ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 80 โลกเริ่มวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ
เธอก็ยังใช้ข้ออ้างแบบเดิม ๆ ว่าเพื่อนแนะนำมา แม่เซียวและคุณ ยายยังคงสงสัยว่ามูนฟาร์มจะเป็นแค่การหลอกลวง
เซียวหมิงเยวี่ยขอให้แม่เซียวลองสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ดู ปรากฏ ว่ากล่องบรรจุถั่วฝักยาวสดวางอยู่ที่หน้าบ้าน และไม่ถูกลมพัดปลิวไป เธอประหลาดใจและเริ่มเชื่อว่าร้านออนไลน์นี้มีอยู่จริง
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกดีใจมาก เพราะเธอมีเหตุผลที่จะขนผักผลไม้ จากมิติกลับมาที่บ้านแล้ว ผักผลไม้ในพื้นที่มิติมีหลายชนิดที่
ครอบครัวของเธอไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน
แต่เนื่องจากราคาแพงเกินไป แม่เซียวจึงรู้สึกเสียดายเงิน ดังนั้น เซียวหมิงเยวี่ยจึงต้องแสดงละครอย่างหนัก โดยบอกว่าร้านจัด กิจกรรมหนึ่งหยวน และจำกัดหนึ่งที่นั่ง เธอเร่งรีบให้แม่เซียวไปแย่ง ชิง ทุกครั้งที่คว้ารางวัลมาได้ แม่เซียวจะดีใจจนกระโดดโลดเต้น
บ่อยครั้งที่เซียวหมิงเยวี่ยขนกล่องเข้ามาในบ้านพร้อมให้เหตุผล หลายประการว่าเธอมีเงิน แต่แม่เซียวไม่เชื่อ และยืนกรานโอนให้เธอ 200,000 หยวน
ดังนั้นครอบครัวเซียวจึงมักมีฉากแบบนี้เกิดขึ้น ผู้หญิงสามคน นั่งอยู่หน้าทีวี แต่ละคนกอดแตงโมครึ่งลูกตักกินคำแล้วคำเล่า
ส่วนคุณตานั่งอยู่คนเดียวริมหน้าต่างพลางชื่นชมสายลมที่พัด แรง และอวดสตรอว์เบอร์รีเพียงลำพัง
เมื่อเทียบกับชีวิตที่สะดวกสบายและอุดมสมบูรณ์ของครอบครัว เซียวแล้ว คนที่อยู่ในที่จอดรถใต้ดินกลับไม่โชคดีนัก
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหลังจากเกิดพายุทราย แผ่นดินจะแห้ง แล้งอย่างรุนแรง และจะปลูกพืชผลได้ยาก เนื่องจากทรัพยากรขาด แคลน และประชากรจีนมีจำนวนมาก จึงไม่สามารถจัดหาอาหารได้ เพียงพอ
ทรัพยากรเพียงน้อยไม่เพียงพอจะแบ่งปันให้แม้แต่ชนชั้นสูงและ คนรวย แล้วคนจนจะมีโอกาสได้อย่างไร
บางคนเสนอให้สร้างโรงเรือนเพาะปลูกจำนวนมาก เพื่อให้คน ธรรมดามีอาหารกิน แต่การทำเช่นนี้ต้องใช้ต้นทุนสูงมาก แล้วใครจะ เป็นผู้รับผิดชอบ?
