ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 86 เผชิญหน้าผู้ก่อการร้ายบนถนน
ในวันที่เกิดพายุทราย เจี่ยงย่วนเอาแผงโซลาร์เซลล์ลงมา หมดแล้ว ดังนั้นในบ้านจึงร้อนมาก เซียวหมิงเยวี่ยแทบทนอยู่ไม่ได้ เธอเคยชินกับการนอนในห้องแอร์ ร่างกายจึงแสดงอาการไม่ชอบ อย่างเห็นได้ชัด
ตอนที่เซียวหมิงเยวี่ยออกมาสูดอากาศข้างนอก เจี่ยงลี่เจียวก็ เดินตามออกมาและพูดด้วยท่าทีอึกอัก
“หมิงเยวี่ย…”
เซียวหมิงเยวี่ยหันไปมองเธอ “เธอมีอะไรจะบอกหรือเปล่า?”
เจี่ยงลี่เจียวพยักหน้าหนัก ๆ แล้วพูดว่า “หมิงเยวี่ย ฉันจะไม่ เกลียดเธออีกแล้ว”
เซียวหมิงเยวี่ยเลิกคิ้ว “แล้ว?”
เจี่ยงลี่เจียวรีบอธิบาย “ฉันเคยอิจฉาเธอมาโดยตลอด เพราะเป็น ลูกสาวคนเดียว ไม่ต้องแย่งอะไรกับใครที่บ้าน ทุกอย่างเป็นของเธอ ทั้งอาสี่และอาเขยต่างก็รักเธอมาก แต่ฉัน… ทั้งที่เป็นผู้หญิง เหมือนกัน แต่พ่อแม่ฉัน… กลับสนใจน้องชายมากกว่า และยังได้รับ การปฏิบัติที่บ้านแตกต่างจากเธอด้วย…”
“เพราะงั้นเธอก็เลยเกลียดฉันเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นเธอก็เข้าใจว่านี่
คือสาเหตุที่เจี่ยงลี่เจียวไม่ชอบเธอมาโดยตลอด
เจี่ยงลี่เจียวพยักหน้าเบา ๆ แล้วพูดว่า “แต่ตอนนี้ฉันไม่อิจฉาเธอ แล้ว ฉันเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่า จริง ๆ แล้วพ่อแม่ก็รักฉันเหมือนกัน พวก เขาปกป้องฉันจนทำให้ได้รับบาดเจ็บไปทั้งตัว
หลายครั้งที่ฉันอยากจะยอมแพ้ และคิดติดตามพวกคนชั่วไป พ่อ แม่ของฉันจะได้ไม่ถูกคุกคามทุกวัน แต่พ่อแม่ของฉันคัดค้านหัวชน ฝา และยังด่าฉันอีกด้วย”
“ฉะนั้น ฉันไม่อิจฉาเธอแล้ว พี่เป็นคนดี เรามาคืนดีกันเถอะนะ” สายตาของเจี่ยงลี่เจียวเต็มไปด้วยความคาดหวัง
รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากของเซียวหมิงเยวี่ย คืนดีเหรอ? เด็ก ยังไงก็เป็นแค่เด็กแหละนะ
ชั่วอึดใจต่อมา เจี่ยงลี่เจียวรู้สึกประหม่ามาก ตอนแรกเธอคิดว่าห มิงเยวี่ยคงจะไม่ตอบตกลง แต่สุดท้ายเซียวหมิงเยวี่ยก็พยักหน้าเบา ๆ
“พี่ใจดีที่สุดเลย!”
เจี่ยงลี่เจียวรู้สึกประหลาดใจมาก และเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นไม่นานนัก
อาหารถูกนำมาวางบนโต๊ะ ตรงกลางมีซาลาเปาไส้เนื้อที่คุณยาย ทำ ครอบครัวของลุงใหญ่กินไป 4 ชิ้น และยังเหลืออีก 16 ชิ้น ซึ่ง เพียงพอที่จะกินได้หลายมื้อ
โจ๊กฟักทองก็พร้อมทานแล้วเช่นกัน โจ๊กเนื้อข้น ทำจากฟักทอง หวาน ๆ ส่งกลิ่นหอม
อาหารเรียบง่ายเหล่านี้ถือเป็นอาหารอันโอชะสำหรับหลาย ๆ คน ในเวลานี้
“ที่บ้านยังมีน ้าอยู่ไหม เทใส่อ่างให้หมิงเยวี่ยล้างมือสิ เธอเป็นคน จู้จี้จุกจิกไม่เหมือนกับเรา” ลุงรองถามเสียงเบา
ป้าสะใภ้รองตอบ “ยังเหลืออยู่นิดหน่อย เอาไว้ให้จื่อจื่อดื่ม”
ลุงรองกัดฟันพูด “เทลงในอ่างแล้วให้หมิงเยวี่ยล้างมือเถอะ ล้าง เสร็จแล้วค่อยเอากลับมาดื่มก็ได้”
เซียวหมิงเยวี่ยได้ยินเสียงกระซิบของคนทั้งสอง จึงพูดขัดจังหวะ
“ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูมีทิชชูเปียกในรถ”
ทิชชูเปียกถูกซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลก และยังมีเหลืออีก มาก เซียวหมิงเยวี่ยเดินไปเอาทิชชูเปียกจากรถ และเอาน ้าที่เหลือมา ด้วย
น ้าหนึ่งแพ็กมี 16 ขวด ครอบครัวลุงใหญ่ดื่มไป 4 ขวด จึงยัง เหลืออีก 12 ขวด เซียวหมิงเยวี่ยนำมามอบให้ลุงรองทั้งหมด
