ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 57 กรมเกษตรกรรมน่าทึ่งขนาดนั้นเลยเหรอ?
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 57 กรมเกษตรกรรมน่าทึ่งขนาดนั้นเลยเหรอ?
หลังจากได้ยินสิ่งที่ทั้งสองพูด พ่อเซียวก็วิ่งเข้ามาพร้อมกับพลั่ว และถามอย่างสงสัย
“ใครเหรอ? แล้วศพอยู่ที่ไหน?”
“เป็นชายชราที่อาศัยอยู่คนเดียวในอาคาร 12 ทางการตรวจ พบว่าไม่ได้ซื้ออะไรมาเป็นเวลา 10 วันแล้ว พอเปิดประตูเข้าไป ทุก คนก็เห็นว่าเขากลายเป็นศพแห้งเหมือนมัมมี่! มันน่ากลัวแทบตาย แต่ก็น่าสงสารจริง ๆ…”
แม่เซียวตบหน้าอกด้วยความตกใจ แม้ภาพในกลุ่มจะถูก เข้ารหัส แต่เธอก็ยังหวาดกลัวมาก
เซียวหมิงเยวี่ยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอแอบหัวเราะ ที่นึกว่าตัวเองถูกจับได้ สุดท้ายเธอก็จัดการกับลู่หนานซานอย่างไร้ที่
ติและไม่มีทางที่จะถูกสังเกตเห็น
คุณพ่อเซียวถอนหายใจ “ทั้งหมดเป็นเพราะอุณหภูมิสูง ไม่รู้เลย ว่าเขาตายตั้งแต่ตอนไหน ยิ่งเป็นคนแก่ก็ยิ่งน่าสงสาร”
“หมิงเยวี่ย เป็นอะไรไปลูก ทำไมถึงนิ่งไปแบบนั้น?”
พ่อเซียวสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยดูแปลก ประหลาดเล็กน้อย
หญิงสาวกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง “เปล่าค่ะ หนูแค่รู้สึกกลัวนิด หน่อย คนคนหนึ่งถูกทำให้แห้งจนกลายเป็นมัมมี่เพราะอยู่ในบ้านที่มี อุณหภูมิสูง แค่คิดก็รู้สึกขนลุกแล้วค่ะ”
แม่เซียวรีบพูดห้าม “หยุดเลย หยุดพูดเถอะ อีกอย่างตอน กลางคืนแม่ชอบฝันร้ายด้วย! น่ากลัวจะตาย แม่ไปดีกว่า พรุ่งนี้ค่อย มาขุดใหม่”
พูดจบ แม่เซียวก็ทำท่าจะจากไป แต่เธอไม่กล้าเดินไปคนเดียว จึงเข้ามาจับแขนพ่อเซียวและพูดว่า
“ที่รัก พาฉันเข้าบ้านหน่อยสิ”
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะเบา ๆ “แม่โอเวอร์ไปแล้วค่ะ กำแพงบ้านเรา ห่างจากบ้านแค่ 2 ก้าวเองมั้ง”
“ก็แม่กลัวนี่นา” แม่เซียวพึมพำ
…
วันรุ่งขึ้น แม่เซียวไปแผนกการจัดการอสังหาริมทรัพย์เพื่อ ประชุมในตอนเช้า ขณะที่พ่อเซียวและเซียวหมิงเยวี่ยก็มาเข้าร่วม การประชุมเช่นกัน
“เมื่อคืนมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในชุมชนของเรา ผมเชื่อว่าทุก คนรู้อยู่แล้วว่าตำรวจและรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ใน ฐานะเจ้าหน้าที่แผนกจัดการอสังหาริมทรัพย์ เราต้องแสดงความ
รับผิดชอบด้วย ที่จริงไม่ใช่แค่ชุมชนของเราเท่านั้น แต่ที่อื่น ๆ ก็มี เหตุการณ์ที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่
อาศัยอยู่ตามลำพัง เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง…”
ผู้จัดการจางนั่งอยู่ที่ตำแหน่งหลักและพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ดังนั้น เราจึงต้องแสดงความเอาใจใส่! แต่ละคนรับผิดชอบ อาคารสองแห่ง โดยเน้นไปที่ผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว หากพบ สถานการณ์ที่ผิดปกติ โปรดแจ้งให้ทราบทันที หากจำเป็นก็ให้ไป ด้วยตัวเองดูว่าคนคนนั้นยังอยู่ดีหรือไม่”
เมื่อผู้จัดการจางพูดจบ ผู้คนในที่ประชุมก็หันไปพูดคุยกันเซ็งแซ่
“จำเป็นต้องไปบ้านคนอื่นด้วยเหรอ? เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว อากาศร้อนขนาดนี้ ยังจะมาใช้งานพนักงานอีก!”
