ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 63 ครอบครัวลุงมาเยี่ยม คุณย่ามาขอขมา
ระหว่างทานอาหารเย็น พ่อและแม่เซียวคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อตอนกลางวัน แม่เซียวดีใจมากเมื่อรู้ว่าพ่อเซียวผ่านการ สัมภาษณ์ แต่เมื่อได้ยินว่าพวกเขาได้พบกับลุงใหญ่และลูกชาย สี หน้าของเธอพลันเคร่งขรึมทันที
แค่ได้ยินเรื่องก็รู้สึกแย่ไปทั้งตัว
“ฉันไม่เคยเห็นใครไร้ยางอายไปมากกว่าพวกเขาอีกแล้ว! คุณ ลองคิดดูสิว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคุณช่วยสนับสนุนครอบครัว พี่ชายของคุณไปเท่าไหร่ เรียกได้ว่าคุณเลี้ยงดูพวกเขาทั้งครอบครัว ก็ไม่ผิด! เซียวอวี่และเซียวฮ่วนฮ่วน สองพี่น้องคู่นั้น ไม่ว่าเทศกาล ไหน ๆ ก็มาขอซองแดงจากอารอง ถ้าต ่ากว่า 2,000 หยวนก็จะไม่ พอใจ
พวกเขาเคยให้เงินหมิงเยวี่ยสักครั้งไหม แม้แต่เงินอั่งเปาวัน ตรุษจีนก็ไม่เคยเห็นเลย! สุดท้ายแล้วมันกลับกลายเป็นความผิดของ บ้านเรา แล้วเขายังมาเกลียดเราด้วยเหรอ? เอาเปรียบจนพอใจแล้วก็ ตัดขาดไม่รู้จักบุญคุณ กินข้าวเสร็จแล้วก็โยนชามทิ้ง พวกคนไร้ ยางอาย!”
คุณยายรีบยื่นขาไก่ให้แม่เซียวเพื่อปลอบโยน
“อย่าโมโหไปเลยนะ กินน่องไก่แล้วสงบสติอารมณ์หน่อยดีกว่า”
แม่เซียวกัดน่องไก่คำใหญ่ “แล้วคุณย่าของหมิงเยวี่ยนี่นะ ใจของ เธอเอนเอียงอยู่ที่ลูกชายคนโตอย่างเดียว! ทำไมล่ะ เพราะพี่เขาเป็น ลูกชายเธอเหรอ แล้วคุณไม่ใช่หรือยังไง? แล้วทำไมถึงเอาแต่ตำหนิ คุณอยู่คนเดียว ต่อให้กตัญญูแค่ไหนก็ทนแม่นิสัยแบบนี้ไม่ได้หรอก นะ
แม่ไม่เมตตา ลูกก็ไม่กตัญญู น่าสงสารสามีของฉันที่ต้องทน ทุกข์ทรมานมาหลายปี ทำไมถึงไม่ได้เจอแม่ที่ดีเลย ตอนนี้ฉันสงสัย จริง ๆ ว่าคุณเป็นลูกทางสายเลือดของเธอแน่หรือเปล่า ที่รัก คุณ ไม่ใช่ลูกบุญธรรมของเธอใช่ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดเบา ๆ “ต้องเป็นแม่ลูกทางสายเลือดอยู่แล้วค่ะ พ่อกับลุงหน้าตาคล้ายกันมาก พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบลำเอียงมีมานาน ตั้งแต่ในอดีต พ่อแค่โชคร้ายเกินไปหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร ตัดญาติ แบบนี้ทิ้งไปก็ไม่น่าเสียดาย มีพวกเราที่เป็นครอบครัวเดียวกันก็พอ”