และถึงแม้จะมี แต่คนธรรมดาก็ไม่สามารถจ่ายค่าอาหารราคา แพงได้ ดังนั้นเพื่อให้ประเทศนี้ดำรงอยู่ต่อไป การกินขนมไหว้ พระจันทร์ยุงและต้นกระบองเพชรจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นและเป็น หนทางรอดเพียงทางเดียว
แม้ว่าประชาชนจะไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้ากินบ่อย ๆ เข้า ก็จะชิน แต่ถ้าไม่กินก็ทำได้แค่รอความตายเท่านั้น
ตั้งแต่ไม่มีอาหารกิน เหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ ก็รุนแรงขึ้น ไม่เพียง แค่ในชุมชนฮว๋าฮั่นเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในอีก หลายพื้นที่ บางคนถึงกับฆ่าแกงกันเพื่อแย่งอาหาร
ที่โรงจอดรถใต้ดินเกิดความขัดแย้งขึ้นอีกหลายครั้ง ผู้คนต่อสู้ กันเพื่อแย่งอาหารและน ้า เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งถูกพบว่าแอบซ่อน ช็อกโกแลตสองชิ้น ก่อนถูกครอบครัวสมาชิกสามคนทำร้ายเพื่อแย่ง ชิงไป
ไม่รู้ว่าสวีซานข่ายใช้วิธีอะไรในการทำให้ความขัดแย้งสงบลง และไม่เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมร้ายแรงอีก
สวีซานข่ายมีความสามารถในการเป็นผู้นำ และมีวาทศิลป์ที่ดี ได้ยินว่าเขาชักชวนให้ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคนจัดตั้งทีมคุ้มกันขึ้น หลายทีม และกำหนดกฎเกณฑ์ไว้หลายข้อ
ห้ามยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง ห้ามปล้นอาหารและทรัพย์สินของ ผู้อื่น ปกป้องผู้หญิงและเด็ก มิฉะนั้นจะกลายเป็นศัตรูของทีมคุ้มกัน และเป็นศัตรูของลูกบ้านทุกคน หากกระทำผิดร้ายแรง ทีมคุ้มกัน สามารถขับไล่คนคนนั้นออกจากโรงจอดรถใต้ดินได้
ทุกคนต่างก็รู้ว่าข้างนอกมีพายุทรายพัดกระหน ่า หากออกไป นอกโรงจอดรถใต้ดินก็เท่ากับตายสถานเดียว กฎเกณฑ์ที่สวีซาน ข่ายกำหนดไว้มีอำนาจบังคับสูงมาก แม้หลายคนจะมีความคิดชั่ว ร้าย แต่กลับไม่มีความกล้า และกลายเป็นคนเรียบร้อยมากขึ้น
เซียวหมิงเยวี่ยเห็นเรื่องนี้ในกลุ่มแชตลูกบ้านชุมชน เธอรู้สึก ประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะหาวิธีปกป้องตัวเองได้ แล้ว และยังพอมีทางรอดอยู่
เมื่อเทียบกับชุมชนฮว๋าฮั่นแล้ว สถานการณ์ในพื้นที่อื่น ๆ นั้น เลวร้ายกว่ามาก
ชุมชนฮว๋าฮั่นมีอัตราการอยู่อาศัยค่อนข้างต ่า ขณะที่ชุมชนใจ กลางเมืองมีประชากรหนาแน่น ความขัดแย้งก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ตัวเลข ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทุกวัน
ลุงรองโทรมาแสดงความเป็นห่วง เมื่อรู้ว่าคุณยายสบายดี เขาก็ ถอนหายใจโล่งอก แม่เซียวถามถึงความเป็นอยู่พวกเขา ลุงรองเพียง พูดอ้อม ๆ ตอบกลับว่าสบายดี จากนั้นก็วางสายไป