“ฉันแสดงความเอาใจใส่ให้คนอื่นได้ แต่ใครจะใส่ใจฉันบ้าง ตำแหน่งงานธรรมดา ต้องทำงานหนักขนาดนั้นด้วยเหรอ…”
ผู้จัดการจางเคาะโต๊ะและพูดว่า “พูดไร้สาระอะไรกัน นี่มันเป็น งานที่รัฐบาลมอบหมายมา ถ้าพวกคุณไม่อยากทำ ก็มีคนอีกเยอะแยะ ที่อยากทำ!”
ทุกคนพลันเงียบเสียงลง
จากนั้นเสียงหญิงสาวคนหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างเย็นชา
“ฉันไม่ไปหรอกนะ งานนี้ต้องใช้ความรับผิดชอบสูง ฉันว่า มอบหมายให้พี่เจี่ยงไปเถอะ ให้พี่เจี่ยงรับผิดชอบคนเฒ่าคนแก่ที่
อาศัยอยู่คนเดียวในชุมชนฮว๋าฮั่นทั้งหมด พี่เจี่ยงเป็นคนมีจิตสำนึก รับผิดชอบมาก ทุกคนต่างก็รู้เรื่องนั้นดี ถ้าช่วยชีวิตคนได้ครั้งหนึ่ง ก็ ต้องอยากช่วยชีวิตคนมากขึ้นไปอีก พวกเราอย่าไปแย่งผลงานของ พี่เจี่ยงเลย บางทีพี่เจี่ยงอาจอยากรับผิดชอบงานนี้ก็ได้ ทุกคนว่าจริง ไหม?”
คนที่พูดไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเตียวหรงหรง ลุงของเธอเป็น ตำรวจ และได้ใช้เส้นสายให้เธอมาทำงานในแผนกจัดการ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเธอเข้ามาทำงานในแผนกก่อนแม่เซียวครึ่งเดือน
เนื่องจากเหตุการณ์ช่วยเหลือเหมิงเหมิงครั้งก่อน แม่เซียวจึง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นพนักงานประจำโดยไม่ต้องผ่านการ ทดลองงาน ทำให้หลายคนไม่พอใจ
เตียวหรงหรงเห็นว่าแม่เซียวเข้ามาทำงานทีหลัง แต่กลับได้รับ การเลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานประจำก่อนเธอ ขณะที่เธอเองยังเป็น แค่พนักงานฝึกหัด ยิ่งเมื่อเธอรู้ว่าแม่เซียวเข้ามาทำงานได้อย่างไร เธอยิ่งไม่ชอบหน้าแม่เซียวมากขึ้นกว่าเดิม
“พี่เจี่ยงนี่เก่งไปหมดทุกอย่างเลย ซ่อมแผงโซลาร์เซลล์ได้ แถม ยังซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ด้วย ช่างเหมาะกับงานเดิมของเธอ จริง ๆ ใครก็อย่ามาแย่งงานพี่เจี่ยงเลยนะ”
เตียวหรงหรงพูดจาแดกดันขณะมองดูเล็บตัวเอง คำพูดของเธอ นั้นใจร้ายมาก แต่ไม่มีใครกล้าโต้เถียง เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าเธอมี เส้นสายที่แข็งแกร่ง
แม่เซียวจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “ตอนแรกฉันยังไม่เชื่อ แต่ดูเหมือนว่าคนอื่นจะพูดถูกจริง ๆ คุณอิจฉาที่ฉันได้รับการเลื่อน ตำแหน่งเป็นพนักงานประจำโดยไม่ผ่านช่วงทดลองงาน แต่ว่าคุณ เตียวหรงหรง คุณเองก็มีรถเหมือนกัน ตอนที่ผู้จัดการถามทุกคนว่า ใครมีรถและสามารถพาเหมิงเหมิงไปโรงพยาบาลได้ ผู้จัดการถาม คุณก่อนเป็นคนแรก แต่คุณกลัวคนอื่นจะทำรถคันโปรดของคุณ สกปรก จึงหาข้ออ้างไม่ไปส่งเธอ สุดท้ายฉันจึงต้องไปเอง”
