอเห็นคนเมื่อไหร่ก็จะหัวเราะคิกคัก
ตอนแรกทุกคนในบ้านเป็นห่วงว่าเจี่ยงเฉียงเวยจะไม่รู้เรื่องรู้ราว และเผลอไปทำร้ายเซียวซีวั่ง แต่ไม่คิดว่าคนสองคนที่อายุแตกต่างกัน กลับเข้ากันได้เป็นอย่างดี ตอนที่คุณยายกำลังยุ่ง ๆ ก็จะเป็นเจี่ยง เฉียงเวยที่คอยดูแลเด็กน้อย และเล่นกับเซียวซีวั่ง
เซียวหมิงเยวี่ยเริ่มคุ้นชินกับการทำงานที่สำนักงานความมั่นคง แล้ว เพื่อนร่วมงานที่นั่นเป็นกันเองดี และผู้อำนวยการหร่วนก็ให้ ความสำคัญกับเธอพอสมควร
ช่วงเวลานี้ โครงการก่อสร้างกรมเกษตรกรรมแห่งใหม่ได้เริ่มขึ้น แล้ว ทั้งวันมีแต่ประชุม ประชุม และประชุม พวกเขายุ่งกันมาก
ในวันนี้ จี้เหวินซีมาประชุมที่สำนักงานความมั่นคง ทุกคนใน หน่วยงานต่างก็สงสัยและอยากรู้จักชายหนุ่มที่มีความสามารถคนนี้
ปกติแล้วโครงการใหญ่แบบนี้ มักจะเป็นคนในพื้นที่รับผิดชอบ แต่โครงการก่อสร้างกรมเกษตรกรรมแห่งใหม่กลับให้คนนอกมาดูแล ทำให้คนสงสัยกันมาก ได้ยินมาว่าจี้กรุ๊ปถือเป็นผู้นำที่มีอำนาจใน พื้นที่ของตน และไม่ควรมองข้าม
และคนที่รับผิดชอบต้อนรับแขกผู้มีเกียรติคนนี้ก็คือ เซียวหมิง เยวี่ย
“สวัสดีค่ะคุณจี้!”
จี้เหวินซียิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะจับมือเธอเบา ๆ แล้วพูดด้วย น ้าเสียงนุ่มลึกว่า
“สวัสดีครับคุณเซียว ไม่ได้เจอกันนาน คุณดูเปลี่ยนไปมาก ทีเดียว”
สายตาของคนรอบข้างจ้องมองสลับไปมาที่คนทั้งสอง บรรยากาศดูแปลก ๆ เหมือนว่าทั้งสองคนจะเคยรู้จักกันมาก่อน?
เสี่ยวเสวียกระซิบกับอ้ายหลี “ที่ว่าไม่ได้เจอกันนานนี่หมายความ ว่ายังไง เจ๊เซียวรู้จักกับคุณจี้เหรอ?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง” อ้ายหลีคิดในใจ เธอมาถามฉัน แล้วฉันจะไป ถามใคร
เมื่อสบตากับชายหนุ่มที่มีแววตาซ่อนความหมายอันลึกซึ้ง ใบหน้าเซียวหมิงเยวี่ยปรากฏรอยยิ้มที่ดูเป็นธรรมชาติ เธอค่อย ๆ ดึง มือกลับมาจากมือของเขาโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น
“คุณจี้พูดเกินไปแล้ว เชิญด้านในค่ะ”
ดูเหมือนว่าจี้เหวินซีจะไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แค่มองเธอด้วย สายตาที่แฝงความหมายลึกซึ้งเท่านั้น
ขณะที่เดินเข้าไปในสำนักงานความมั่นคง เซียวหมิงเยวี่ยก็กระ ซิบถาม
“ดูเปลี่ยนไปยังไงเหรอ?”
น ้าเสียงของจี้เหวินซีจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“คุณกำลังเปล่งประกาย”
ในอดีตเซียวหมิงเยวี่ยเป็นคนเก่งมากอยู่แล้ว แต่ก็มีร่องรอยของ ความกังวลใจอยู่บนหน้าผาก และวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่กล้าทำ ผิดพลาด นั่นเป็นเพราะความกังวลเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอน
แต่เซียวหมิงเยวี่ยในปัจจุบัน เธอรู้ว่าตอนนี้โลกกลับมาสงบสุข ภัยพิบัติสิ้นสุดลงแล้ว และครอบครัวจะสามารถอยู่ดีมีสุขอีกครั้ง
เพราะฉะนั้นจิตใจของเธอจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง เธอรู้สึกผ่อน คลายมากขึ้น และความตึงเครียดในหัวใจก็หายไป
ในที่สุดเธอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเสียที โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อมาอยู่ที่สำนักงานความมั่นคง และมีอาชีพเป็นของตัวเอง นี่แหละคือชีวิตที่เธอต้องการ
ตอนนี้เซียวหมิงเยวี่ยมีความสุขสงบ ดูเยือกเย็น และสง่างาม เพราะเธอใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
เธอเหมือนไข่มุกเม็ดงามที่ส่องแสงประกายระยิบระยับ
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มมุมปาก เธอทำหน้ายู่ใส่จี้เหวินซีเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปในตัวอาคาร และเริ่มทำงาน
ภัยพิบัติทางธรรมชาติผ่านพ้นไปแล้ว ประเทศจีนกำลังฟื้นฟู และ ทุกคนค่อย ๆ กลับเข้าสู่วิถีชีวิตปกติ
ถึงแม้ต้นไม้จะอยากหยุดนิ่ง แต่สายลมยังคงพัดไม่หยุด อันตราย ที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดมักจะทำให้เราคาดไม่ถึงเสมอ…