“จื่อจื่อยังเด็กอยู่ ให้เขาดื่มน ้าสะอาดเถอะค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยก ล่าว
ลุงรองไม่เต็มใจรับมัน “ตอนนี้น ้าหายากมาก หลานยังมีเหลือให้ ดื่มไหม ไม่ต้องให้พวกเราทั้งหมดหรอก”
เซียวหมิงเยวี่ยโบกมือ “หนูยังมีน ้าเหลืออยู่ ลุงไม่ต้องเกรงใจ หรอกค่ะ”
ระหว่างทานอาหาร ในอดีตบรรยากาศของโต๊ะค่อนข้างน่าอึดอัด เพราะลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ชอบพูดจาโอ้อวดคุยโวไม่จบ พวกเขา ไม่ลืมที่จะดูถูกคนอื่นและยกย่องตัวเอง
แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขากินข้าวอย่างสงบเรียบร้อย พลางปรึกษากันว่าจะทำความสะอาดบ้านเก่าอย่างไร บรรยากาศบน โต๊ะอาหารเป็นไปอย่างราบรื่น
หลังพูดคุยกัน ป้าสะใภ้ใหญ่ก็เล่าเรื่องอันขมขื่นของพวกเขาให้ ทุกคนฟัง พอพูดถึงความทุกข์ยากในช่วงที่ผ่านมา หลายครั้งเธอ กลั้นน ้าตาไว้ไม่อยู่
“คนในเมืองกินขนมไหว้พระจันทร์กับกระบองเพชรเหรอ? หมู่บ้านเราเคยมีคนมาแจกเหมือนกัน แต่เราไม่ชอบกินเพราะมัน เหม็นและไม่อร่อย ที่บ้านยังมีอาหารอื่นเหลืออยู่บ้าง จึงไม่จำเป็นต้อง กินของพวกนั้นหรอก” ป้าสะใภ้รองพูด
ป้าสะใภ้ใหญ่พูดทั้งน ้าตา “ก็ใช่น่ะสิ ในเมืองจะหาข้าวกินได้ที่
ไหน แม้แต่ข้าวสารเม็ดเดียวก็ไม่มี อยู่บ้านนอกยังดีกว่า อยู่บ้านนอก ดีกว่าจริง ๆ ด้วย”
ป้าสะใภ้รองตบมือของเธอ “พี่อย่าไปในเมืองอีกเลยนะ มาอยู่ ด้วยกันในหมู่บ้านนี้แหละ”
“ไม่ไปหรอก ต่อให้มาไล่ก็ไม่ไป”
ทันใดนั้นเจี่ยงย่วนก็นึกบางอย่างขึ้นได้ “แต่ถึงอย่างนั้น คุณลุง คุณป้าต้องลงทะเบียนกับผู้ใหญ่บ้านเมื่อคุณกลับมานะครับ ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับน ้าแจก”
“ใช่ ๆ ๆ ทำไมลืมเรื่องนี้ไปเลยเนี่ย พวกพี่ต้องรีบไปลงทะเบียนนะ รีบไปหลังกินข้าวเสร็จ ส่วนเราจะไปบ้านเก่าและช่วยทำความสะอาด ให้” ลุงรองเพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน
“ได้สิ งั้นรีบกินรีบไปแล้วกัน” ลุงใหญ่ยกถ้วยโจ๊กขึ้นดื่ม
หลังจากทานอาหารเสร็จ เซียวหมิงเยวี่ยเตรียมตัวเดินทางกลับ บ้าน ลุงรองและป้าสะใภ้รองยกมันฝรั่งมาให้สองกระสอบ และยืน กรานให้เธอเอาไปด้วย
ในท้ายที่สุด เซียวหมิงเยวี่ยจึงต้องรับมันฝรั่งสองกระสอบ ซึ่ง เพียงพอสำหรับใช้กินกว่าครึ่งเดือนกลับไปด้วย
ป้าสะใภ้รองคว้าไก่จากใต้เตียงแล้วมอบให้เซียวหมิงเยวี่ย แต่เธอ ปฏิเสธที่จะรับไว้ เนื่องจากที่บ้านเลี้ยงไก่อยู่แล้ว และเธอไม่อยากเอา ไก่ตัวสุดท้ายของครอบครัวลุงรองกลับไป
ป้าสะใภ้รองพยายามยัดไก่ลงไปในรถ ทำให้ขนไก่ร่วงหล่นไปทั่ว พื้น เซียวหมิงเยวี่ยรีบสตาร์ตรถและเหยียบคันเร่งเพื่อหนีไปทันที
ทางกลับเมืองราบรื่นมาก เซียวหมิงเยวี่ยแทบไม่เห็นคนเลย แต่ พอเข้าเขตเมือง เธอก็เจอกับขบวนรถบนทางหลัก
ขบวนรถมีรถทั้งหมด 10 คัน เป็นรถออฟโรดทั้งหมด และมีรถ ทหารลายพรางอยู่สองคัน
มีขบวนรถถือว่าไม่แปลกอะไร แต่แปลกตรงที่รถทั้งขบวนมีแต่ ผู้ชาย
เซียวหมิงเยวี่ยเหลือบมองพวกเขา แล้วรีบถอนสายตา เธอชะลอ ความเร็วรถลง หลบทางให้พวกเขา ขบวนรถจึงขับผ่านไปก่อน
ในรถทหารลายพราง
“พี่เฟ่ย คนของเราได้ค้นพบแล้วครับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ เมืองใต้ดินที่อยู่ในเมืองเผิงจิงคือประธานของอี้หลงเอ็นเตอร์ไพรส์ ชายชราคนนั้นขัดแข้งขัดขาเรามาหลายครั้ง วันนี้พี่น้องของเราจะ ยึดครองดินแดนของเขาแล้ว ต้องสั่งสอนบทเรียนเขาเสียบ้าง!”