“ดังนั้น ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าคุณไม่พอใจอะไร ไม่อยากออกแรง แต่อยากได้ผลประโยชน์ ในโลกมีของแบบนั้นอยู่ด้วยเหรอคะ?”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนกลั้นหายใจด้วยความตกใจ ขณะจ้อง มองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเงียบงัน นี่เป็นครั้งแรกที่คนกล้าต่อต้าน เตียวหรงหรง
เตียวหรงหรงอาศัยเส้นสายของลุงที่เป็นตำรวจเพื่อเข้ามาทำงาน ในแผนก และมักมองคนอื่นด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม แม้หลาย คนจะโกรธ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
แต่แม่เซียวไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เธออายุมากและมีประสบการณ์ ชีวิต จะให้กลัวคนที่อยู่เบื้องหลังได้ยังไง?
“เหลวไหล! ใครบอกว่าฉันอิจฉาคุณ ใครพูด!”
เตียวหรงหรงตบโต๊ะและมองไปรอบ ๆ ห้องประชุม หลายคนไม่ กล้าสบตาเธอและก้มหน้าลง มีเพียงแม่เซียวที่จ้องมองเธอโดยไม่ หลบสายตา
“ลุงของฉันทำงานที่กรมตำรวจ สามีของฉันก็เป็นข้าราชการ ชั้นสูงของรัฐบาล ลูกชายของฉันกำลังจะเข้าทำงานที่กรม เกษตรกรรม ซึ่งเป็นระบบภายในเหมือนกัน และมีอนาคตที่สดใส! ส่วนลูกสาวคุณเป็นเพียงช่างซ่อมแผงไฟฟ้า ทำไมฉันต้องอิจฉาคน ธรรมดาอย่างคุณด้วย?”
สายตาของเตียวหรงหรงเชือดเฉือนเหมือนคมมีด ราวกับเธอ ต้องการสับแม่เซียวเป็นชิ้น ๆ
แม่เซียวยกยิ้มมุมปากและตอบกลับเสียงเย็นชา “คนธรรมดา? เราทุกคนเป็นคนธรรมดา คุณภรรยาข้าราชการชั้นสูง ในเมื่อคุณดู ถูกพวกเราคนธรรมดาขนาดนี้ ทำไมคุณถึงต้องมาทำงานที่ฝ่าย จัดการอสังหาริมทรัพย์ด้วย? ให้ลุงของคุณช่วยคุณเข้าทำงานกับ หน่วยงานรัฐบาลสิ ทำไม เขาไม่อยากช่วยคุณเหรอ?”
“นอกจากนี้ ลูกสาวของฉันเป็นคนเก่งและมีวิสัยทัศน์ เธอเก่ง กว่าลูกชายของคุณหลายร้อยหลายพันเท่า คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดถึง ลูกสาวของฉันแบบนั้น?”
การที่ครอบครัวตระกูลเซียวใช้ชีวิตสุขสบายในทุกวันนี้ ทั้งหมด เป็นเพราะเซียวหมิงเยวี่ย แม่เซียวจึงไม่ยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายลูก สาวเธอเด็ดขาด
บรรยากาศในสำนักงานตึงเครียดอย่างมาก ราวกับว่าการต่อสู้ สามารถปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
หลายคนรู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของแม่เซียว โลกนี้ยังมีคน ธรรมดาอีกมาก ทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดา การโดนดูถูกเหยียด หยามแบบนี้ ไม่ว่าใครก็รู้สึกไม่สบายใจ
เตียวหรงหรงตอบกลับด้วยความดูถูก “ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยเห็นลูก สาวของคุณมาก่อน เธอเป็นเพียงคนว่างงานเท่านั้น แล้วกล้ามา เปรียบเทียบกับลูกชายฉันได้ยังไง?”
สีหน้าแม่เซียวเย็นเยือกเหมือนน ้าแข็ง ก่อนลุกขึ้นพูด
“ลูกสาวของฉันเป็นคนเก่งที่สุด คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถ้ากล้าพูด ถึงลูกสาวฉันอีก ฉันจะตบให้ปากฉีกเลยคอยดู!”
เตียวหรงหรงเพียงเหลือบตามองและตอบกลับ “พูดความจริงแล้ว ยังโกรธขนาดนี้ น่าสมเพชจริง ๆ จะบอกให้เอาบุญนะ ฉันไม่ต้อง ทำงานก็สามารถอยู่อย่างสุขสบาย แต่ถ้าพวกคุณไม่ทำงานก็คงอด อยากจนตาย นี่แหละความแตกต่างระหว่างพวกเรา! ตอนนี้ฉันเลิก งานแล้ว ผู้จัดการจาง อย่าลืมว่าฉันขอลาบ่ายนี้นะคะ”
เตียวหรงหรงหยิบกระเป๋าชาแนลขึ้นมาและกระแทกส้นสูงเดิน ออกไป เธอไม่ลืมที่จะจ้องแม่เซียวขณะเดินผ่าน
“นี่… คุณ!”
ก่อนที่ผู้จัดการจางจะพูดจบ เตียวหรงหรงก็กระแทกประตูปิด เสียงดัง
“ทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้ หยิ่งยโสอะไรขนาดนั้น? ทำงานในระบบ ภายในมีดีอะไรนักหนา?”
“เฮ้อ คนพวกนี้มักหยิ่งยโสเสมอ!”
“ระบบภายในมีสวัสดิการที่ดีนะ ได้ยินว่าทุกเดือนมีผักผลไม้ที่
รัฐบาลจัดหาให้ ไม่เหมือนพวกเราประชาชนทั่วไป ทำได้แค่ซื้อข้าว ราคาพิเศษเพื่อเติมเต็มท้อง กินมันฝรั่งหรือมันเทศได้ก็ถือว่าหรูหรา แล้ว”
คนในสำนักงานเริ่มคุยกันอีกครั้ง มีทั้งคนที่ไม่ชอบเตียวหรงหรง และคนที่อิจฉาเธอ
หลี่เหวินจิ้งใช้ศอกสะกิดแม่เซียวและถามว่า “พี่เจี่ยง ไม่เป็นอะไร ใช่ไหม? อย่าไปใส่ใจคนแบบนั้นเลย คุณพูดได้ดีมากเลยค่ะ”
“ใช่แล้วพี่เจี่ยง ฉันว่าฐานะครอบครัวของพี่ก็ไม่เลวนะ ไม่ได้แย่ ไปกว่าเตียวหรงหรงเลย”
บางคนเข้ามาปลอบแม่เซียว แต่แม่เซียวไม่ได้รู้สึกแย่อย่างที่คน อื่นคิด เพราะท้ายที่สุดเธอก็โต้กลับแล้ว เธอแค่โกรธที่เตียวหรงหรงก ล่าวหาว่าลูกสาวของเธอไม่ดี ทำงานในกรมเกษตรกรรมแล้วยังไง มันน่าทึ่งขนาดนั้นเลยเหรอ?
ผู้จัดการจางเคาะโต๊ะ “เงียบ ๆ หน่อย อย่าไปสนใจเธอเลย เรามา ประชุมกันต่อเถอะ งานนี้ไม่ได้ให้ทำงานโดยเปล่าประโยชน์ แต่มี สวัสดิการให้ ทุกเดือนทุกคนสามารถรับกล่องโจ๊กแปดทรัพย์และ ขนมปังหนึ่งกล่อง เราควรต้องรับผิดชอบงานที่รัฐบาลมอบหมายให้ดี นะ…”