ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 71 หน้าต่างทานรับไม่ไหว รีบไปโรงรถใต้ดินเพื่อหลบภัย
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 71 หน้าต่างทานรับไม่ไหว รีบไปโรงรถใต้ดินเพื่อหลบภัย
[คนโง่ไม่จำเป็นต้องฉลาด] : เพิ่งจะสี่โมงเย็นเอง แต่กลับมืดไป หมด ลมข้างนอกก็พัดน่ากลัวเหลือเกิน!
[ปล่อยให้ฉันโบยบิน] : ใครหน้าไหนที่พูดว่าขอให้ลมแรงกว่านี้
หน่อย? ฉันเพิ่งเห็นใครบางคนถูกพัดขึ้นไปบนท้องฟ้าแน่ะ
[หว่านจวิน] : ใช่ มันน่ากลัวมาก เมื่อกี้เพื่อนบ้านชวนออกไป ข้างนอก โชคดีที่ปฏิเสธไป ไม่งั้นคงถูกพัดบินขึ้นไปบนฟ้า มนุษย์ ช่างเปราะบางเหลือเกินเมื่ออยู่ต่อหน้าธรรมชาติ
[พี่หยาง] : พวกยุงที่น่ารังเกียจกำลังบินว่อนเต็มทางเดิน เห็น แล้วอยากจุดไฟเผาจริง ๆ
[หว่านจวิน] : อย่าทำแบบนั้นนะ! ตอนนี้ลมแรงเกินไป ถ้าเกิดไฟ ลุกลาม อาคารทั้งหลังจะถล่มลงมา
[พี่หยาง] : งั้นไม่ทำแล้วก็ได้
[คุณแม่หันหัน] : หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานของบ้านฉันใกล้ จะทนไม่ไหวแล้ว มันสั่นแรงตลอดเวลาเหมือนจะพังได้ทุกเมื่อ ทำ ยังไงดี ฉันกลัวมากเลย ตอนนี้ครอบครัวเราสามคนหนีเข้ามาซ่อนตัว ในห้องนอนเล็ก เพราะไม่กล้าอยู่ในห้องนั่งเล่น
[ผกาบานมั่งคั่ง] : หน้าต่างจะพังเพราะพายุทรายหรือเปล่าเนี่ย? มันน่ากลัวมากจริง ๆ! เอาตู้เสื้อผ้ามาปิดไว้ดีไหมคะ?
[คุณแม่หันหัน] : คงไม่ได้ค่ะ ตู้เสื้อผ้าของฉันเป็นบิวต์อินติดกับ ผนัง และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้
[คนแก่ใกล้ตาย] : หน้าต่างบ้านฉันก็สั่นเหมือนกัน มันน่ากลัว มากเลย! ข้างนอกท้องฟ้ามีสิ่งของบินว่อนเต็มไปหมด เมื่อกี้เพิ่งมีถัง ขยะตกลงมาใส่เครื่องปรับอากาศนอกบ้านฉันอีก เกือบแย่แล้ว
[บุปผาขาวดอกน้อย] : อาคารในชุมชนเรามีแบบที่หน้าต่างสูง จากพื้นจรดเพดานด้วยเหรอคะ? ฉันไม่เห็นรู้เลย
[คุณแม่หันหัน] : ตอนนั้นเรารีโนเวตบ้านเพราะอยากได้มุมมอง ที่กว้างขึ้น จึงทุบผนังออกเพื่อทำใหม่ แต่ทำยังไงดี ตอนนี้หน้าต่าง บานใหญ่ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว! ลูกของฉันร้องไห้ไม่หยุดเลย!
