ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 439 ป้าสามฟื้นแล้ว
กลางดึก
หน้าห้องฉุกเฉิน
ครอบครัวเซียวและครอบครัวเจี่ยงต่างมารวมตัวกันที่นี่ มีคน มากมายจนเก้าอี้ไม่พอให้นั่ง ลุงใหญ่และลุงรองจึงต้องลงไปนั่งกับพื้น
ทางเข้าห้องฉุกเฉินถูกปกคลุมไปด้วยหมอกดำแห่งความเศร้า โศก ทำให้บรรยากาศดูน่าหดหู่อย่างยิ่ง
ศัลยแพทย์ที่จี้เหวินซีเชิญมาได้เข้าไปในห้องฉุกเฉินตั้งนานแล้ว เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง แต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จากห้อง ฉุกเฉินเลย ไม่มีแม้แต่พยาบาลที่จะออกมาแจ้งข่าว
บริเวณโดยรอบเงียบสงัดจนน่ากลัว
เจี่ยงย่วนเดินเข้ามาหาสามีภรรยาอาวุโสแล้วกระซิบบอก
“คุณปู่ คุณย่า ตอนนี้เกือบตีสี่แล้วนะ ปู่กับย่าอายุมากแล้ว ไป นอนพักก่อนเถอะครับ เดี๋ยวพวกเราอยู่เฝ้าตรงนี้เอง”
“จริงด้วย พ่อ แม่ ทำไมไม่ไปพักผ่อนก่อนล่ะ พวกเราที่เหลือจะ อยู่เฝ้าน้องสี่ให้เองครับ” ลุงรองพูดเสริม
คุณตาโบกมือด้วยความฉุนเฉียว “ไม่ต้องมาห่วงเรื่องเราหรอก ฉันจะรออยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
“ชิงหว่านอยู่ข้างใน แล้วจะให้แม่หลับลงได้ยังไง? ถ้าพวกเธอง่วง ก็ไปนอนกันเถอะ” คุณยายพูดด้วยดวงตาที่แดงก ่า
คุณพ่อเซียวอุ้มเซียวซีวั่งไว้ในอ้อมแขน ดวงตาทั้งสองแดงก ่า เขาเองก็ไม่รู้สึกง่วงนอนเลย
ตอนนี้ในสถานที่แห่งนี้ คงมีเพียงเซียวซีวั่งเท่านั้นที่สามารถนอน หลับได้อย่างสงบ
ป้าสะใภ้ใหญ่และป้าสะใภ้รองหันมองหน้ากัน แล้วพากันถอน หายใจออกมา
เซียวหมิงเยวี่ยยืนอยู่คนเดียวที่มุมห้อง ทุกวินาทีที่ผ่านไป สำหรับเธอมันช่างยาวนานราวกับหนึ่งปี
“ครอบครัวฉันมากันครบแล้ว คุณกลับไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้ายัง ต้องไปตรวจสอบที่ดินทางตอนเหนือของเมืองกับผู้อำนวยการหร่วน ไม่ใช่เหรอ?” เธอพูดกับจี้เหวินซี
พรุ่งนี้ไม่ใช่แค่จี้เหวินซีที่ต้องไป หร่วนซิ่งไห่ต้องไปด้วยเช่นกัน รวมไปถึงผู้นำเมืองเกาปาเล่อ และผู้นำของรัฐบาลกลาง
ที่ดินทางตอนเหนือของเมืองจะใช้สำหรับก่อตั้งกรมเกษตรกรรม แห่งใหม่ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะไม่ไปได้อย่างไร
เดิมทีเซียวหมิงเยวี่ยตั้งใจจะไปด้วยเช่นกัน แต่เธอขอลาหยุดไป แล้ว
จี้เหวินซีรู้สึกไม่สบายใจ “ผมจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ทำไมต้องมานั่งรออยู่ที่นี่ด้วย คุณกลับบ้านไป เถอะ”
