ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 54 อาหารมื้อหนึ่งที่มีแรงจูงใจต่างกัน (บทจบ)
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 54 อาหารมื้อหนึ่งที่มีแรงจูงใจต่างกัน (บทจบ)
ป้าสะใภ้วิ่งไปที่ห้องครัวพร้อมมองไปรอบ ๆ ห้อง เมื่อเปิดตู้เย็นดู เธอแทบทรุดตัวลงนั่งทันที
มีทั้งเนื้อ ผัก และน ้าผลไม้ นี่เป็นมื้อปกติของบ้านน้องสี่งั้นเหรอ?
เมื่อลองคิดดู ที่บ้านของเธอมีแค่ข้าวกับมันฝรั่งเท่านั้น เนื่องจาก มันเทศนั้นหากินยาก
จู่ ๆ ป้าสะใภ้ก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นด้อยกว่ามาก
มุมปากของแม่เซียวโค้งขึ้นเล็กน้อย เธอรู้ว่าพี่สะใภ้จะต้องมา เธอจึงเก็บข้าวของส่วนใหญ่ไปซ่อนนานแล้ว และเหลือเพียงส่วนผสม เล็กน้อยเท่านั้น
มื้อกลางวันถูกจัดเตรียมอย่างรวดเร็ว อาหารจานแล้วจานเล่าถูก นำมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ขณะที่คุณยายภูมิใจนำเสนออย่างมาก
เส้นมันฝรั่งผัดเปรี้ยวหวาน เห็ดหูหนูผัด ไก่ตุ๋นเห็ดหอม ผักปว ยเล้งผัด ซุปสาหร่าย ปลากะพงขาวนึ่ง…
แน่นอนว่ายังมีหม้อข้าวหอมมะลิร้อน ๆ ด้วยกลิ่นหอมของอาหาร ที่ส่งกลิ่นอวล ทำให้ทุกคนต่างน ้าลายไหลและอยากอาหาร
“มา ๆ ๆ ทุกคนมากินที่โต๊ะเร็ว!” แม่เซียวพูด
อาหารบนโต๊ะวันนี้ถูกเซียวหมิงเยวี่ยคัดสรรมาอย่างดี มันไม่มี ผักสดเป็นส่วนประกอบ มันฝรั่งถูกนำมาจากบ้านลุงสอง ขณะที่เห็ด
หูหนู เห็ดหอม สาหร่าย และวัตถุดิบอื่น ๆ ล้วนเป็นของแห้ง อาจ กล่าวได้ว่าเป็นสต็อกเก่า ส่วนไก่และปลาก็เอาออกจากช่องแช่แข็ง
เจี่ยงจ้วงรีบนั่งลงแล้วตะโกนสั่ง
“คุณย่ารีบตักข้าวเร็วครับ ผมหิวจะตายแล้ว!”
เซียวหมิงเยวี่ยเดินผ่านจึงตบหัวเขาเพื่อสั่งสอน “กำลังออกคำสั่ง ใครกันฮะ ถ้ายังพูดมากอีกฉันจะไม่ให้กินแม้แต่คำเดียว”
เจี่ยงจ้วงหดคอลงและมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยความกลัวโดยไม่ กล้าพูดอะไรอีก
ในขณะที่รับประทานอาหาร ลุงใหญ่ทานข้าวด้วยสีหน้าซับซ้อน เขามองดูเซียวหมิงเยวี่ยที่กำลังรับประทานอาหารอย่างสบาย ๆ ราว กับเป็นเรื่องปกติที่ได้กินอาหารเหล่านี้ และไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็น อาหารมื้อพิเศษแต่อย่างใด
แต่สำหรับลูกชายของเขา หากไม่มีใครหยุดเจี่ยงจ้วงไว้ เด็กชาย คงกินแม้แต่โต๊ะกินข้าวด้วย
ครอบครัวน้องสี่มีชีวิตที่ดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ลุงใหญ่รู้สึกอึดอัดมาก แต่ความเร็วในการกินของเขาไม่ได้ ลดลงเลย
“ไม่ได้กินเห็ดมาตั้งนาน อร่อยจังเลย ฝีมือการทำอาหารของแม่ ก็เยี่ยมมาก! น้องสี่ ที่บ้านยังมีเห็ดเหลืออยู่เยอะไหม?”
