ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 67 การลงโทษเตียวหรงหรง
“ดูคุ้นตาอยู่นะ แม่รู้จักเธอด้วยเหรอ?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
แม่เซียวแสดงสีหน้าซับซ้อน “เธอทำงานฝ่ายจัดการ อสังหาริมทรัพย์เหมือนกัน เธอเป็นคนธรรมดา ๆ แต่เพราะมาจาก ครอบครัวมีฐานะ เธอจึงคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ญาติหลายคน ในครอบครัวของเธอทำงานในราชการ และลูกชายของเธอก็กำลังจะ ไปทำงานอยู่ที่กรมเกษตรกรรมด้วย ในอนาคตถ้าเจอเธออีก จำไว้ว่า อยู่ให้ห่างไว้ อย่าไปคบหาสมาคมกับคนแบบเธอเชียว”
เมื่อเห็นสีหน้าของคุณแม่ เซียวหมิงเยวี่ยพอจะคาดเดาเรื่องราว ได้ ดูเหมือนว่าแม่จะไม่ค่อยชอบผู้หญิงคนนั้นเท่าไหร่ แล้วทำไมเธอ ถึงมาแอบดูอยู่ที่นี่ล่ะ?
“แม่เพิ่งบอกว่าลูกชายของเธอกำลังจะไปทำงานที่กรม เกษตรกรรมใช่ไหมคะ?” เซียวหมิงเยวี่ยจับประเด็นสำคัญ
“ใช่จ้ะ เธอมักจะอวดในสำนักงานว่าลูกชายเข้าทำงานในกรม เกษตรกรรมได้โดยใช้เส้นสาย ทำไมเหรอ?”
เกี่ยวข้องกับกรมเกษตรกรรมอีกแล้ว
เซียวหมิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่งและตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ ถูกต้อง
เมื่อวานพ่อเซียวไปสัมภาษณ์และพบลุงใหญ่กับเซียวอวี่ที่กรม เกษตรกรรม ในตอนเย็นพวกลุงใหญ่เจอที่อยู่บ้านของเธออย่างไร้ เหตุผล เมืองทางใต้มีขนาดใหญ่มาก มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหาที่อยู่ของ พวกเขาด้วยการเสาะหาทุกตารางเมตร
แสดงว่าต้องมีคนที่บอกพวกเขาอย่างแน่นอน ปัญหาคือใครเป็น คนบอกพวกเขาล่ะ?
ทันใดนั้นเซียวหมิงเยวี่ยก็ถามขึ้นว่า “แม่คะ เมื่อวานผู้หญิงคน นั้นไปทำงานหรือเปล่า?”
“ไม่ได้ไปจ้ะ เธอมักจะลางานบ่อย ๆ แม้แต่หัวหน้าก็ยังไม่เข้มงวด กับเธอเท่าไหร่” แม่เซียวตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็ปะติดปะต่อเรื่องราวและคาด เดาได้เกือบจะแน่ชัดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เธอและพ่อเซียวมักจะไปส่ง คุณแม่ที่ทำงาน จึงเป็นเรื่องปกติที่พนักงานของฝ่ายจัดการ อสังหาริมทรัพย์จะจำเธอได้
ถ้าลูกชายของเตียวหรงหรงไปสัมภาษณ์ที่กรมเกษตรกรรมเมื่อ วานนี้ เช่นนั้นก็มีโอกาสมากที่เตียวหรงหรงจะปรากฏตัวที่กรม เกษตรกรรมเช่นกัน เมื่อรวมกับเรื่องที่เธอกับแม่เซียวไม่ค่อยลงรอย กัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็เริ่มสมเหตุสมผล
“เป็นอะไรไปเหรอหมิงเยวี่ย อย่าไปสนใจเธอเลย เรารีบเข้าไป เถอะ หัวหน้าของคุณพ่ออยู่ในบ้านแล้ว”
เซี่ยวหมิงเยวี่ยตอบกลับเบา ๆ “แม่เข้าไปก่อนเลยค่ะ หนูมีเรื่องที่
ต้องจัดการ”
แม้แม่เซียวจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังคงพยักหน้ารับ ก่อนหันหลังเดิน เข้าไปในสวน
เซียวหมิงเยวี่ยจ้องมองร่างอวบอั๋นตรงหน้า แววตาปรากฏ ความรู้สึกขบขัน เธอเกลียดการถูกคนอื่นวางแผนตลบหลังมากที่สุด
“ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ที่นี่จริงด้วย แต่นั่นมันผู้อำนวยการ คนใหม่ของกรมเกษตรกรรมไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาบ้านของเจี่ยงชิง หว่านได้ล่ะ คนพวกนั้นล้วนเป็นผู้บริหารของกรมเกษตรกรรมนี่? บ้านเธอมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรกันแน่?”
เตียวหรงหรงแอบอยู่ตรงมุมถนนพลางพูดกับตัวเองด้วยความ สงสัย เธอไม่เข้าใจว่าทำไมผู้บริหารของกรมเกษตรกรรมถึงมาที่บ้าน ของเจี่ยงชิงหว่าน? แล้วทำไมญาติที่ยากจนสองคนนั้นถึงยังไม่มาก่อ เรื่องอีก?
อย่างไรก็ตาม เจี่ยงชิงหว่านเคยเป็นคนถ่อมตัวเสมอมา แล้วเธอ จะมีหน้ามีตาพอที่จะเชิญผู้บริหารระดับสูงมาที่บ้านได้อย่างไร?
ภูมิหลังของเจี่ยงชิงหว่านเป็นอย่างไรกันแน่ เธอมักจะแสร้งทำ เป็นว่าเป็นคนต ่าต้อยเสมอ หากภูมิหลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่า ตน คงตกอยู่ในที่นั่งลำบากแล้ว
ตอนนี้เตียวหรงหรงตกอยู่ในความสับสน และพูดอย่างฉุนเฉียว ว่า
“ใครใช้ให้แกมาว่าร้ายลูกชายฉันก่อนล่ะ!”
ขณะที่กำลังหงุดหงิดอยู่นั้น เธอพลันได้กลิ่นเหม็นแปลก ประหลาดลอยมาเตะจมูก ซึ่งกลิ่นนั้นลอยมาจากศีรษะของเธอนั่นเอง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!”
เตียวหรงหรงเอื้อมมือขึ้นไปแตะ ก่อนพบว่าศีรษะของเธอเต็มไป ด้วยมูลหมู
เผละ~ เผละ~ เผละ~
มูลหมูยังคงตกลงมาจากท้องฟ้าอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับว่ามี ใครกำลังเล็งเป้าและขว้างมันใส่เธอ
“กรี๊ด! ขี้หมูพวกนี้มาจากไหน! ใครมันขว้างมา!”
เตียวหรงหรงกระโดดไปมาด้วยความโกรธพร้อมสบถสาปแช่ง ทันใดนั้นมูลหมูก้อนหนึ่งก็ตกลงในปากของเธอพอดิบพอดี เธอรู้สึก คลื่นไส้จนตาเหลือกแทบจะเป็นลม
สุดท้ายเตียวหรงหรงเอามือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีอย่างทุลักทุเล ตลอดทางมีคนมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ เธอไม่กล้ากลับไปที่
สำนักงานฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์เพราะกลัวว่าจะถูกเพื่อน
ร่วมงานหัวเราะเยาะ จึงเลือกที่จะขับรถกลับบ้านเหมือนกำลังหนีอะไร บางอย่าง เพื่อรีบกลับบ้านไปอาบน ้า
ณ กำแพงห่างออกไป ผู้ก่อการร้ายพิงกำแพงท่าทีสบาย ๆ ชื่น ชมภาพฉากอันน่าอับอายของเตียวหรงหรงที่กำลังวิ่งหนีไป คนปาก เหม็นแบบหล่อน กินขี้ไปบ้างจะเป็นไรไป
หลังเสร็จธุระก็เดินกลับบ้าน
ณ ลานบ้านตระกูลเซียว…
หัวหน้าเฉานั่งยองแตะใบขึ้นฉ่ายอย่างระมัดระวัง จากนั้นมองดู ผักสีเขียวแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า
“ผักเหล่านี้เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์และมีใบสีเขียวสด บ่งบอก ว่าสุขภาพดี และเรียกได้ว่ามีคุณภาพสูง! คุณปลูกผักในสวนเอง ทั้งหมดเลยเหรอ?”
พ่อเซียวตอบด้วยรอยยิ้ม “ครับ ผมปลูกเองทั้งหมด และ ครอบครัวของเราช่วยกันดูแลผักเหล่านี้”
รองผู้อำนวยการจางยืนอยู่หน้าต้นส้มและถามอย่างสงสัย
“นี่คือต้นอะไรเหรอครับ หน้าตาดูแปลกประหลาดนัก”
“นั่นคือต้นส้มครับ แต่ต่อกิ่งด้วยแอปเปิล ส้ม และลูกแพร์ เพราะ ดอกเพิ่งร่วงไปและอยู่ในช่วงติดผล จึงดูแปลกนิดหน่อยครับ” พ่อ เซียวอธิบาย
“คุณต่อกิ่งต้นไม้เป็นด้วยเหรอ?” รองผู้อำนวยการจางถาม
พ่อเซียวตอบตามความจริง “ผมเคยเรียนมาบ้างในคณะ เกษตรกรรม แต่พ่อตาของผมเป็นคนต่อกิ่งพวกนี้ ไม่ใช่ฝีมือผม ครับ”
ผู้อำนวยการโต้วมองไปรอบ ๆ แปลงผักและเห็นเล้าไก่ เขาเดิน มือไพล่หลังและพูดว่า
“ครอบครัวของคุณมีฐานะดีมาก บ้านที่ปลูกผักและเลี้ยงไก่ด้วย แอร์มีไม่มากในเมืองเผิงจิง ไม่น่าแปลกใจที่คุณจะปลูกผักได้ ถ้า สามารถดูแลผักได้หลากหลายชนิดขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีความรู้ ด้านการปลูกผัก อีกอย่างการใช้น ้าและปุ๋ยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายใช่ไหมล่ะ ครับ?
สมัยนี้หาคนเก่งด้านการปฏิบัติพร้อมมีความรู้ทางวิชาชีพได้ ยาก ส่วนใหญ่เป็นคนบ้านนอกที่อวดดีเพียงเพราะเคยปลูกผักมาบ้าง หรือไม่ก็นักศึกษาที่มีความรู้จากในหนังสือ แต่ขาดประสบการณ์ ทำ ให้เกิดเรื่องยุ่งเหยิงในทางปฏิบัติ ผู้อำนวยการฮวา ดูเหมือนว่าฝ่าย ทรัพยากรบุคคลของคุณได้คัดเลือกผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง สำหรับกรมเกษตรกรรมสำเร็จแล้วนะครับ”
ผู้อำนวยการฮวาพยักหน้าด้วยรอยยิ้มและตอบกลับอย่างสุภาพ “ขอบคุณค่ะผู้อำนวยการโต้ว ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของเราไม่มีทาง ปล่อยคนที่มีความสามารถไปอย่างแน่นอน”
สิ้นเสียง ผู้อำนวยการฮวาเหลือบมองพี่หนิว ดวงตาของเธอ แสดงความพึงพอใจ พี่หนิวมีความสุขยิ่งกว่าเดิม บางทีนี่อาจจะเป็น โอกาสให้เธอเลื่อนตำแหน่งก็ได้?