ชายที่ถูกเรียกว่าพี่เฟ่ยกำลังหลับตาพักผ่อน เขาตอบกลับอย่าง ใจเย็น
“ลิ่วจื่อ อย่าลืมจุดประสงค์หลักของงานนี้ล่ะ”
“ไม่ลืมหรอกน่าพี่เฟ่ย พวกคนรวยในเมืองเผิงจิงชอบไปเมืองใต้ ดิน วันนี้เราจะทำการใหญ่ จับพวกมันทั้งหมดมารวมกัน แล้วเรียกค่า ไถ่จากครอบครัวของพวกมัน เมื่อเงินเข้าบัญชีแล้ว…”
ลิ่วจื่อทำท่าทางประกอบพลางพูดด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
“ระเบิดพวกมันให้เกลี้ยง!”
พี่เฟ่ยยกยิ้มมุมปาก ก่อนหันไปมองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างและ พึมพำว่า
“เผิงจิงไม่ควรเป็นเมืองหลักของจังหวัด แต่ก็ดีกว่าตงเหอ น่า เสียดายที่หลังจากวันนี้ คนรวยในเมืองเผิงจิงจะหายไปจนหมด”
“ไม่เพียงแค่นั้น ของบนรถเราล้วนเป็นของชั้นยอด หลังระเบิด เมืองใต้ดิน รากฐานจะต้องพังทลาย แล้วเมืองเผิงจิงทั้งเมืองจะถูก ทำลาย อาคารสูงทั้งหมดจะกลายเป็นซากปรักหักพัง ฉากพวกนั้น มันจะต้องน่าตื่นเต้นมากแน่ ๆ!”
ลิ่วจื่อพูดด้วยท่าทางตื่นเต้นมาก เขาตั้งตารอการระเบิดในวันนี้
มาโดยตลอด
พี่เฟ่ยขมวดคิ้วแน่น “ตอนดำเนินการต้องระวังให้ดี อย่าลืม เหมือนครั้งก่อนที่เกือบจะล้มเหลว”
ลิ่วจื่อลูบหัวตัวเอง “ที่เมืองอวิ๋นเพ่ยครั้งก่อนเป็นอุบัติเหตุ แต่เรา ก็ยังระเบิดตึกของมหาเศรษฐีเมืองอวิ๋นเพ่ยได้ ลูกเมียเขาต่างก็อยู่ใน ตึก ทำให้สามารถทำลายล้างทั้งครอบครัวโดยไม่เหลือทิ้งไว้สักคน
แต่คราวนี้แตกต่างออกไป เมืองเผิงจิงได้สร้างเมืองใต้ดินไว้แล้ว จึงไม่ต้องตามหาพวกคนรวย ก็แค่ระเบิดทิ้งในคราวเดียว ไม่มีทาง พลาดแน่นอน พี่เฟ่ยวางใจได้”
“ดูนั่นสิ มีรถขับตามเรามา แถมยังเป็นรถออฟโรดเสียด้วย” ชาย ที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้น
ลิ่วจื่อโผล่หัวออกไปดูพลางใช้นิ้วลูบคาง
“เฮ้ ยังเป็นสาวน้อยอยู่เลย เธอขับตามมาตลอดทาง ไม่แน่ว่าเธอ อาจจะแอบชอบพี่ชายคนนี้ก็ได้?”
พี่เฟ่ยจ้องเขาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “ถนนสายนี้เป็นถนนเข้าเมือง เลิกอวดดีได้แล้ว อย่าลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่ และอย่าสร้างปัญหา โดยไม่จำเป็น”
ลิ่วจื่อหดหัวเข้ามาในรถ “น่าเสียดายจะตาย คงดีไม่น้อยถ้าเธอ ไปที่เมืองใต้ดินด้วย”
พี่เฟ่ยตะคอกอย่างเย็นชา “ถ้างั้นเธอก็ต้องตายสถานเดียว”