ปากของลุงใหญ่ยังเต็มไปด้วยข้าว ทำให้เขาพูดไม่ค่อยชัด
“พวกนี้เป็นของแห้งทั้งหมด เราซื้อตุนไว้ตั้งแต่ก่อนอุณหภูมิสูง ตอนนี้เหลือไม่มากแล้ว” แม่เซียวพูด
ลุงใหญ่ไม่อยากเชื่อ แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เขาเพียงยิ้ม เล็กน้อยและรีบกินต่อ เพราะเกรงว่าอาหารจะถูกคนอื่นแย่งกินหมด
น้าสาวก็ชอบอาหารมื้อนี้เช่นกัน “อาหารฝีมือแม่อร่อยมากจริง ๆ ไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้มานานแล้ว นี่ใช่ข้าวหอมมะลิไทยหรือ เปล่า?”
แม้จะมีฐานะ แต่เธอทำอาหารไม่เป็น นับประสาอะไรกับลู่หนาน ซาน เขาเปิดเตาแก๊สไม่เป็นด้วยซ ้า
คุณยายตอบด้วยรอยยิ้ม “ใช่ นี่คือสวัสดิการที่หมิงเยวี่ยได้รับมา ครั้งก่อน!”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่พูดอะไร เพียงแค่กินข้าวเงียบ ๆ แท้จริงข้าว พวกนี้เป็นข้าวที่เธอเก็บไว้ในห้องเก็บของ ไม่ได้เป็นข้าวที่ไปรับจาก สวัสดิการ
เมื่อลุงใหญ่ได้ยินแบบนั้น เขาก็ตักข้าวเข้าปากเร็วขึ้น ไม่น่า แปลกใจเลยที่มันจะหอมขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็นข้าวหอมมะลิไทย รสชาติ ของมันอร่อยกว่าข้าวราคาถูกมาก!
ขณะที่คุณยายกำลังกินข้าว เธอก็คอยสังเกตลู่หนานซานเงียบ ๆ เพราะยังรู้สึกคาใจที่คุ้นเคยกับชื่อนี้
เมื่อลู่หนานซานพบเห็นโอกาส เขาขยิบตาให้เซียวหมิงเยวี่ย โดยหวังว่าจะสามารถฟื้นคืนความสัมพันธ์ที่เคยมี อย่างไรก็ตามหญิง สาวไม่สนใจที่จะชายตามองไปทางเขาเลยด้วยซ ้า
ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ต่อหน้าน้าสาว และไม่อยากทำเรื่องที่ดูเสีย มารยาทเกินไป เซียวหมิงเยวี่ยคงไม่มีทางปล่อยให้เขาเข้ามาในบ้าน
คุณยายสังเกตเห็นสายตาของลู่หนานซาน เธอพลันตบโต๊ะ อย่างแรง ขณะเดียวกันเธอรู้สึกโง่เขลาที่เพิ่งนึกคำพูดของเจี่ยงลี่
เจียวครั้งก่อนออก โดยบอกว่าแฟนเก่าของเซียวหมิงเยวี่ยชื่อลู่หนาน ซาน!
ยิ่งไปกว่านั้นหมิงเยวี่ยเพิ่งบอกว่าพวกเขาเรียนที่เดียวกัน มัน ต้องใช่แน่ ๆ!
ทุกคนที่โต๊ะอาหารต่างตกตะลึงและมองดูคุณยายเป็นตาเดียว รวมถึงคุณตาที่กำลังกินข้าวอย่างเชื่อฟังพลันทำตะเกียบตกด้วย ความตกใจ
“เฟินเฟิน คุณจะทำอะไรน่ะ? ตะเกียบตกพื้นสกปรกเลย โธ่…” คุณยายมีชื่อว่าเฟิน คุณตาตกใจถึงขนาดสามารถพูดได้เป็น ประโยค
แม่เซียวหยิบตะเกียบขึ้นมาเช็ดทำความสะอาด แล้วส่งกลับให้ คุณตา
“แม่คะ มีอะไรเหรอ?”
คุณยายชี้ไปที่ลู่หนานซานด้วยใบหน้าขึงขัง
“แก!”
“แล้วก็แก!”
คุณยายหันไปชี้ที่น้าสาวอีกครั้ง นิ้วของเธอสั่นเทาด้วยความ เคืองขุ่น แต่เพื่อรักษาหน้าของเซียวหมิงเยวี่ย คุณยายจึงไม่สามารถ พูดความจริงออกมาโดยตรง
คุณยายเจ็บปวดอยู่ในใจ หมิงเยวี่ยหลานรักคงจะต้องเสียใจมาก เธอต้องอดทนต่อความคับข้องใจเพื่อเห็นแก่สถานการณ์โดยรวม
“ฉันไม่ยอมรับ! พวกแกต้องเลิกรากันเดี๋ยวนี้ แล้วอย่าเข้ามาทำ ตัวน่ารังเกียจในบ้านของเราอีก! ส่วนแกกล้าดียังไง? อายุปาไปจะ 30 แล้ว ยังตามืดบอดไปคว้าเด็กหนุ่มแบบนี้มาอีกจนได้!”
ตอนนี้แค่เห็นหน้าลู่หนานซาน คุณยายก็รู้สึกหงุดหงิดไปเสีย หมด นั่นเพราะเขาไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน!
น้าสาวตกใจและตะคอกกลับ “แม่ เป็นบ้าอะไรขึ้นมา! ถ้าจะด่าก็ ด่าหนูสิ ไปด่าหนานซานทำไม! หนูแค่อยากพาเขามาพบพ่อแม่และ
ทานอาหารดี ๆ ร่วมกันสักมื้อ ทำไมแม่ถึงต้องคอยขัดขวางหนูไม่ให้ คบกับใครด้วย!”
“ถ้าแกคบกับผู้ชายดี ๆ ฉันจะขัดขวางไปทำไม? แต่แกกลับชอบ ไปคว้าผู้ชายเลว ๆ แบบนี้ บางคนเข้ามาเล่นกับความรู้สึก บางคนก็ แค่อยากได้เงินของแก แกไม่เคยเข็ดหลาบเลยหรือไง?”
“แต่หนานซานไม่ใช่คนแบบนั้น!”
คุณยายตะคอกอย่างเย็นชา “เด็กหนุ่มอายุน้อยเกาะผู้หญิงรวย กินไปวัน ๆ มันจะดีเด่อะไร! แม่ขอถามแกนะ ค่าใช้จ่ายในการ ดำรงชีวิตของเขา ปกติแล้วแกเป็นคนออกเงินใช่ไหม?”
น้าสาวต้องการโต้กลับ แต่เมื่อได้ยินคำถามนี้ เธอกลับไม่รู้ว่าจะ โต้แย้งอย่างไร
สีหน้าของลู่หนานซานน่าเกลียดมาก แต่เขายังแสร้งทำเป็นสงบ และลุกขึ้นพูด
“คุณป้าครับ ไม่สำคัญว่าคุณจะไม่ชอบผม แต่ฟางฟางนั้น บริสุทธิ์ คุณป้าจะด่าผมยังไงก็ได้ แต่ฟางฟางนั้นเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของคุณป้านะครับ ผมจะใช้เวลาพิสูจน์ความจริงใจของผมที่มีต่อฟาง ฟาง ในเมื่อคุณป้าไม่ต้อนรับผม ผมก็จะขอตัวกลับก่อน พวกคุณ ทานข้าวกันต่อเถอะครับ”
ลู่หนานซานใช้กลยุทธ์ถอยกลับเพื่อรุกหน้า เขารู้ดีว่าน้าสาวจะ ไม่ปล่อยให้ตนเองจากไป เมื่อเห็นแฟนหนุ่มใส่ใจสถานการณ์
โดยรวมขนาดนี้ น้าสาวจะต้องไม่สนใจอะไรอีกและขอยืนอยู่ข้างเขา เป็นแน่
ตามดังที่คาด เมื่อน้าสาวได้ยินสิ่งนี้ เธอโกรธมากและตะคอกใส่ คุณยาย
“แล้วมันผิดอะไรถ้าหนูเป็นคนออกเงิน หนูเต็มใจจ่ายเงินให้เขา คนดีแบบหนานซานสมควรได้รับสิ่งดี ๆ ในโลกนี้! แม่คะ ถ้าแม่ หงุดหงิดที่จะเห็นพวกเราอยู่ที่นี่ งั้นพวกเรากลับก็ได้! หนานซาน กลับกันเถอะ!”
ในดวงตาของลู่หนานซานเผยร่องรอยความพึงพอใจ เขา ควบคุมผู้หญิงแก่คนนี้ได้อย่างสมบูรณ์
คุณยายมีลูกสาวคนเล็กในวัยชรา พี่ชายและพี่สาวอายุมากแล้ว ทำให้ทุกคนในครอบครัวเอ็นดูน้าสาวและตามใจเธอเสมอ น้าสาวจึง เอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก หากตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองแล้ว แม้คนอื่นพูด อะไร เธอก็ไม่สน และเป็นพวกดื้อรั้นอย่างมาก
เซียวหมิงเยวี่ยสังเกตเห็นสีหน้าของลู่หนานซานในทันที เธอรู้ว่า คุณยายคงจะจำคำพูดของเจี่ยงลี่เจียวได้ ไม่อย่างนั้นทำไมจู่ ๆ คุณ ยายถึงมาต่อว่าเขากันล่ะ?
ลู่หนานซานรู้ดีว่าคนรักของเขาเป็นคนดื้อรั้น แต่ก็ยังจงใจพูดจา หยอกล้อเพื่อชี้นำให้เธอทะเลาะกับคุณยาย
ยอดเยี่ยมจริง ๆ
เดิมทีก็อยากเก็บเขาไว้จนถึงปีหน้า เพื่อให้เขาทนทุกข์ทรมาน ให้มากที่สุดในวันสิ้นโลก แต่ตอนนี้ จู่ ๆ ก็รู้สึกไม่อยากให้เขามีชีวิต อยู่อีกต่อไป
“คุณยายอย่าโกรธไปเลยค่ะ คนอายุมากไม่ควรอารมณ์เสียมาก เกินไป คุณน้าอุตส่าห์เดินทางยากลำบากมาถึงที่นี่ เราครอบครัว เดียวกันมากินข้าวกันดี ๆ เถอะค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยพูดเบา ๆ เพื่อ ปลอบใจ
คุณยายสับสน “หมิงเยวี่ย…”
เซียวหมิงเยวี่ยตบมือคุณยายเบา ๆ เป็นสัญญาณบอกเธอว่า อย่าวู่วาม เมื่อหญิงชราเห็นดังนั้น เธอทำได้เพียงกลืนคำพูดทั้งหมด ลงไป เธอเกลียดลูกสาวของตัวเองจริง ๆ คนที่อายุมากกว่าเป็น 10 ปี กลับทำตัวไม่เหมาะสมยิ่งกว่าเด็ก
“คุณน้า แฟนคุณน้า นั่งลงกินข้าวด้วยกันก่อนสิคะ” เซียวหมิง เยวี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม
“จริงด้วย หายากมากเลยนะที่ครอบครัวจะมีโอกาสได้กินข้าว ด้วยกัน นั่งลงเร็ว ๆ!”
พ่อเซียวและแม่เซียวต่างช่วยพูดพร้อมเชิญชวนพวกเขาให้ทาน อาหารต่อ
“ทำไมต้องโกรธขนาดนั้นด้วย ฉันคิดว่าหนานซานเป็นคนดีมาก เลย แล้วยังเป็นสุภาพบุรุษด้วย” น้าสาวพึมพำเบา ๆ
เจี่ยงลี่เจียวก้มศีรษะลงขณะรับประทานอาหารโดยไม่พูดอะไรสัก คำ
น้าสาวและลู่หนานซานนั่งลง แต่บรรยากาศบนโต๊ะแย่ลงกว่าเดิม มาก โดยไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมา
ลู่หนานซานเหลือบมองเซียวหมิงเยวี่ยและยิ้มให้เธอด้วยความ ขอบคุณ
เซียวหมิงเยวี่ยจ้องมองเขาเช่นกัน “กินเถอะค่ะ เชิญเลย”