ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 70 พายุทรายทำลายล้าง
ที่หน้าประตูบ้าน แม่เซียวมองประตูบ้านของเธอด้วยความตกใจ ประตูที่แต่เดิมถูกล็อกไว้ ตอนนี้กลับเปิดแง้มอยู่ครึ่งหนึ่ง
เซียวหมิงเยวี่ยรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน เมื่อเห็นที่บ้านไม่มี ร่องรอยของคนที่เข้ามา และไม่มีอะไรสูญหาย เธอจึงโล่งใจเล็กน้อย
“แม่คงไม่ได้รีบร้อนจนลืมล็อกประตูตอนออกไปใช่ไหมคะ?”
“เป็นไปไม่ได้! ต้องล็อกแล้วสิ แม่จำได้แม่นเลยว่าล็อกเองกับมือ” แม่เซียวพูดด้วยน ้าเสียงหนักแน่น
เมื่อเห็นแม่เซียวยืนยันเช่นนั้น เซียวหมิงเยวี่ยมีสีหน้าเคร่งขรึม และไม่พูดอะไร ขณะที่ทุกคนกำลังสับสนและไม่รู้จะทำอะไรต่อ
ทันใดนั้นเซียวหมิงเยวี่ยก็เงยหน้าขึ้น “ตอนนี้คุณตาอยู่ไหนคะ?”
แม่เซียวเบิกตากว้าง ความกังวลอย่างท่วมท้นแล่นเข้ามาใน หัวใจ เธอหันหลังวิ่งขึ้นไปชั้นบนและตะโกนอย่างสิ้นหวังว่า
“ไม่อยู่! คุณพ่อควรจะนอนหลับอยู่ในห้องนอน แต่เขาหายไป ไหนแล้ว???”
คุณยายกังวลมากจนกระทืบเท้า “ตาเฒ่าคนนี้นี่นะ พายุทราย กำลังจะมา แล้วเขาวิ่งไปอยู่ไหนอีก?”
แม่เซียวพูดไม่ออก “จะทำยังไงดี เป็นความผิดฉันเอง เพราะรีบ ร้อนเกินไปจึงล็อกแค่ประตูเดียว ตอนที่ออกไปฉันยังเห็นเขานอน
หลับในห้องอยู่เลย! เขาตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่? พ่อต้องเปิดประตูจากด้าน ในแน่นอน มันเป็นความผิดของฉันทั้งหมด ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ขึ้นมา ฉันคงอยู่ไม่ไหว…”
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “ตื่นตระหนกไปก็ไร้ประโยชน์ แม่คะ ใจเย็น ๆ ก่อน พวกเราสองคนไปช่วยกันหาคุณตาเถอะ ส่วน คุณยายรออยู่ที่บ้านนะคะ อย่าลืมพกโทรศัพท์ไปด้วยนะ ถ้าเจอคุณ ตาแล้วจะได้โทรบอกกันได้ เราจะต้องหาให้เจอก่อนพายุทรายจะ มาถึง ไปค่ะ!”
“อื้อ!”
แม่เซียวเช็ดน ้าตา แล้วรีบตามลูกสาวตนออกไปหาคุณตา
“ตอนนี้มีคนอยู่ข้างนอกไม่มาก แถมคุณตายังเดินช้า เราน่าจะ หาเจอได้ง่าย หนูจะไปดูทางทะเลสาบเทียม ส่วนแม่ไปอีกฝั่งแล้วกัน ค่ะ คนทั้งคนยังไงก็ต้องหาเจอ อย่ากังวลเลยนะคะ”
หลังจากกำชับแม่เซียวแล้ว เซียวหมิงเยวี่ยวิ่งตรงไปยังทะเลสาบ เทียมทันที เธอวิ่งหาพร้อมตะโกนเรียกไปตามทาง ขณะเดียวกันก็ ถามผู้คนที่สัญจรบนถนนว่ามีใครพบเห็นชายชราที่มีอาการสมอง เสื่อมหรือไม่
“ไม่เคย ไม่เคย บอกแล้วไงว่าไม่เคยเห็น อย่ามาถามมากน่า! น่า รำคาญจะตาย!”
“รีบไปหาที่อื่นไป คนอื่นเขาจะรอสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย”
พวกเขาต่างก็โบกมือด้วยความรำคาญ และบอกว่าไม่เคยเห็น พวกเขาไม่ชอบที่เซียวหมิงเยวี่ยมาขัดขวางในการรอรับสายลม
แม้ว่าผู้จัดการซูจะเตือนซ ้าแล้วซ ้าอีกว่าอย่าออกไปข้างนอก แต่ ก็ยังมีคนดื้อรั้นอยู่บ้างที่ไม่สามารถโน้มน้าวใจได้ โดยยืนกรานที่จะ สัมผัสกับสายลมและความเย็นสบาย
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ต้องการพูดเรื่องไร้สาระกับพวกเขาอีก และ ปล่อยให้พวกเขาสัมผัสสายลมที่ต้องการ ถ้าให้ดีก็ขอให้ถูกพายุ ทรายพัดปลิวขึ้นบนฟ้าไปเลย
หลังจากหาทั่วบริเวณแล้ว เซียวหมิงเยวี่ยก็เริ่มกังวลว่าคุณตาจะ วิ่งเข้าไปในอาคารห้องชุด หากเป็นเช่นนั้นจริง มันจะกลายเป็นเรื่อง ยุ่งยากมาก
ในขณะที่กำลังอับจนหนทาง เธอพลันสังเกตเห็นร่างหนึ่งอยู่ใต้ ทะเลสาบเทียม ใต้ทะเลสาบเทียมมีก้อนหินขนาดใหญ่กว่าตัวคนมาก เมื่อครู่การมองเห็นของเซียวหมิงเยวี่ยถูกก้อนหินบดบังไว้ เธอจึงไม่ เห็นว่ามีคนอยู่ข้าง ๆ ก้อนหินนั้น
“คุณตา มาทำอะไรอยู่ที่นี่คะ รีบขึ้นมาเถอะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยวิ่งไปหาคุณตาพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ออกมาโทร หาแม่เซียว โดยบอกว่าเธอพบคุณตาแล้ว ซึ่งเขากำลังขุดหลุมอยู่ใต้ ทะเลสาบเทียม
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยมาถึงด้านข้างก้อนหิน เธอเห็นคุณตากำลังนั่ง ยองขุดหลุมอยู่ เขาไม่ได้สวมชุดกันยุง จึงถูกยุงกัดจนมีตุ่มบวมทั่วตัว
“รองเท้า รองเท้าใหม่”
คุณตาอวดรองเท้าเก่า ๆ ที่อยู่ในมือของเขา รองเท้าคู่นั้นน่าจะ เป็นรองเท้าที่ใครบางคนโยนทิ้งลงในทะเลสาบเทียม เมื่อทะเลสาบ เทียมแห้งเหือด รองเท้าเหล่านั้นจึงยังคงอยู่ใต้ทะเลสาบ
เซียวหมิงเยวี่ยไม่สนใจที่จะพูดเรื่องไร้สาระกับเขา เธออุ้มเขาขึ้น แล้ววิ่งออกไป ตอนนี้ลมเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่าพายุ ทรายกำลังจะมาถึงในไม่ช้า เธอต้องรีบพาเขากลับบ้านทันที!
“รองเท้าหลุด! รองเท้าฉันหลุด!”
คุณตายังคงขยับตัวอยู่ตลอดเวลา เขาร้องไห้หารองเท้าพวกนั้น และยังทุบหลังเซียวหมิงเยวี่ยอีกด้วย
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกปวดหัวมาก แม้คุณตาจะไม่หนักสำหรับเธอ แต่เขาก็เอาแต่ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา
ทันใดนั้น แม่เซียวก็วิ่งตามมาถึง เธอเห็นเซียวหมิงเยวี่ยกำลังวิ่ง อุ้มคุณตาด้วยความยากลำบาก เธอจึงโกรธมากและทุบหลังเขา
“อย่าดิ้นสิ มันทำให้ลำบากนะ!”
คุณตาเบะปากตอบ “ก็ไม่ชอบ”
เซียวหมิงเยวี่ยทำได้เพียงวางเขาลง เธอถอนหายใจอย่างหมด หนทาง คนแก่ทำตัวเหมือนเด็ก และคนแก่ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์นั้นยิ่ง จัดการได้ยากกว่าเด็กเสียอีก
เมื่อแม่เซียวเห็นใบหน้าของคุณตาเต็มไปด้วยตุ่มแดงที่เกิดจาก ยุงกัด เธอกลืนคำพูดที่กำลังจะตำหนิเขาลงคอ เธอคิดว่าการพูดกับ ผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมนั้นไร้ประโยชน์ และเพียงโทษตัวเองที่ประมาท เลินเล่อ
ทันใดนั้น ลมก็พัดแรงขึ้นกะทันหัน พายุทรายปกคลุมท้องฟ้าจน ย้อมเป็นสีเหลืองอย่างรวดเร็ว
เซียวหมิงเยวี่ยกับแม่เซียวมองหน้ากัน ทั้งสองมองเห็นความ หวาดกลัวในสายตาของอีกฝ่าย สองแม่ลูกช่วยกันอุ้มคุณตาขึ้นมา และพาเขาวิ่งออกไป
“ไม่ทันแล้ว ไปเร็ว!” แม่เซียวระเบิดพลังมหาศาลออกมา
โชคดีที่น ้าหนักตัวของคุณตาไม่มาก เขาเป็นชายชราตัวเล็กร่าง ผอม แถมหลังของเขายังค่อมเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นเซียวหมิงเยวี่ยและ แม่เซียวคงไม่สามารถอุ้มเขาขึ้นมาได้
สีหน้าของคุณตาทั้งว่างเปล่าและสับสน แต่เขายังคงพูดไม่หยุด
เนื่องจากเท้าของเขาลากไปบนพื้นและรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ คุณตาจึงยกขาขึ้นเพื่อให้เซียวหมิงเยวี่ยและแม่เซียวอุ้มกลับบ้าน
ทั่วท้องฟ้ามืดลงในทันที ลมแรงพัดพาทรายสีเหลืองราวกับสัตว์ ร้ายที่โกรธแค้น และโจมตีทุกสิ่งที่อยู่บนพื้นอย่างบ้าคลั่ง
สิ่งของต่าง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ พายุทรายใช้แผ่นเหล็กที่พัดพา มาจากไซต์ก่อสร้างเป็นอาวุธ เหมือนกับอาวุธลับในคืนอันมืดมิดที่
สามารถคร่าชีวิตผู้คนในชั่วพริบตา
กลุ่มชายเหล่านั้นที่ออกไปข้างนอกเพื่อสัมผัสกับลมพายุต่าง ตกใจกลัว พวกเขาบางคนถึงกับพาลูกออกมาดูด้วย เด็กน้อยถูก พายุพัดขึ้นไปในอากาศสูงหลายเมตร จากนั้นก็ตกลงมากระแทกกับ ผนังอาคารสูงและเสียชีวิตทันที
เซียวหมิงเยวี่ยเห็นทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในสายตาขณะสาวเท้า เดินเร็วขึ้น ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ เธอน่าจะทุบตีพวกเขาเพื่อสั่งสอนเสีย หน่อย แม้คนพวกนี้จะตายไปก็ไม่น่าเสียดาย แต่จะเอาเด็กเล็ก ออกมาข้างนอกด้วยทำไม ให้ตายสิ!
หลังจากแข่งขันกับเวลาอันมีค่า ทั้งสามคนก็กลับมาถึงบ้านใน ที่สุด พวกเขารีบวิ่งเข้าไปในบ้านและล็อกประตูทันที
ในวินาทีสุดท้ายที่เซียวหมิงเยวี่ยมาถึงบ้าน พายุเฮอริเคนที่
รุนแรงอย่างยิ่งพัดกระหน ่าเข้ามา ผู้ชายสองถึงสามคนบนถนนถูก พัดปลิวไปเหมือนเศษขยะและชนเข้ากับวัตถุต่าง ๆ ไม่มีใครคาดเดา ได้ว่าพวกเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร
เซียวหมิงเยวี่ยพิงประตูแล้วสูดหายใจเข้าลึก เฉียดฉิว!
ขาของแม่เซียวอ่อนแรงจนทรุดตัวลงนั่งบนพื้นด้วยความ หวาดกลัว
คุณยายโกรธมากจนทุบตีคุณตา “ตาเฒ่าจะวิ่งออกไปทำบ้า อะไร ไหนบอกมาซิว่าวิ่งออกไปทำไม!”
“เฟิน รองเท้าใหม่ อยากเอารองเท้าใหม่มาให้คุณ”
ยุงมีพิษร้ายแรงมาก หนังตาคุณตาบวมเหมือนไข่นกกระทาจน แทบลืมตาไม่ขึ้น
“ฟงเฟินอะไรอีกเล่า! ตาเฒ่าประสาทเสีย ไม่ช่วยอะไรแล้วยัง สร้างความเดือดร้อนให้ลูกสาวอยู่เรื่อย แกทำให้ฉันโกรธจริง ๆ ฉัน กลัวแทบตาย!”
คุณยายพูดไปร้องไห้ไป หัวใจบีบรัดขึ้นมาอยู่ในลำคอ เสียงลม ข้างนอกฟังดูเหมือนเสียงภูตผีร้องระงม คุณยายจึงทำได้แค่รออยู่ที่
บ้านเท่านั้น
เป็นห่วงตาเฒ่าใจจะขาด แล้วยังห่วงลูกสาวกับหลานสาวด้วย ทุกวินาทีที่เฝ้ารอราวกับยาวนานนับปี!
เมื่อเห็นทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัย ความตึงเครียดในหัวใจ คุณยายก็ผ่อนคลายลงทันที และกลายเป็นน ้าตาแห่งความยินดี
“แม่ อย่าร้องไห้เลยค่ะ ที่จริงจะโทษพ่อก็ไม่ได้ มันเป็นเพราะฉัน สะเพร่าไม่ล็อกประตูให้ดีก่อนออกจากบ้าน” แม่เซียวรู้สึกผิดอย่าง มาก
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
เมื่อเห็นคุณยายและแม่เซียวกอดกันพลางร้องไห้ คุณตาเองก็ดู เหมือนจะรู้ว่าตัวเองทำผิด เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกสบายใจมากขึ้นทันที ทุกคนไม่เป็นไรก็ดีแล้ว
คุณพ่อเซียวโทรมาถามสถานการณ์ที่บ้าน แม่เซียวเช็ดน ้าตา แล้วบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี
คุณยายรีบหาขี้ผึ้งมาทาตุ่มแดงให้คุณตา
ตอนเย็นในระหว่างเตรียมมื้ออาหาร แม่เซียวเล่าให้คุณยายฟัง ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่กลับมา พอพูดถึงเด็กถูกพัดไปกระแทกกำแพง จนเสียชีวิต คุณยายก็ตกใจกลัวและดุคุณตาอีกครั้ง ชายชราทำสี หน้าเศร้าและไม่กล้าพูดสิ่งใดอีก
ณ ชั้นสอง
เซียวหมิงเยวี่ยยืนอยู่ที่ข้างหน้าต่าง นอกบ้านมืดสนิท ลมและ ทรายพัดกระหน ่าใส่หน้าต่างอย่างรุนแรง ทว่าหน้าต่างพิเศษที่เธอ ปรับเปลี่ยนแข็งแรงขึ้นมาก ทำให้เธอรู้สึกค่อนข้างปลอดภัย
เซียวหมิงเยวี่ยเปิดโทรศัพท์ ในกลุ่มชุมชนยังคงคึกคัก แต่เมื่อ เห็นข้อความหนึ่ง เธอพลันหรี่ตาลง…