[บุปผาขาวดอกน้อย] : หมดคำพูดเลย นี่หาเรื่องใส่ตัวเองไม่ใช่ หรอกเหรอ ฉันเกลียดคนที่ชอบทุบผนังบ้านที่สุดเลย สมควรแล้วละ นี่คุณอยู่ตึกไหนเหรอ อย่ามาทำให้ฉันเดือดร้อนนะ
[การนอนคือชีวิต] : บ้านฉันไม่ได้ทำหน้าต่างบานใหญ่ แล้ว ทำไมหน้าต่างยังสั่นแรงมาก? ฉันกลัวว่าหน้าต่างจะทนไม่ไหวจริง ๆ
[เจ้าอ้วนน้อยจูเก่อ] : ลมพัดแรงมาก แม้แต่หน้าต่างที่ผ่านการ รับรองก็คงทนไม่ไหวต่อแรงกระแทกแบบนี้
[บุปผาขาวดอกน้อย] : พระเจ้าช่วย หน้าต่างบ้านฉันก็สั่น เหมือนกัน
หลังอ่านข้อความในกลุ่มแชตชุมชน สีหน้าเซียวหมิงเยวี่ยก็ เคร่งเครียดมากยิ่งขึ้น พายุทรายครั้งนี้พัดรุนแรงมาก และมีสิ่งของ มากมายถูกพัดขึ้นไปในอากาศ เช่น แผ่นเหล็ก ม้านั่งใน สวนสาธารณะ ต้นไม้ ถังขยะ และยานพาหนะ เป็นต้น
พายุทรายมีพลังทำลายล้างสูงมาก สิ่งของเหล่านี้จะกลายเป็น อาวุธร้ายที่โจมตีอาคารทุกหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกตึกสูง ทั้งหลาย
เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้ว หน้าต่างในชั้นสูง ๆ แตกจำนวนไม่ น้อย แม้แต่คนและเฟอร์นิเจอร์ในห้องก็ถูกพัดออกไป ซึ่งน่ากลัว อย่างมาก
เซียวหมิงเยวี่ยคิดอยู่นานก่อนจะพิมพ์ในแชต
[จันทร์กระจ่างกลางใจ] : พายุทรายอาจอยู่อีกนานก็ได้ หาก หน้าต่างแตก คนข้างในจะถูกลมพัดออกไปได้ง่าย ตอนนั้นคงมีแค่ ความตายที่รออยู่เท่านั้น ทุกคนควรช่วยกันคิดหาวิธีแก้ไขและ ร่วมมือกัน นี่เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องเฉพาะครอบครัวใด ครอบครัวหนึ่ง
[นักบิดสิ้นหวัง] : คนข้างบนพูดถูก คุณคิดว่าเราควรทำยังไงดี?
[จันทร์กระจ่างกลางใจ] : โดยส่วนตัวฉันคิดว่าคนที่อยู่ในอาคาร สูงมีความเสี่ยงมากที่สุด พวกคุณควรลงบันไดไปโรงรถใต้ดินเพื่อ ความปลอดภัย แต่ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือโรงรถใต้ดินเป็นสถานที่
สาธารณะ หากใครมีเจตนาชั่วร้ายแฝงตัวในกลุ่มคน มันก็เป็นเรื่อง ยากที่จะรับประกันความปลอดภัยส่วนบุคคล
เซียวหมิงเยวี่ยพูดข้อดีและข้อเสียของการไปหลบภัยในโรงจอด รถใต้ดิน จะไปหรือไม่ไปก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาเอง เธอช่วยได้แค่นี้จริง ๆ
[สี่คนครอบครัวสุขสันต์] : คุณพูดถูกนะ ฉันนึกไม่ถึงเลย ตอนนี้
มีแค่โรงจอดรถใต้ดินที่ปลอดภัยที่สุด! ไม่มีทางรู้เลยว่าพายุทรายที่
น่ากลัวจะอยู่อีกนานแค่ไหน หน้าต่างบ้านฉันคงพังในไม่ช้าก็เร็ว
[บุปผาขาวดอกน้อย] : จะใช้ชีวิตในโรงจอดรถใต้ดินยังไง นอน รวมกันทั้งหมดเหรอ? ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย ฉันเป็นผู้หญิงนะ แล้วถ้ามีคนมาขโมยขวดน ้าของฉันจะทำยังไง? พูดง่ายเกินไปแล้ว
[หัวใจชายแท้] : ผมยอมไปอยู่ในโรงจอดรถใต้ดิน ผมอาศัยอยู่ บนชั้น 25 กลัวจริง ๆ ว่าตึกจะถล่มลงมา ให้ตายเถอะ ใคร ๆ ก็ไปโรง จอดรถใต้ดินเพื่อหลบภัย แล้วใครหน้าไหนจะกล้าทำเรื่องชั่วช้า? ใครก็ตามที่กล้าทำเรื่องเลวร้ายย่อมเป็นศัตรูกับลูกบ้าน และศัตรูของ พวกเราทุกคน!
[ชายเขี่ยเท้าผู้ยิ่งใหญ่] : ผมก็เห็นด้วยเหมือนกัน เราสามารถ แบ่งพื้นที่ได้ ผู้ชายอยู่ข้างหนึ่ง ผู้หญิงอยู่ข้างหนึ่ง ครอบครัวอยู่ข้าง หนึ่ง
[พี่หลี่ผู้ยิ่งใหญ่] : พูดง่าย ๆ แต่ใครจะมาจัดการล่ะ? แล้วจะแบ่ง พื้นที่กันยังไง? มีคนมารวมตัวกันเยอะแยะ ปัญหาอะไรก็เกิดขึ้นได้ ฉันไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
[พี่หลี่ผู้ยิ่งใหญ่] : ฉันเคยเห็นพายุทรายมาแล้ว แต่ไม่เคยเห็น หน้าต่างแตกเลย เสียงมันแค่น่ากลัวไปหน่อย ทุกคนไม่ต้องกลัว ขนาดนั้นก็ได้
[การนอนคือชีวิต] : ไม่ว่าคุณจะพูดอะไร ฉันก็กลัวจริง ๆ ฉันจะ เก็บของเตรียมไปที่โรงจอดรถใต้ดิน แล้วเอามีดพกไปป้องกันตัวด้วย ถ้าใครกล้าแย่งน ้าฉัน ฉันจะฟันมันไม่ยั้ง
ในขณะที่กลุ่มแชตชุมชนกำลังโต้เถียงกันไม่หยุดว่าจะไปที่โรง จอดรถใต้ดินหรือไม่ คุณแม่หันหันก็ส่งข้อความขอความช่วยเหลือ อีกครั้ง ซึ่งข้อความนี้ทำให้การโต้เถียงทั้งหมดสิ้นสุดลง
[คุณแม่หันหัน] : หน้าต่างบานใหญ่ที่บ้านฉันแตกแล้ว!!!
[คุณแม่หันหัน] : ของในห้องนั่งเล่นถูกลมพัดปลิวไปหมดแล้ว ตอนนี้สามีฉันใช้โต๊ะดันประตูห้องนอนเล็กไว้ เรากำลังจะทนไม่ไหว แล้ว ฉันกลัวมาก จะทำยังไงดี ใครก็ได้มาช่วยเราหน่อยได้ไหม!
ตอนที่คุณแม่หันหันกำลังพิมพ์ข้อความในกลุ่ม ร่างกายของเธอ สั่นเทาไปหมด หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิดออกมาด้วยความสิ้นหวัง
ทั้งกลุ่มตกอยู่ในความเงียบอย่างน่าประหลาด ไม่มีใครพูดอะไร พวกเขาทุกคนต่างรีบเก็บข้าวของเพื่อหลบหนี
คนที่คิดว่าจะรอดตัวก็หวาดกลัวจนไม่กล้าอยู่บ้านต่อ พวกเขา เก็บที่นอนและของใช้ประจำวันเพื่อเตรียมไปหลบภัยในโรงจอดรถใต้ ดิน
[คุณแม่หันหัน] : โปรดช่วยฉันคิดวิธีแก้ปัญหาด้วยเถอะค่ะ ฉันมี ลูกชายอายุแค่ 7 ขวบเท่านั้น
[จันทร์กระจ่างกลางใจ] : เอาเตียงมาวางชิดประตู แล้วเอา เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้งานได้มากั้นประตูไว้ ภายใต้อิทธิพลของลม หมุนเวียน มันเป็นเรื่องยากที่คุณจะเปิดประตูห้องนอนออกไป คุณทำ ได้แค่นี้จริง ๆ ในห้องนอนมีน ้าและอาหารไหมคะ?