รองผู้อำนวยการจางลูบคาง ครอบครัวนี้ไม่ได้เพียงฐานะดี ธรรมดา แต่ดียิ่งกว่าบ้านเขาเสียอีก บ้านเขามีแผงโซลาร์เซลล์ เหมือนกัน แต่ใช้แค่ในบ้านเท่านั้น ใครจะกล้าใช้เงินฟุ่มเฟือยถึง ขนาดเอาไปติดแอร์ในบริเวณลานบ้านแบบนี้ ช่างสิ้นเปลืองพลังงาน เหลือเกิน
พ่อเซียวหน้าแดงและยิ้มอย่างเขินอาย เขาไม่คาดคิดว่าเพียงนำ ผักติดไปตอนสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการกรมเกษตรกรรมจะมาที่บ้าน ด้วยตนเองและชมเชยเขามากมายขนาดนี้
“เอ่อ ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมายหรอกครับ แค่โชคดีหน่อยที่ซื้อแผง โซลาร์เซลล์มาหลายแผงก่อนอากาศร้อนจัด ตอนนี้เลยมีไฟฟ้าใช้ สวนก็ว่างเปล่าไม่ได้ใช้งาน เลยคิดเอาเองว่าปลูกผักในสวนก็คงดี” พ่อเซียวถ่อมตัวมาก
แม่เซียวและคุณยายยืนกรานให้เหล่าผู้นำอยู่ทานอาหารเย็น ด้วยความกระตือรือร้นมาก แต่แน่นอนว่ากลุ่มผู้นำกล่าวปฏิเสธ
ในเวลานั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็อุ้มกล่องใส่ของมาหลายกล่อง แต่ละ กล่องบรรจุด้วยไส้กรอกแห้ง เนื้อหมูแห้ง ปลาแห้ง เห็ดหอมแห้ง เห็ด
หูหนูแห้ง และของแห้งอื่น ๆ นี่คือผลงานจากการที่เธออยู่ในห้องเก็บ ของเป็นเวลานาน
เพราะไม่รู้ว่าผู้นำจะมากี่คน เธอจึงเตรียมกล่องเพิ่มอีกสองถึง สามกล่อง และกล่องที่เหลือยังคงอยู่ในห้องเก็บของ
“ขอแสดงความขอบคุณที่ท่านผู้นำมาไกลขนาดนี้ ที่บ้านมี อาหารแห้งอยู่บ้าง หวังว่าจะไม่รังเกียจนะคะ”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดจาอย่างสุภาพเสมอ เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำเพื่ออนาคตพ่อเซียว
สองสามีภรรยาเซียวและคุณยายรีบตอบสนองทันที พวกเขา ช่วยกันขนกล่องขึ้นรถ เหล่าผู้นำไม่สามารถรับมือกับความ กระตือรือร้นของครอบครัวนี้ได้ และทำได้เพียงยอมรับไว้
ระหว่างทางกลับ พวกเขาเปิดกล่องใบหนึ่งเพื่อดูว่าเป็นอะไร แต่ ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นของข้างใน มันเต็มไปด้วยของดีมากมายที่หากิน ได้ยากบนโต๊ะอาหารที่บ้าน พวกเขาส่งของแบบนี้มาเป็นของขวัญ เลยเหรอ?
“หัวหน้าเฉา คุณช่วยดูแลเซียวเฉียงเซิ่งตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ฝึกฝนเขาให้ดี และพยายามฝึกหัวหน้าทีมให้ผม”
หลังผู้อำนวยการโต้วพูดจบ เขาหลับตาลงเพื่อพักสายตา
“ครับท่านผู้อำนวยการ”
หลังจากรถของเหล่าผู้นำแล่นออกไป ครอบครัวตระกูลเซียวก็ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“หมิงเยวี่ย เมื่อครู่ลูกทำได้ดีมากเลยนะ ทำไมพ่อถึงคิดไม่ได้กัน นะว่าต้องมอบของขวัญให้แก่ผู้นำเหล่านั้น สมองของพ่อดูจะสู้ลูก สาวคนเก่งไม่ได้เลย” พ่อเซียวพูดด้วยรอยยิ้ม
แม่เซียวและคุณยายต่างชมเชยถึงความฉลาดของเซียวหมิง เยวี่ย ซึ่งทำให้เหล่าผู้นำมีความประทับใจต่อพ่อเซียวมากขึ้น
ในช่วงวันโลกาวินาศ การติดสินบนถือเป็นเรื่องปกติ หากคุณ ต้องการงานทำ แค่ยัดเห็ดแห้งหรืออะไรสักอย่างใส่มือคนเหล่านั้น ก็ มีแนวโน้มว่าจะสำเร็จ
ปัจจุบันอาหารมีราคาแพง และกลายเป็นของขวัญยอดนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นอาหารแห้ง