เซียวหมิงเยวี่ยได้ยินแล้วรู้สึกไม่สบายใจ จะต้องมีเรื่องอะไร เกิดขึ้นทางฝั่งลุงรองแน่ ๆ แต่เขากลัวว่าคุณยายและแม่เซียวจะกังวล จึงไม่ได้เล่าให้ฟัง
ส่วนลุงใหญ่โทรมาร้องไห้โวยวาย บอกว่าในชุมชนมีแก๊ง อันธพาลรวมตัวกันตั้งเป็นองค์กรและมีอาวุธควบคุมด้วย พวกมันมัก ปล้นสะดม ทำร้ายผู้คน และสร้างความวุ่นวายในชุมชน
ลุงใหญ่ถูกทำร้ายบ่อยครั้ง เขาร้องไห้โวยวายทางโทรศัพท์ บอก ว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว คุณยายได้ยินก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ
ลูกคนนี้ถึงแม้จะไม่เอาไหน แต่ยังไงก็เป็นลูกที่เธอคลอดออกมา ถ้าเขาถูกฆ่าจริง ๆ จะทำอย่างไรดี เวลานี้คุณยายเต็มไปด้วยความ กังวล
เซียวหมิงเยวี่ยครุ่นคิดอยู่นาน จากนั้นจึงพูดว่า
“พรุ่งนี้จะเป็นช่วงพายุอ่อนกำลังลง ซึ่งกินเวลาราวสองวัน หนู อยากไปเยี่ยมลุงรองที่บ้าน ลุงรองมักจะบอกว่าสบายดี แต่หนูอยาก ไปเยี่ยมสักครั้งเพื่อความสบายใจ”
“จะไปคนเดียวไม่ได้นะ มันอันตรายเกินไป”
“ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป พวกเราควรไปกันทุกคน”
แม่เซียวและคุณยายพูดพร้อมกัน
คุณยายถอนหายใจยาวแล้วพูดว่า “พวกเธอได้ยินเสียงลุงใหญ่ ถูกตีเมื่อกี้ไหม? ใจกลางเมืองมันดีตรงไหนกัน ทำไมพวกพี่คนโตถึง ต้องไปซื้อบ้านอยู่ใจกลางเมือง มองตึกระฟ้าแล้วไม่เห็นจะสบายตา เลย ที่ไหนจะดีเท่าบ้านนอกล่ะ
นอกจากนี้ยังมีลานบ้านที่ล้อมรอบด้วยกำแพง แค่ปิดประตูก็รู้สึก ปลอดภัยแล้ว ตอนนั้นฉันกับตาเฒ่าช่วยกันสร้างอาคารสองชั้นให้ เขาในชนบท แต่เขาไม่ชอบ และไปขออาศัยอยู่กับลูกชายคนรอง ตอนนี้เป็นไง เขาทั้งถูกด่าทอและทุบตีอยู่ที่นั่น…”
คุณยายพูดพลางร ่าไห้ด้วยความขื่นขม
เมื่อพูดถึงบ้านเกิด เซียวหมิงเยวี่ยก็นึกบางอย่างขึ้นได้
“คุณยายคะ คุณยายกับคุณตายังมีบ้านหลังเก่าใช่ไหม ที่เป็น บ้านไม้หลังเล็กมีสามห้อง”
“ใช่จ้ะ ลุงรองไม่สบายใจที่จะให้เราอยู่บ้านเก่า เขาเลยพาเรามา อยู่บ้านเขาด้วยกัน บ้านเก่านั้นไม่มีใครอาศัยอยู่มาหลายปีแล้ว มี อะไรเหรอหลาน?”
แม่เซียวถามด้วยความสงสัยเช่นกัน “มีอะไรเหรอหมิงเยวี่ย ทำไมจู่ ๆ ถึงถามถึงบ้านเก่าหลังนั้นล่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยจึงบอกเล่าความคิดของเธอออกไป “ทุกคนกังวล เกี่ยวกับความปลอดภัยของครอบครัวลุงใหญ่ใช่ไหมคะ ถ้างั้นหนูจะ พาพวกเขาไปอยู่บ้านเก่าที่ชนบทหลังนั้น แม้ว่าจะไม่มีใครอาศัยอยู่ที่
นั่นเป็นเวลานาน แต่ก็น่าจะพออยู่ได้ บ้านหลังนั้นยังมีรั้วและประตู ล้อมรอบ แล้วยังอยู่ใกล้หมู่บ้านใกล้เคียง พวกเรากับลุงรองสามารถ ให้ความช่วยเหลือเขาได้ง่ายกว่า มันควรจะดีกว่าการอาศัยอยู่ห้อง ชุดในเมือง คิดว่ายังไงคะ?”