[คุณแม่หันหัน] : ตอนที่เราเข้ามาหลบในห้อง สามีของฉันนำ อาหารเข้ามาทั้งหมดแล้ว แต่เราไม่สามารถออกไปได้เลยเหรอคะ?
เซียวหมิงเยวี่ยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเพื่อปลอบใจคุณแม่หันหันที่ตก อยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง เธอทำได้เพียงต้องรออีกหนึ่งสัปดาห์ เมื่อ ลมพายุทรายรุนแรงถึงจุดต ่าสุดแล้วเท่านั้นจึงจะออกมาได้อย่าง ปลอดภัย
แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ลมสงบได้ไม่นาน ในอีกไม่กี่ชั่วโมง ต่อมามันจะค่อย ๆ พัดแรงขึ้นอีกครั้ง พวกเขาควรรีบคว้าโอกาสนี้ให้ ทัน
เซียวหมิงเยวี่ยกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง จู่ ๆ ข้อความเสียงที่ฟัง ดูสิ้นหวังก็ถูกส่งเข้ามาในกลุ่มชุมชน รวมถึงเสียงร้องไห้ของเด็กชาย
ผสมปนเปไปกับเสียงลมกระโชก ซึ่งมันเป็นข้อความเสียงที่คุณแม่ หันหันส่งมา
“หน้าต่าง หน้าต่าง! กรี๊ด! กรี๊ดดด…”
เสียงกรีดร้องหยุดไปกะทันหัน
เซี่ยวหมิงเยวี่ยกำโทรศัพท์แน่นพร้อมลางร้ายปรากฏขึ้นในใจ
[จันทร์กระจ่างกลางใจ] : @คุณแม่หันหัน ยังอยู่ไหมคะ?
[จันทร์กระจ่างกลางใจ] : @คุณแม่หันหัน เห็นข้อความแล้วตอบ ด้วยค่ะ
เซียวหมิงเยวี่ยถอนหายใจยาว ดูเหมือนว่าครอบครัวหันหันจะ ประสบกับความโชคร้ายเข้าให้แล้ว
[พี่หลี่ผู้ยิ่งใหญ่] : ไม่ต้องส่งข้อความหาเธอแล้ว คุณไม่ได้ยินเธอ ตะโกนว่าหน้าต่างแตกเหรอ ถ้าหน้าต่างในห้องนอนแตก คนในนั้นก็ คงตายกันหมดแล้ว ไม่แน่อาจถูกพัดลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วก็ได้ กินหัวไชเท้าแล้วยังจะพะวงอีก*[1] ทำไมถึงเป็นห่วงนักล่ะ อยากเป็น คนดีนักหรือไง?
[บุปผาขาวดอกน้อย] : ถ้าเธอไม่เปลี่ยนเป็นหน้าต่างบานใหญ่ ก็ คงไม่ตายแบบนี้หรอก
[ผกาบานมั่งคั่ง] : น่ากลัวเกินไปแล้ว นั่นมันสามชีวิตเลยนะ ทำไมพวกคุณถึงพูดแบบนั้นล่ะ?
[สี่คนครอบครัวสุขสันต์] : จริงด้วย พูดจาโหดร้ายเกินไปแล้ว ทำผิดพลาดแค่นี้ก็ไม่สมควรตายนะ อีกอย่างคนพวกนั้นก็ได้บทเรียน ใหญ่แล้ว พวกคุณช่วยเก็บปากไว้กับตัวเองหน่อยไม่ได้หรือไง?
[1]กินหัวไชเท้าแล้วยังจะพะวงอีก เป็นคำเปรียบเปรย กินหัวไช เท้าดองที่หมักแล้วยังกลัวบูดอีก หมายความว่าคนที่ชอบยุ่งเรื่อง ชาวบ้านทั้งที่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วยังจะมาพะวงช่วยเหลืออีก