พ่อเซียวกล่าว “อย่าพูดถึงอดีตดีกว่า ขอแค่ครอบครัวเราใช้ชีวิต ให้ดีก็พอ อย่างที่หมิงเยวี่ยพูด พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”
ในเวลานี้คุณตาตักน่องไก่ใส่ในชามข้าวของพ่อเซียว
“กิน กินเยอะ ๆ จะได้ตัวสูง ๆ”
ทั้งครอบครัวตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะระเบิดหัวเราะเสียงดัง บรรยากาศที่มีความสุขทำให้พ่อเซียวสะเทือนใจจนอยากจะร้องไห้ เขาอยากจะทะนุถนอมทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาให้ดี
…
“บ้านอารองอยู่ตรงไหน มืดขนาดนี้ ฉันมองอะไรไม่ค่อยเห็นเลย” ผู้พูดก็คือเซียวฮ่วนฮ่วน
กลุ่มคนทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่บนทางเดินของชุมชนฮว๋าฮั่นและ มองไปรอบบริเวณ พวกเขาก็คือครอบครัวลุงใหญ่
เซียวอวี่เดินนำหน้ากลุ่มพร้อมกับถือไฟฉาย
“แม่คิดว่าบ้านของอารองไม่ขาดแคลนไฟฟ้า มาช่วยกันดูเถอะ ว่าบ้านหลังไหนเปิดไฟบ้าง”
ป้าสะใภ้สอดสายตาไปรอบ ๆ ทว่าเธอเห็นเพียงความมืดมิด
“ไม่เห็นมีหลังไหนเปิดไฟเลย ครอบครัวน้องเฮงซวยของคุณอยู่ ตรงไหนกันแน่ แล้วทำไมถึงรีบเรียกพวกเรามาที่นี่ ในเมื่อยังไม่รู้แน่ ชัดว่าบ้านของมันอยู่ตรงไหน?”
แต่ความจริงพวกเขาไม่รู้ว่าคนที่บ้านมีไฟฟ้าใช้จะระมัดระวังมาก คนเหล่านั้นจะมัดผ้าม่านให้แน่นในตอนกลางคืนและคลุมด้วยผ้า หนา ๆ อีกหลายชั้น เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจ
โดยเฉพาะบ้านของเซียวหมิงเยวี่ย ผ้าม่านทั้งหมดทำขึ้นเป็น พิเศษ และไม่มีทางเลยที่แสงไฟจะเล็ดลอดออกไปข้างนอก
ลุงใหญ่หมดความอดทน
“จะพูดมากอะไรนักหนา ดีแค่ไหนแล้วที่เรารู้ว่าพวกมันอาศัยอยู่ ในชุมชนไหน! ถ้าเก่งนักก็ไปหาพวกมันเองซะสิ”
ป้าสะใภ้ปิดปากแน่น ไม่กล้าเถียงสิ่งใด ก่อนหันไปมองหญิงชรา เงอะงะที่ตามมาข้างหลังแล้วตะคอกใส่เธอ
“แม่ เดินให้มันเร็ว ๆ หน่อยสิ เดินช้าแบบนี้แล้วจะได้กินข้าว เมื่อไหร่ จำสิ่งที่ฉันบอกไว้ได้ไหม ถึงบ้านน้องรองแล้วต้องทำยังไง?”
ใบหน้าของคุณย่าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น เธอเงยหน้าขึ้นและ พูดอย่างประจบประแจง
“จำได้จำได้ แม่ต้องขอร้องให้พวกเขาเลี้ยงดูเรา และขอเงินคืน จากเขา 3.2 ล้านหยวน”
ป้าสะใภ้ยังไม่ค่อยพอใจนัก เธอพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“จำใส่สมองไว้ แล้วอย่าทำตัวโง่เหมือนคราวก่อน คำพูดสิ้นคิด พวกนั้นทำให้น้องรองโกรธจนสูญเสียเงินเลี้ยงดู 1,500 หยวนต่อ เดือนไป แม่ต้องรู้จักประจบสอพลอพวกเขา น้องรองเป็นคนใจเย็น และอ่อนโยน พยายามเกลี้ยกล่อมเขาและหลอกเอาเงินมาให้พวก เรา”
“แม่รู้ แม่จะไม่ทำผิดอีกแล้ว จะไม่ทำเรื่องโง่เขลาอีกแล้ว”
“คุณย่าจะต้องทำตัวน่าสงสารด้วยนะคะ ทางที่ดีควรบีบน ้าตา อา รองเขาจะได้ใจอ่อน” เซียวฮ่วนฮ่วนพูดเบา ๆ
หญิงชราพยักหน้ารับ แต่จู่ ๆ เธอก็นึกบางอย่างขึ้นได้และหันไป ทางลุงใหญ่
“ลูกจ๋า ถ้าไอ้สารเลวนั่นไม่สงสารแม่ล่ะ? ตอนนั้นเราได้ตัด ความสัมพันธ์กันแล้ว ถ้าเขาปฏิเสธและไล่แม่ออกไป รวมถึงไม่ให้เงิน แม่ด้วย ถ้าแบบนั้นแม่ยังกลับบ้านไปกับลูกได้ไหม?”
ลุงใหญ่จ้องมองเธออย่างดุเดือด “แม่เฒ่า ถ้าไม่ใช่เพราะแม่พูด โพล่งเรื่องตัดความสัมพันธ์ และเสียสติพูดจาไร้สาระ น้องรองจะใจ ร้ายกับแม่แบบนี้หรือไง! ต่อให้วันนี้ต้องคุกเข่าและหมอบกราบ แม่ก็ ต้องขอความเมตตาพวกมันให้ได้ ถ้าวันนี้มันยังไม่ยกโทษ แม่ก็ต้อง คุกเข่าหน้าประตูไปทุกวัน! ผมไม่เชื่อหรอกว่าไอ้เลวนั่นจะใจแข็งได้ ตลอด พอมันใจอ่อนเมื่อไหร่ แม่ค่อยเอาเงินมาให้ผม!”
“แม่เข้าใจแล้ว”
ท่าทีคุณย่าคล้ายกับคนทำผิด น ้าตาขุ่น ๆ ปริ่มที่หางตา ขณะที่
เธอหดตัวเหมือนลูกบอล
ป้าสะใภ้และพี่น้องเซียวอวี่เพียงมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับ พวกเขาคุ้นเคยกับการเห็นคุณย่าถูกดุด่า และไม่มีใครต้องการเข้า ไปช่วยเธอเลย
เซียวอวี่พูดเบา ๆ “นี่ควรเป็นบริเวณที่ตั้งวิลลา ดูสิว่าบ้านพวกนี้
หลังใหญ่แค่ไหน เราลองเคาะประตูทีละบ้านดีไหม?”
ลุงใหญ่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งและตอบว่า “ทำเลย!”
เซียวอวี่หันไปหาคุณย่าแล้วออกคำสั่ง
“ยายไปเคาะสิ”
หลายคนซ่อนตัวอยู่ที่มุมอับ และทิ้งให้คุณย่าเคาะประตูบ้านตาม ลำพัง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก~
“มีใครอยู่ไหมคะ?” เสียงหญิงชราดังชัดเจนเป็นพิเศษใน กลางดึกที่เงียบสงัด
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งเปิดประตูและแผดเสียงก่นด่า “แกเป็นใคร? ไป ๆ ๆ! ไอ้พวกขอทานตัวเหม็น ฉันไม่มีอะไรให้แกกินหรอกนะ ออกไปจากบ้านฉันซะ!”
คุณย่าค่อย ๆ พูด “ฉันมาที่นี่เพื่อตามหาคนรู้จัก คุณเคยได้ยิน ชื่อของเซียวเฉียงเซิ่งบ้างไหม เขาเป็นลูกชายของฉันเอง”
“ใครจะไปรู้จักลูกของแก ฉันบอกให้ออกไปไง ฟังภาษาคนไม่ เข้าใจหรือไง?”
ชายร่างใหญ่คนนั้นปิดประตูกระแทกเสียงดัง
คุณย่าหันไปมองมุมหนึ่งที่ครอบครัวซ่อนตัวอยู่ ขณะไม่รู้ว่าควร ทำอย่างไรต่อไป
เซียวอวี่พูดด้วยความหงุดหงิด
“มัวชักช้าอะไรอยู่? รีบไปเคาะประตูบ้านหลังถัดไปสิ”
…
หลังอาหารเย็น ครอบครัวทั้งห้าคนนั่งดูโทรทัศน์อยู่ใน ห้องนั่งเล่น เซียวหมิงเยวี่ยฟังพ่อกับแม่พูดคุยพลางตรวจสอบ กระดานข้อความวีแชตของเธอเพื่อดูว่ามีข่าวสารใหม่หรือไม่
เสียงเคาะประตูบ้านพลันดึงดูดความสนใจของทั้งครอบครัว
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ใครกัน?” คุณยายระวังตัวมาก และไม่กล้า เปิดประตูให้ใครง่าย ๆ
แม่เซียวพูด “อย่าไปสนใจเลยค่ะ เดี๋ยวสักพักคงหยุดเคาะเอง”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ทว่าเสียงเคาะประตูยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่ามันจะไม่หยุด จนกว่าประตูจะเปิด
พ่อเซียวลุกขึ้นยืน “เดี๋ยวผมไปดูเอง”
“หนูไปด้วย”
เซียวหมิงเยวี่ยเป็นห่วงและเดินตามออกไป หากจำเป็น เธอ สามารถเปิดกลไกลวดหนามที่ประตู ทำให้เธอไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะ เป็นใคร
พ่อเซียวที่ระมัดระวังตัวไม่ได้เปิดประตูทันที เขาเพียงมองผ่าน ช่องตาแมวที่ประตูเหล็กบานใหญ่ เมื่อมองออกไป เขาเห็นว่าเป็น หญิงชราร่างเล็กยืนอยู่หน้าประตู
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงชรา พ่อเซียวก็ลดความระมัดระวังลง เล็กน้อย
เสื้อผ้าของหญิงชราสกปรกมอมแมม และมีกลิ่นเหม็นโชย ออกมา
“คุณยาย มาที่นี่เพื่อขออาหารเหรอครับ? ที่บ้านเราไม่มีอาหาร หรอก คุณควรไปขอบ้านอื่นดีกว่า”
พ่อเซียวปฏิเสธเธออย่างสุภาพ ทุกวันนี้ถึงมีอาหารเก็บไว้ในบ้าน แต่ใครจะกล้าแสดงน ้าใจแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าโดนหลอกจะทำยังไง? ลูกสาวเองก็ย ้าหลายครั้งว่าให้ระมัดระวังตัว
เดิมทีคุณย่าก้มหน้าลง เธอเคาะบ้านหลายหลัง และโดนด่ามาไม่ น้อย ตอนแรกเธอเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอรู้สึก เหมือนกำลังอยู่ในความฝัน
“ลูกคนรอง นั่นแกเหรอ? นี่แม่เองนะ!”
เสียงคุณย่าสั่นเครือ ในที่สุดก็มีแสงสว่างในดวงตาที่ขุ่นมัวของ เธอ
พ่อเซียวประหลาดใจ “แม่เหรอ? ทำไมแม่ถึงมาอยู่ที่นี่?”
คุณย่าร้องไห้เสียใจอย่างหนัก “ลูกรัก เป็นแม่เองที่ทำผิดต่อลูก แม่สำนึกผิดแล้ว ลูกเมตตาแม่ด้วยเถอะ ลูกเป็นลูกชายคนเก่งของแม่ เสมอ แม่ภูมิใจในตัวลูกนะ แม่รักลูกอย่างสุดหัวใจ….”