มันเป็นความคิดที่ดี แต่แม่เซียวและคุณยายยังคงเป็นห่วงความ ปลอดภัยของเธอ พวกเธอไม่ต้องการให้เซียวหมิงเยวี่ยออกไปข้าง นอกคนเดียว ทว่าหญิงสาวยืนกรานที่จะออกไปข้างนอก เพราะ นอกจากไปเยี่ยมลุงใหญ่และลุงรองแล้ว เธอยังต้องกลับไปที่เมืองใต้ ดินอีกครั้ง
เพื่อที่จะโน้มน้าวคนทั้งสอง เซียวหมิงเยวี่ยหยิบปืนพกออกมา วางบนโต๊ะ “ตอนที่ไปเมืองใต้ดินครั้งก่อน หนูไม่ได้บอกเพราะเกรงว่า ทั้งสองจะกังวล จริง ๆ หนูประมูลปืนมาสองกระบอก กระบอกนี้หนูให้
แม่กับยายไว้ป้องกันตัว มันบรรจุกระสุนแล้ว ส่วนอีกกระบอกหนูจะ เอาไปเอง แบบนี้แม่กับยายพอจะวางใจได้หรือยังคะ?”
แม่เซียวรู้สึกตกใจ เธอไม่เคยคิดว่าโลกจะยุ่งเหยิงมากขนาดที่มี ปืนขายกันแล้ว
เธอยังรู้สึกด้วยว่าลูกสาวของเธอเริ่มทำตัวลึกลับมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่อยากคาดคั้นจากอีกฝ่าย และแค่ต้องการเชื่อมั่นในลูกสาว คนนี้
ความจริงปืนทั้งสองถูกยึดมาจากแก๊งมังกรดำครั้งที่แล้ว เซียวห มิงเยวี่ยคิดว่ามันถึงเวลาที่ต้องเอาออกมาใช้ ในยุคที่โลกกำลังวุ่นวาย การมีอาวุธป้องกันตัวเป็นสิ่งสำคัญ
และต่อให้ถูกจับได้ ปัจจุบันรัฐบาลไม่มีเวลามาสนใจจัดการกับ เธอ อำนาจของบัญชีดำกำลังลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการก่อจลาจล เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วประเทศ พวกเขาไม่มีเวลาว่างที่จะมาสนใจเรื่องแค่ นี้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งก็คงคาดเดาได้อยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นคือ เธอ แต่เขาแค่หลับตาข้างหนึ่ง และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
ภายใต้การสอนของลูกสาว แม่เซียวเรียนรู้วิธีการใช้ปืนอย่าง รวดเร็วจนสามารถใช้อย่างชำนาญ เซียวหมิงเยวี่ยจึงทิ้งกระสุน 50 นัดไว้ที่บ้าน ซึ่งทำให้เธอวางใจเล็กน้อย
เนื่องจากพายุทรายที่โหมกระหน ่า ตำรวจจึงไม่สามารถไปถึงที่
เกิดเหตุเพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่รุนแรงได้ เมื่อมาถึงก็สายเกินไปแล้ว
และยังมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีกมากมายจนยากเกินกว่าจะ ปราบปราม
เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการและรับรองความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่รัฐ รัฐบาลได้จัดเตรียมปืนให้กับบุคคลเช่นผู้จัดการซู และ มอบอำนาจในการยิงแก่พวกเขาในจุดที่เกิดเหตุการณ์เลวร้าย
สังคมวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นช่วงต้นของยุคมืดแล้ว ซึ่ง นี่เป็นอีกสิ่งที่เซียวหมิงเยวี่ยเริ่มวิตกกังวล
เพราะปีที่สองของวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง…