ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 64 แขกมาเยือนถึงหน้าประตู คงเป็นเรื่องแปลกถ้าไม่ จัดการ
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 64 แขกมาเยือนถึงหน้าประตู คงเป็นเรื่องแปลกถ้าไม่ จัดการ
พ่อเซียวตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ เขาตระหนักได้ว่ามี บางอย่างผิดปกติกำลังเกิดขึ้น
เขาเพิ่งพบพี่ใหญ่และเซียวอวี่ในตอนกลางวัน เวลานี้แม่ของเขา ก็มาเคาะประตูบ้านกลางดึก เธอรู้ที่อยู่ของเขาได้อย่างไร?
เซียวหมิงเยวี่ยกำลังงุนงงเช่นกัน
ลุงใหญ่และเซียวอวี่ใช้วิธีการใดเพื่อให้ได้ที่อยู่ของพวกเขามา กัน?
“พ่อ หนูเดาว่าลุงและคนอื่น ๆ คงอยู่ที่นี่ด้วย บางทีพวกเขาอาจ กำลังแอบดูอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่อย่างนั้นคุณย่าจะหาบ้านของเราเจอ ได้ยังไง” เซียวหมิงเยวี่ยวิเคราะห์
จู่ ๆ คุณย่าก็เงยหน้าขึ้น “นั่นหมิงเยวี่ยพูดใช่ไหม? หมิงเยวี่ย หลานรักของย่า หนูช่วยเปิดประตูให้ย่าหน่อย ย่าคิดถึงหลานมาก เลยนะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ต้องการทำแบบนั้น มันเป็นเพียงการบีบน ้าตา ของปีศาจ เมื่อไหร่ที่เธอเปิดประตู ครอบครัวลุงใหญ่จะต้องรีบออก จากที่ซ่อนแน่นอน เธอไม่ได้โง่ถึงขนาดนั้น
ชาติที่แล้วตอนที่ครอบครัวลุงมาซื้ออาหาร พวกเขาก็ใช้กล อุบายเดียวกันนี้ในการหลอกล่อ
“คุณย่า ลืมไปแล้วเหรอคะว่าเราตัดความสัมพันธ์กันแล้ว? ไหน ว่าลูกชายคนโตและลูกสะใภ้มีความกตัญญูมากที่สุด พวกเขาไม่มี ทางละเลยที่จะเลี้ยงดูคุณในวัยชรา แล้วลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ไปไหนซะ ล่ะ
พวกเขาดูแลคุณไม่ดีเหรอคะ? คุณถึงต้องมาลงเอยอยู่ในสภาพ นี้ ครอบครัวเราช่วยอะไรคุณไม่ได้ กลับไปหาลูกชายคนโตของคุณ เถอะค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยพูดอย่างเย็นชา
พ่อเซียวอ้าปากคิดกล่าวคำ แต่ในที่สุดก็กลืนทุกอย่างลงคอ เขา รู้สึกผิดหวังกับแม่ของตัวเองอย่างสุดซึ้ง และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะ พูดไปมากกว่านี้
เสียงร้องไห้ของคุณย่าชะงักไปทันที เธอไม่รู้ว่าควรต้องพูดอะไร อยู่ครู่หนึ่ง
ลุงใหญ่และเซียวอวี่ที่ซ่อนตัวในความมืดขยิบตาให้พร้อมขยับ ปากแบบไม่มีเสียง
“คุกเข่าลง!”
คุณย่าคุกเข่าลงพื้นพร้อมตบประตูด้วยมือทั้งสองข้าง เธอร ่าไห้ เสียงดัง
“ลูกเอ๋ย ไม่สนใจไยดีแม่เลยสินะ คงอยากเห็นแม่ตายอยู่ตรงนี้ใช่ ไหม! ลูกไม่รู้หรอกว่าแม่ต้องผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมาบ้าง ถ้าลูกไม่ ช่วยเหลือแม่ แม่ก็ขอตายอยู่หน้าบ้านของลูกนี่แหละ! เปิดประตูเถอะ ลูกรักของแม่เปิดประตูให้หน่อยเถอะ ลูกไม่กตัญญูต่อแม่แล้วเหรอ…”
คุณย่าร้องไห้ด้วยอารมณ์ที่อัดอั้นอย่างแท้จริง และดูน่าสงสาร มาก
เพราะช่วงเวลานี้เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ซึ่งแตกต่างไปจาก เมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง ในอดีตคุณย่าได้รับการสนับสนุนจากทุกคนและ สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่บ้าน นอกจากนี้เธอยังบังคับให้พ่อ เซียวส่งเงินมาให้เป็นครั้งคราว
หลังจากที่พ่อเซียวหยุดส่งเงินให้เธอ คุณย่าก็กลายเป็นของไร้ ประโยชน์สำหรับครอบครัวลุงใหญ่ ทัศนคติของลุงใหญ่ที่มีต่อเธอ เปลี่ยนไปมาก แม้แต่หลาน ๆ ก็ดุด่าเธอไม่เว้นวัน สถานะความเป็น คุณย่าตกต ่าลงอย่างเห็นได้ชัด และต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส
ส่วนพ่อเซียวนั้นหน้าดำคร ่าเครียด จนถึงตอนนี้เธอก็ยังข่มขู่เขา อยู่ ดูเหมือนว่าท่าทีเสียใจเหล่านี้จะเป็นเรื่องหลอกลวง และเธอยัง อยากได้ผลประโยชน์จากเขา
“นั่นมันก็เรื่องของคุณ”
สิ้นเสียงกล่าว พ่อเซียวพาเซียวหมิงเยวี่ยกลับไปที่ห้องนั่งเล่น จากนั้นเขาก็ปิดประตูห้องนั่งเล่น ทำให้ไม่สามารถได้ยินเสียงร้องไห้ ของผู้เป็นแม่อีก
ฉนวนกันเสียงของวิลลาตระกูลเซียวสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ หาก ประตูที่สองในห้องนั่งเล่นปิดอยู่ ไม่ว่าเสียงที่ประตูจะดังสักแค่ไหน แต่ ก็ไม่มีทางรบกวนคนที่อยู่ข้างในบ้าน
เมื่อดูจากสารรูปแล้ว เธอคงต้องทนทุกข์ทรมานมากมายอยู่ใน บ้านพี่ใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา
พ่อเซียวหัวเราะเยาะตัวเอง แม่ไม่ได้ต้องการความสงสารจากเขา หรอก พี่ใหญ่คือลูกชายที่เธอรักและหวงแหนมากที่สุด ต่อให้เธอต้อง ตรากตรำลำบากทำงานหามรุ่งหามค ่าทุกวัน มันก็ไม่ใช่กงการอะไร ของเขาที่ต้องรู้สึกสงสาร
“ใครอยู่ข้างนอกเหรอ? ทำไมคุณถึงปิดประตูห้องนั่งเล่นล่ะ ผัก ในสวนเราต้องการเครื่องปรับอากาศด้วย ไม่เช่นนั้นผักจะเหี่ยวเฉา จากความร้อนวันพรุ่งนี้ได้นะ” แม่เซียวกำลังใช้แผ่นมาสก์แปะบน ใบหน้า
ใบหน้าของคุณพ่อเซียวน่าเกลียดมาก เขายืนนิ่งเงียบเป็น เวลานาน
แม่เซียวจึงยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม “หมิงเยวี่ย พ่อของลูกเป็นอะไร ไป?”
เซียวหมิงเยวี่ยยักไหล่ “คุณย่ากำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตู ลุงใหญ่ และครอบครัวของเขาคงจะอยู่ที่นี่ด้วย พ่อก็เลยโกรธที่เห็นแบบนั้นน่ะ ค่ะ”
“อะไรนะ?! พะ… พวกเขาหาบ้านของเราเจอได้ยังไง?”
