ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 437 คุณแม่เซียวตกอยู่ในอันตราย
“เฉียงเวย น้องสาวลูกต้องทำงานล่วงเวลาอีกแล้ว ลูกไม่ต้องไป รอที่ประตูหรอก”
คุณยายกำลังยุ่งอยู่ในครัว แม้พื้นที่จะเล็กนิดเดียว แต่เธอก็ยัง ทำงานหันหน้าหันหลังแทบไม่ได้หยุด
ป้าสามขยับริมฝีปากมุบมิบ แสดงสีหน้าไม่เต็มใจ เธอถูมือ แล้ว รีบวิ่งไปที่ประตู
คุณตาเห็นฉากนี้ก็หัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู แล้วจับเซียว ซีวั่งไว้ข้างกายด้วยมือเดียว
“ถ้าลูกอยากรอก็ปล่อยให้รอไปเถอะ ประตูบ้านก็เปิดอยู่ เธอนั่ง รออยู่หน้าประตู ฉันจะคอยเฝ้าจากในตัวบ้านเอง”
แน่นอนว่าคุณยายกับคุณตาจะไม่ปล่อยให้ป้าสามออกไปข้าง นอกตามลำพัง ไปไหนก็ต้องพาไปด้วยเสมอ
ป้าสามคุ้นเคยกับการนั่งรออยู่ที่ก้อนหินหน้าประตู เธอจะนั่งนิ่ง ๆ อยู่ที่ก้อนหินเป็นประจำ หากรู้สึกเบื่อก็จะเล่นก้อนหินที่อยู่รอบ ๆ
ช่วงนี้เธอเป็นแบบนี้ตลอด ตอนแรกคุณยายกับคุณตาไม่ค่อย สบายใจ แต่พอเห็นว่าป้าสามไม่คิดจะไปไหนมาไหน แค่นั่งรออยู่เฉย ๆ พวกเขาจึงสบายใจขึ้น และปล่อยให้ป้าสามนั่งอยู่หน้าประตู
จากมุมที่คุณตานั่ง จะสามารถมองเห็นป้าสามอยู่ในสายตา เธอ อยากจะไปนั่งรอ งั้นก็ปล่อยไปเถอะ
คุณยายทำอาหารพลางบ่นไปพร้อม ๆ กัน
“วันนี้หมิงเยวี่ยก็ทำงานล่วงเวลาใช่ไหม? คุณเล่าเกี่ยวกับ หน่วยงานพวกนี้ให้ฟังหน่อยสิ ทำไมถึงต้องให้พนักงานทำงาน ล่วงเวลาทุกวัน ใช้งานอย่างกับวัวควาย มีงานอะไรให้ทำเยอะขนาด นั้น?”
“ช่วงนี้ก็เป็นปกติแหละ ต้องยุ่งกันอยู่แล้ว” คุณตาพูดอย่างสบาย ๆ
เมืองเกาปาเล่ออยู่ในช่วงที่ต้องสร้างและพัฒนาใหม่หมด ไม่ใช่ แค่คุณแม่เซียว แต่เซียวหมิงเยวี่ยก็ต้องหัวหมุนทั้งวัน ตั้งแต่โครงการ ก่อตั้งกรมเกษตรกรรมแห่งใหม่ เธอก็ทำงานจนแทบไม่ได้หยุดพัก
“ยุ่งอะไรนักหนา? ค่อยไปทำต่อพรุ่งนี้ไม่ได้หรือไง? ทำไมต้องให้ คนทำงานล่วงเวลาทุกวัน ถ้าขาดคนทำไมไม่รับคนใหม่เข้ามาเพิ่ม แต่กลับมาจับลูกหลานของเราไปใช้งานหนักขนาดนี้” คุณยาย พึมพำ
ทั้งชีวิตของคุณยายอยู่แต่ในครัว ทำให้มุมมองในการมองโลก ค่อนข้างเรียบง่าย
คุณตาหันไปมองเธอ “ฟังที่เธอพูดสิ เหมือนเด็กน้อยเลยนะ คน อื่นเขาอยากเข้าทำงานในหน่วยงานนี้กันตั้งเยอะ ถ้าเจ้านายสั่งให้
ทำงานล่วงเวลา ใครเขาจะอยากขัดคำสั่งล่ะ? เธอไม่รู้เรื่องอะไร อย่า พูดมั่วซั่วสิ”
คุณยายยังคงเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ “ทำไมฉันจะไม่รู้เรื่องอะไร? ฉันก็แค่ห่วงลูกหลานเท่านั้น”
คุณยายกำลังใช้เครื่องปั่น ซึ่งเธอเพิ่งจะหัดใช้
“อีกอย่าง ปลาสากครีบแดงตัวนี้ก้างจะเยอะไปไหนเนี่ย ต้องเอา ไปปั่นให้ละเอียด ไม่งั้นกินเนื้อปลาคำเดียว คงต้องคายก้างมากกว่า เนื้อเสียอีก ยุ่งยากจัง”
คุณตาหัวเราะอย่างจนใจ “ของดีที่คนอื่นใช้เงินซื้อไม่ได้ แต่เธอ กลับบ่นไม่หยุด ยายเฒ่าเอ๋ย เธออย่าทำตัวเป็นไก่ได้พลอยไปหน่อย เลย”
ในช่วงนี้ บ้านครอบครัวเซียวกินปลาสากครีบแดงทุกมื้อ เพราะ ปลาชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เหมาะที่จะให้ป้าสามกินเพื่อ บำรุงร่างกาย