จี้เหวินซีไม่อยากขัดเธอเรื่องนี้ “งั้นผมกลับก่อนนะ ถ้าคุณป้า ออกมาแล้ว อย่าลืมโทรบอกผมด้วย”
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย “กลับบ้านดี ๆ นะ”
จี้เหวินซีมองเธออย่างลึกซึ้งอีกครั้ง แล้วจึงเดินจากไป
หลังจี้เหวินซีกลับไปแล้ว พยาบาลคนหนึ่งถือแฟ้มประวัติผู้ป่วย เดินเข้ามาหา
“พวกคุณเป็นญาติของเจี่ยงเฉียงเวยใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับ ผมเป็นพี่ชายคนโต” ลุงใหญ่ตอบรับ
“คุณเจี่ยงเฉียงเวยฟื้นแล้ว พวกคุณเข้าไปเยี่ยมได้เลยค่ะ”
“ดี งั้นเดี๋ยวฉันไปเอง” คุณตาตัดสินใจจะไปเยี่ยมเจี่ยงเฉียงเว ยก่อน
เซียวหมิงเยวี่ยขยับขาที่แข็งตึง แล้วพูดว่า “หนูไปด้วย”
ถึงแม้ว่าป้าสามจะกลายเป็นคนสติไม่ดี แต่เธอก็อยากลองดูว่าจะ สามารถถามอะไรที่เป็นประโยชน์ได้บ้าง เพราะบาดแผลของแม่เซียว ดูแล้วไม่น่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่น่าจะเป็นฝีมือคนทำ มากกว่า
ลุงใหญ่และลุงรองอยากจะตามเข้าไปดูด้วย แต่คุณตาห้ามเอาไว้ ก่อน
“หมอบอกว่าเจ้าสามแค่เป็นลม ไม่เป็นอะไรมากหรอก พ่อกับห มิงเยวี่ยเข้าไปหาก็พอแล้ว พวกแกคอยเฝ้าชิงหว่านอยู่ที่นี่แหละ”
เมื่อได้ยินคุณตาพูดแบบนั้น ลุงใหญ่และคนอื่น ๆ จึงไม่รบเร้า
ภายในห้องพักผู้ป่วย…
เมื่อเห็นคุณตาและเซียวหมิงเยวี่ยเข้ามา ป้าสามก็ยิ้มบาง ๆ แล้ว พูดว่า
“พ่อ หมิงเยวี่ย มาแล้วเหรอ”
เซียวหมิงเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะสับสน เหตุใดอาการของป้าสามถึง เปลี่ยนไปขนาดนี้? ดวงตาดูแจ่มใส และพูดจาคล่องแคล่วกว่าเดิม มาก
คุณตาเองก็มีความคิดแบบเดียวกับเซียวหมิงเยวี่ย
เซียวหมิงเยวี่ยกับคุณตาหันมาสบตากัน ทั้งคู่ต่างมองเห็นความ สับสนในดวงตาของอีกฝ่าย
คุณตายกนิ้วขึ้นมาสี่นิ้วแล้วถามว่า “เฉียงเวย อันนี้เท่าไหร่?”
ป้าสามหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วพูดว่า “พ่อคะ ฉันหายดีแล้ว ไม่ใช่คนบ้าแล้วนะ”
มันคงจะเป็นการพูดโกหก หากบอกว่าเซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้ตกใจ เธอหันไปมองดอกเตอร์เฉินที่อยู่ข้าง ๆ ดอกเตอร์เฉินเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาที่จี้เหวินซีเชิญมาจากโรงพยาบาล กลางเพื่อช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน
“ดอกเตอร์เฉินคะ ป้าสามของฉันเคยได้รับบาดเจ็บทางจิตใจ อย่างรุนแรงมาก่อน ตอนนี้ถือว่าหายดีแล้วใช่ไหม? แล้วในอนาคตมี โอกาสจะกลับมาเป็นซ ้าอีกหรือเปล่าคะ?”
ดอกเตอร์เฉินถอดหน้ากากออก แล้วตอบด้วยน ้าเสียงนุ่มนวลว่า
“ผมได้ตรวจสมองของเธออย่างละเอียดแล้ว ปัญหาที่ทำให้เธอ เสียสติก่อนหน้านี้ เกิดจากการที่เธอได้รับการกระตุ้นทางจิตใจอย่าง รุนแรง จนนำไปสู่พฤติกรรมที่สร้างขึ้นมาปกป้องจิตใจ”
“ที่หายดีขึ้นอย่างกะทันหันในขณะนี้ ก็เนื่องมาจากได้รับการ กระตุ้นทางจิตใจอย่างรุนแรงอีกครั้ง ต่อไปนี้หากดูแลสุขภาพให้ดี ก็ จะไม่มีปัญหาอะไรแล้วครับ ควรปล่อยให้เธอทำสิ่งที่มีความสุข และ พยายามอย่าให้เธอได้รับการกระตุ้นทางจิตใจอีก”
“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะดอกเตอร์เฉิน” เซียวหมิงเยวี่ยกล่าว
ดอกเตอร์เฉินพยักหน้าตอบ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นผมขอตัวก่อน หากต้องการอะไรก็กดปุ่มเรียกได้นะครับ”
ใบหน้าของคุณตาเริ่มมีรอยยิ้ม เขาดึงผ้าห่มให้ป้าสามแล้วพูด ว่า
“หายก็ดีแล้วนะ หายก็ดีแล้ว”
ปากของคุณตาขยับไปมาเล็กน้อย ดูเหมือนจะอยากจะถามอะไร บางอย่าง เขาคงอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถึงทำให้เธอ กลายเป็นแบบนั้น แต่แล้วก็นึกกลัวที่จะถามออกไป
เมื่อเห็นความกังวลบนใบหน้าของผู้เป็นพ่อ ป้าสามก็น ้าตาคลอ เบ้า แล้วพูดด้วยน ้าเสียงสั่นเครือว่า
“พ่อคะ อย่าห่วงเลย ฉันจะไม่ทำอะไรโง่ ๆ หรอกค่ะ ตอนนี้ทุกคน ในครอบครัวมาอยู่ที่เมืองเกาปาเล่อกันหมดแล้ว ฉันดีใจมาก ฉันจะ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว คุณตาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก แต่ก็ เข้าใจดีว่าลูกสาวตัวน้อยของตนเองต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายมาอย่าง แน่นอน
ถ้าอยากบอกก็คงจะบอกเอง แต่ถ้าไม่อยาก เขาก็จะไม่ซักไซ้
“ชิงหว่านเป็นยังไงบ้างคะ?” ป้าสามถามด้วยความเป็นห่วง
ใบหน้าของคุณตาดูเศร้าหมองลงไปมาก ก่อนจะตอบกลับด้วย น ้าเสียงอ่อนล้าว่า “ยังอยู่ในห้องฉุกเฉินอยู่เลย”
ป้าสามถอนหายใจอย่างหนัก
เซียวหมิงเยวี่ยถามด้วยความร้อนรนว่า
“ป้าสามคะ ทำไมถึงหมดสติอยู่ข้าง ๆ แม่ของหนูล่ะ แล้วตอนนั้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ป้าเห็นคนร้ายหรือเปล่า?”
“จริงด้วย เฉียงเวย ลูกเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าตอนนั้นเกิดอะไร ขึ้น?” คุณตารีบถามเช่นกัน
ป้าสามครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเล่าว่า
“ตอนนั้นฉันแค่อยากไปต้อนรับน้องสี่ พอเดินไปถึงก็เห็นน้องสี่
นอนอยู่ที่พื้นพร้อมมีดปักอยู่ที่หน้าอก ฉันจำได้แค่ว่าตกใจมาก แล้ว ก็หมดสติไป”
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วถาม “งั้นแปลว่าไม่ได้ถูกใครตีจนสลบ แต่เป็นคุณป้าที่สลบไปเองใช่ไหมคะ? แล้วเห็นคนน่าสงสัยแถวนั้น บ้างไหม?”
“ดูเหมือนจะไม่มีใครเลยนะ…”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่พอใจกับคำตอบนั้น จึงถามต่อไปว่า
“ไม่มีเลยเหรอคะ? ป้าลองนึกดูให้ดี ๆ อีกครั้งสิคะ ว่ามีใครดู ท่าทางน่าสงสัยบ้างไหม โดยเฉพาะคนที่ทำตัวลึกลับ หรือดูไม่เหมือน คนทั่วไป”
ป้าสามพยายามนึกอีกครั้ง แล้วบอกว่า “ตอนนั้นฟ้ามืดมากแล้ว ป้าเห็นแค่รถของน้องสี่จอดอยู่ที่มุมถนน แล้วก็มีไฟหน้ารถส่องสว่าง
อยู่ ป้ารีบวิ่งเข้าไป เลยไม่ได้สังเกตอะไรรอบข้างมากนัก แต่เท่าที่จำ ได้คือ ป้าไม่เห็นใครแถวนั้นเลย”
ได้ยินเช่นนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก ใบหน้าของ เธอเหมือนถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีดำ
คุณปู่คิดอยู่นาน แล้วพูดว่า “หมิงเยวี่ย บริเวณนั้นมีกล้องวงจร ปิดไหม? เราไปแจ้งความขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดได้นะ”
เซียวหมิงเยวี่ยส่ายหน้า “ที่นั่นไม่มีกล้องวงจรปิดค่ะ”
ตอนนี้เมืองเกาปาเล่ออยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก่อสร้าง สิ่ง อำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานยังไม่ครบครัน ประชาชนส่วนใหญ่ ยังคงดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หลายคนแทบไม่มีข้าวกินเลยด้วยซ ้า
ทุกอย่างต้องเรียงลำดับความสำคัญ การก่อสร้างโครงสร้าง พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจึงต้องดำเนิน ไปอย่างเร่งด่วน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จะให้ไปติดตั้งกล้องวงจรปิดตาม ท้องถนนทุกสายได้อย่างไร
กล้องวงจรปิดเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินไปในตอนนี้ และยังไม่สามารถ นำมาใช้ได้ทั่วไป
แม้บางสถานที่อาจมีกล้องวงจรปิด แต่ก็แค่ตามจุดสำคัญ ๆ ส่วน หัวมุมถนนหงฉือนั้น มันไม่ได้เป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญอะไรเลย เป็น เพียงถนนสายเล็ก ๆ ในชุมชน จึงไม่มีกล้องวงจรปิด
คุณตากำหมัดแน่นครั้งแล้วครั้งเล่า “แต่เราต้องแจ้งความให้ ตำรวจมาตรวจสอบนะ ตอนนั้นสถานการณ์เร่งด่วน คิดแต่จะช่วยแม่ ของหลานให้ได้ จนลืมไปว่าต้องแจ้งตำรวจ งั้นเราไปแจ้งความกัน เถอะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยกำลังจะอ้าปากพูด แต่พลันเห็นป้าสามทำท่าลังเล ใจ พูดเสียงอ้อมแอ้มว่า
“ที่เกิดเหตุไม่เห็นใครทำตัวน่าสงสัย แต่ตอนที่รอน้องสี่อยู่หน้า บ้าน ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ท่าทางแปลก ๆ ดูผิดปกติมาก ไม่รู้จะ เกี่ยวข้องกันหรือเปล่า?”
นัยน์ตาของเซียวหมิงเยวี่ยหดเล็กลง “ใครคะ? พอจะบอก รูปพรรณสัณฐานได้ไหม”