แม่เซียวลุกพรวดขึ้นกะทันหัน ทำให้แผ่นมาสก์บนใบหน้าร่วง หล่นบนพื้น
พ่อเซียวขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ “ใครจะไปรู้ล่ะ ขึ้นไปนอน กันเถอะ ปล่อยเธอไว้แบบนั้นแหละ เราไม่ต้องสนใจ เดี๋ยวเธอก็ไป เอง”
เซียวหมิงเยวี่ยล้มตัวลงบนโซฟา มือปอกเปลือกส้มแล้วโยนส้ม ชิ้นหนึ่งเข้าปาก ก่อนจะพูดเป็นนัยว่า
“หนูว่ามันคงไม่ง่ายดายขนาดนั้นน่ะสิคะ ถ้าวันนี้พวกเขาไม่หลั่ง เลือด ก็คงไม่มีทางจากไป”
“ลูกหมายความว่ายังไง?” แม่เซียวสับสนเล็กน้อย
“สิ่งที่หนูหมายถึงก็คือ ต้องจัดการกับพวกเขาเหมือนกับพวก คนร้าย เราต้องใช้วิธีเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่หยุดมาที่บ้าน ของเรา สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะจัดการกับพวกเขายังไง”
พ่อและแม่เซียวหันมองหน้ากัน พวกเขาคิดว่าสิ่งที่ลูกสาวพูดนั้น สมเหตุสมผล
“ที่รัก คุณเคยเป็นลูกที่กตัญญูรู้คุณมาก ตอนนี้คุณไม่ใจอ่อน บ้างเหรอ?” แม่เซียวพูดอย่างกังวล
พ่อเซียวส่ายหัวปฏิเสธ “ผมจะฟังคุณและลูกสาวของเรา”
แม่เซียวพลันโล่งใจ เพราะเธอกลัวว่าสามีตนจะใจอ่อนอีกครั้ง เพราะถึงยังไงมันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วบ่อยครั้ง
เซียวหมิงเยวี่ยหรี่ตาลงและพูดอย่างสบายใจ
“ลองทายดูสิคะ ตอนนี้ลุงใหญ่กับคนอื่น ๆ กำลังทำอะไรอยู่?”
…
ขณะเดียวกัน ครอบครัวลุงใหญ่ต่างก็ออกมายืนที่หน้าบ้าน ประตูเหล็กพิเศษนั้นแข็งมากและไม่มีใครเปิดได้ แม้จะพยายามอย่าง หนักจนมือบวมก็ตาม
เซียวฮ่วนฮ่วนกลอกตาใส่คุณย่าและพูดด้วยความรังเกียจ
“ทำไมไร้ประโยชน์ได้ขนาดนี้ เบื่อจะได้ยินเสียงตะโกนเรียกแล้ว นะ หรือว่าอารองจะไม่ต้องการย่าอีกแล้ว? ไม่ควรจะเป็นแบบนั้นเลย อารองเคยเป็นคนโง่เขลาที่เชื่อฟังพ่อแม่มากแท้ ๆ ย่าพูดอะไรผิดอีก แล้วหรือเปล่า?”
ก่อนที่คุณย่าจะได้พูดสิ่งใด เซียวฮ่วนฮ่วนก็ดุอีกครั้ง
“ดึกดื่นขนาดนี้แล้ว พวกนั้นยังไม่เปิดประตูให้เลย แล้วคืนนี้จะ ไปนอนที่ไหน น่ารำคาญชะมัด!”
คุณย่านั่งบนพื้นตอบกลับเสียงเบา “ก็พูดตามที่บอกไปหมดแล้ว แต่เขาไม่ยอมเปิดประตูให้ งั้นเราคงต้องกลับบ้านเท่านั้น”
“กลับบ้าน? ยังกล้าพูดว่าจะกลับบ้านอีกเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะนาง สารเลวเซียวหมิงเยวี่ย เราคงไม่ต้องขายบ้านหลังเก่าและซื้อห้องชุด ในตึกสูงนั่น เราไม่มีบ้านอยู่ แล้วจะกลับไปที่บ้านไหน? นี่คือบ้านของ คุณ งั้นก็ตายอยู่หน้าบ้านลูกคนรองนี่แหละ!”
คุณย่าซุกตัวไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง เธอทำได้เพียงสาปแช่งลูก คนรองในใจที่ทำให้เธอต้องทุกข์ทรมาน
เซียวอวี่พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เอาละ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ถ้า เขาไม่เปิดประตูให้ เราก็จะปีนกำแพงเข้าไปข้างใน”
เห็นได้ชัดว่าลุงใหญ่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย “ลูกพ่อมีไหวพริบดีจริง ๆ ทำไมพ่อถึงคิดไม่ออกนะ ไป ปีนกำแพงข้ามไปกันเถอะ! หลังจาก เข้าไปแล้ว คงต้องสั่งสอนบทเรียนชุดใหญ่ให้พวกมัน!”
เซียวอวี่ยืนอยู่ข้างกำแพงพร้อมฉายไฟฉาย เขาอดไม่ได้ที่จะก่น ด่าสาปแช่ง
“อารองเสียสติไปแล้วหรือไง ทำไมถึงทำกำแพงสูงขนาดนี้ แล้ว ยังมีเศษกระจกกับโครงข่ายไฟฟ้า นี่คิดจะป้องกันบ้านจากกองโจรที่
ไหนกัน!”
ดวงตาของป้าสะใภ้เต็มไปด้วยความอิจฉา “ในวิลลาหลังใหญ่ ขนาดนี้ แต่กลับอาศัยอยู่แค่สามคนเองเหรอ? ไม่คิดจะพาเรามาใช้
ชีวิตสุขสบายด้วยกันบ้างหรือไง ครอบครัวนี้เห็นแก่ตัวกันไปหมด เดี๋ยวกรรมจะได้ตามสนองพวกมันแน่”
คุณย่ากลัวโดนดุจึงพูดราวกับกำลังถวายสมบัติ
“ใช่ ใช่ เมื่อกี้ตอนที่ลูกคนรองเปิดช่องเล็ก ๆ ที่ประตู แม่เห็นว่า ในบ้านมีแสงสว่าง แล้วยังมีลมเย็นแผ่ออกมา แม่สัมผัสมันได้ชัดเลย”
เซียวฮ่วนฮ่วนพูดด้วยความโกรธ “ลมเย็นงั้นเหรอ? นี่พวกมันมี เครื่องปรับอากาศเหรอนี่? ยอดเยี่ยม! ขณะที่พวกเราอดทนต่อความ ยากลำบากมากมาย ครอบครัวพวกมันกลับเสวยสุขอยู่ในบ้านหลัง โตเนี่ยนะ? พ่อ ดูครอบครัวอารองสิ ช่างไร้มนุษยธรรมมาก! แล้วก็ นางสารเลวเซียวหมิงเยวี่ย แกฆ่าลูกชายของฉัน แต่กลับไม่สำนึกผิด สักนิด แกมันไม่ใช่คน”
ใบหน้าของลุงใหญ่เริ่มน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อย ๆ “ปีน! เหยียบ ไหล่กันเพื่อปีนขึ้นไป เข้าไปได้เมื่อไหร่ ฉันจะฆ่าเจ้าน้องชายชั่วให้จง ได้!”
ลุงใหญ่ไม่รู้เลยว่า เซียวหมิงเยวี่ยได้ยินทุกการเคลื่อนไหวของ พวกเขาอย่างชัดเจน ไม่เพียงเธอเท่านั้นที่เห็น แต่ยังรวมไปถึงพ่อและ แม่เซียวด้วย
การเฝ้าระวังไม่เพียงมีแค่กล้องวงจรปิดเท่านั้น แต่ยังมีวิทยุอีก ด้วย เมื่อสมาชิกทั้งสามในวิลลาได้ยินบทสนทนาของคนหลายคน
หัวใจของพวกเขาก็เย็นชายิ่งกว่าเดิม ความรักในครอบครัวที่ยังคง หลงเหลืออยู่ลึก ๆ ในใจพ่อเซียวพลันอันตรธานหายไปเช่นกัน
เมื่อเห็นพวกเขากำลังจะเหยียบด้านบนกับดัก เซียวหมิงเยวี่ยยก ยิ้มมุมปากพร้อมยกมือกดปุ่มกลไก