แต่เนื่องจากปลาสากครีบแดงมีก้างเยอะ เซียวหมิงเยวี่ยจึงให้คุณ ยายเอาเนื้อปลาไปปั่นพร้อมกับก้าง เพราะก้างปลามีประโยชน์ เช่นกัน จึงสามารถกินเข้าไปพร้อมกันได้
คุณยายใช้ผ้ากันเปื้อนเช็ดมือแล้วบ่นพึมพำกับตัวเองว่า
“คืนนี้จะเอามาปั่นให้หมดเลย แล้วทำเป็นลูกชิ้นปลาแช่ไว้ใน ตู้เย็น จะได้เอาออกมากินเมื่อไหร่ก็ได้”
เธอเหลือบมองนาฬิกาแล้วพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “เย็นขนาด นี้แล้ว ฟ้าเริ่มมืดแล้วด้วย ทำไมเด็ก ๆ ยังไม่กลับบ้านอีก?”
เซียวหมิงเยวี่ยต้องทำงานล่วงเวลาถึงดึกดื่นแบบนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะโครงการก่อตั้งกรมเกษตรกรรมแห่งใหม่
แต่คุณแม่เซียวทำงานที่สำนักงานบริหารชุมชน งานไม่น่าจะยุ่ง มาก ถึงแม้บางทีจะต้องทำงานล่วงเวลา แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยกลับ บ้านดึกดื่น จึงไม่แปลกที่คุณยายจะรู้สึกเป็นห่วง
คุณพ่อเซียวเพิ่งอาบน ้าเสร็จ แล้วเดินลงมาจากชั้นบน
“หรือว่าจะให้ผมลองโทรไปถามพวกเธอดู…”
ที่หน้าประตู ป้าสามนั่งอยู่บนก้อนหิน แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูเป็น ระยะ ๆ เพื่อดูว่ามีรถมาหรือเปล่า
แต่ก็ไม่รู้ว่ารถที่ผ่านมาคือรถของตระกูลเซียวหรือไม่
พอไม่มีเสียงอะไร เธอก็ก้มหน้าลงเล่นกองดินต่อ
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งมาอย่างรวดเร็ว
ป้าสามหันไปตามเสียงที่ได้ยิน เมื่อเห็นว่าเป็นใคร สีหน้าของเธอ พลันมืดมนทันที
ที่แท้ก็ผู้หญิงใจร้ายข้างบ้าน
ผู้หญิงคนนั้นมักจะเดินผ่านบ้านครอบครัวเซียวเสมอ และทุกครั้ง จะจ้องมองเข้ามาในบ้านด้วยสายตาที่ดุร้าย
แต่ทำไมวันนี้ถึงกลับมาจากทางอื่นล่ะ?
เมื่อเห็นป้าสามนั่งอยู่หน้าบ้านตระกูลเซียว นัตตี้มีสีหน้าตื่นตกใจ รีบเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
ในดวงตาที่สั่นหวั่นของนัตตี้ฉายแววความรู้สึกผิดชั่วขณะ จากนั้นเธอก็รีบกลั้นความรู้สึกไม่สบายใจเอาไว้โดยเร็ว ไม่แม้แต่จะ มองป้าสาม และรีบเดินกลับเข้าบ้านไป
ป้าสามกำลังขุดดินเล่นด้วยท่าทางสงสัย ก่อนหน้านี้ผู้หญิงใจ ร้ายมักจะจ้องตาเขม็ง แต่คราวนี้ทำไมถึงไม่ทำเหมือนทุกที?
เธอรู้สึกไม่ค่อยชินกับความเปลี่ยนแปลงนี้
ป้าสามเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วคิดในใจว่า ปกติเวลานี้แม่เซียว ต้องกลับมาบ้านตั้งนานแล้ว
เธอโยนก้อนดินทิ้ง เช็ดมือให้สะอาด แล้วเดินตรงไปตามทางที่
แม่เซียวใช้เดินกลับบ้านทุกวัน
เธอต้องการไปรับแม่เซียวที่ถนนใหญ่
ป้าสามเดินออกไปบนถนนตามลำพัง เธอไม่รู้เส้นทาง จึงเดิน ตรงไปตามถนนเส้นหนึ่ง เมื่อเดินมาถึงหัวมุมถนน ป้าสามก็เห็นรถ ของแม่เซียวจากระยะไกล
“ฮิฮิ~”
ป้าสามโบกมือให้รถแม่เซียวด้วยความตื่นเต้น แต่ในรถที่ควรจะ มีคนขับ เวลานี้กลับไม่มีใครอยู่
ป้าสามกำมือแล้ววิ่งไปหา เมื่อไปถึง สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นแม่ เซียวที่นอนจมอยู่ในแอ่งเลือดบนพื้น
คุณแม่เซียวล้มลงไปนอนกับพื้น ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ บริเวณหน้าอกของเธอมีมีดสั้นปักอยู่ซึ่งส่องแสงเย็นเยือก
“กรี๊ด!”
ป้าสามกรีดร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เธอจับเลือดที่อยู่บน พื้นด้วยความตกใจและสับสน พยายามใส่กลับเข้าไปในตัวของแม่ เซียว แต่เลือดไม่ได้ไหลย้อนกลับเข้าไปในแผล มันซึมเข้าไปใน เสื้อผ้าของแม่เซียวแทน
“น้องสาว เลือดเธอ…”
ป้าสามไม่รู้จะทำอย่างไรดี เธอไม่เข้าใจว่า ทำไมน้องสาวถึงนอน นิ่งอยู่แบบนี้?
เธออยากจะดึงมีดที่ปักอยู่กลางอกของแม่เซียวออก หากไม่มีมีด น้องสาวคงจะกลับมาเป็นปกติใช่ไหม? คงจะพูดคุยกับเธอได้ และยิ้ม ให้เธอเหมือนเดิมใช่ไหม?
ป้าสามยื่นมืออันสั่นเทาไปทางมีด แต่มีเสียงในจิตใต้สำนึกบอก กับเธอว่า ห้ามดึงนะ ห้ามดึงออก!
ถ้าดึงออก เธอจะต้องตายแน่!
ป้าสามไม่รู้ว่าควรดึงหรือไม่ดึงมันออกมา ใบหน้าของเธอซีด เผือด เหงื่อเย็นไหลท่วมตัว
ทันใดนั้น หัวของป้าสามก็เกิดอาการปวดหนึบอย่างรุนแรง มัน ปวดจนทนไม่ไหว กระทั่งเธอเริ่มหายใจรัวเร็ว
“โอ๊ย เจ็บ…”
ป้าสามได้รับการกระตุ้นอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความ กลัว จากนั้นตาของเธอกลอกขึ้นจนเหลือเพียงตาขาว ก่อนจะเป็น ลมหมดสติไปข้าง ๆ แม่เซียว
…
ครอบครัวเซียว
“ทำไมโทรหาชิงหว่านไม่ติดเลยล่ะ?” คุณพ่อเซียวพยายามโทร ไปหลายรอบแล้วก็ยังไม่ติด
คุณยายพูดว่า “’อาจจะกำลังขับรถอยู่หรือเปล่า รอสักเดี๋ยวค่อย โทรไปใหม่ดีกว่า คุยโทรศัพท์ระหว่างขับรถมันอันตราย”
“แล้วหมิงเยวี่ยล่ะ?” คุณยายถาม
“หมิงเยวี่ยบอกว่ากำลังกลับแล้วครับ” คุณพ่อเซียวตอบ
“พอกลับมา…”
คุณตาเหลือบมองไปทางประตูโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่แล้วก็พบว่าไม่ มีใครนั่งอยู่บนก้อนหินหน้าประตูแล้ว
คุณตาลุกพรวดวิ่งออกไป “พับผ่าสิ แย่แล้ว!”
เมื่อไปถึงประตูรั้วก็ไม่เห็นป้าสามเลย และบนถนนก็ไม่มีใครเลย
“เฉียงเวยอยู่ไหน?”
คุณยายตะโกนด้วยความร้อนรนว่า “เฉียงเวย เฉียงเวย! เมื่อกี้ยัง นั่งอยู่ตรงนี้เลย แค่โทรศัพท์แป๊บเดียว คนจะหายไปไหนได้? ไหนคุณ บอกว่าจะคอยเฝ้าเธอไง!”
คุณตาโต้กลับด้วยน ้าเสียงแข็งกร้าว “จะพูดอะไรกันนักหนา รีบ ไปช่วยกันหาสิ! แยกกันไปหาเร็วเข้า!”
“พ่อ แม่ ผมจะไปทางโน้น ถ้าใครเจอก่อนก็โทรบอกกันด้วย”
แล้วพ่อเซียววิ่งหายเข้าไปในความมืดทันที
“ได้ เดี๋ยวพ่อไปทางถนนใหญ่”
คุณตาอุ้มเซียวซีวั่งแล้ววิ่งไปตลอดทาง ขณะเดียวกันก็มองซ้าย มองขวา และคอยเรียกชื่อป้าสามอยู่เรื่อย ๆ