ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 91 สุนัขเลี้ยงที่น่าสงสาร
ดวงตาฟู่ไคหล่างแสดงความประหลาดใจ “นี่มันคุณคนสวย เรา เพิ่งจะพบกันเมื่อกี้…”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่สนใจและเดินผ่านเขาออกไป
เมื่อเห็นเธอ ใบหน้าของจี้เหวินซีก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ ขณะที่
เซียวหมิงเยวี่ยกลับดูสุขุมมาก เธอเห็นหน้ากากกระต่ายในมือของ เขา จึงหยิบขึ้นมาทันที
“ขอบคุณค่ะ ฉันอยากได้คืนอยู่พอดี”
หลังจากยิ้มอย่างสุภาพ เซียวหมิงเยวี่ยก็เดินออกจากห้องเต้นรำ โดยไม่หันกลับมามอง
จี้เหวินซีมองตาค้างอยู่อย่างนั้น “…”
นี่เขาเผลอไปพูดอะไรที่ไม่สุภาพหรือเปล่า?
ฟู่ไคหล่างสะกิดจี้เหวินซีด้วยแขนและกระซิบ
“ลูกพี่ ดูเธอไม่จริงจังกับคุณเลย ทั้งที่เพิ่งจะอุ้มคุณในท่าเจ้า หญิง แต่กลับแสดงท่าทีใจร้ายแบบนี้ได้ยังไง แย่มาก ผู้หญิงนิสัยไม่ ดี!”
ดวงตาจี้เหวินซีหมองหม่นและพร่ามัว เขาเริ่มคิดอย่างจริงจังถึง ความเป็นไปได้ในการลอบวางยาพิษฟู่ไคหล่าง
เมื่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของจิตสังหารจากชายหนุ่มด้านข้าง ฟู่ ไคหล่างก็หัวเราะแห้ง ๆ และพยายามถอยหนี
…
เซียวหมิงเยวี่ยเปลี่ยนกลับมาสวมเสื้อผ้าตัวเดิมและคืนหน้ากาก ขณะที่กำลังจะออกจากเมืองใต้ดิน เธอก็ชนเข้ากับคุณโจว
“คุณโจวนี่ดูเป็นคนบ้างานจริง ๆ เลยนะคะ ช่วงนี้ยุ่งอะไรอยู่งั้น เหรอ?” เซียวหมิงเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะแซว
คุณโจวรู้ว่าเขาผิดและอธิบายว่า
“คุณเซียวนี่เอง ช่วงนี้เมืองใต้ดินมีเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ ต้องให้ผมช่วยทำหลายอย่าง เลยค่อนข้างยุ่งทีเดียว เรื่องที่ว่าคืออะไร นั้น คงต้องขออภัยที่ไม่สามารถบอกคุณได้ แต่ผมไม่มีทางลืมเรื่องที่
คุณฝากฝังไว้แน่นอนครับ”
แม้เขาจะไม่ได้บอกเซียวหมิงเยวี่ย แต่เธอก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่
ต้องร่วมมือกับตำรวจในการจับกุมอาชญากร และจำเป็นต้องขอ ความช่วยเหลือจากเหล่าผู้บริหารของเมืองใต้ดิน
“แล้วรถบ้านกับเรือของฉันล่ะคะ มีข่าวคราวอะไรบ้างไหม?” เธอ ตรงเข้าประเด็น
คุณโจวยิ้มเล็กน้อย “ไม่มีข่าวเกี่ยวกับเรือเลยครับ แต่มีข่าว เกี่ยวกับรถออฟโรด ในเดือนหน้าจะมีรถออฟโรดขนาดกลางซึ่งตรง
ตามความต้องการของคุณ แล้วผมจะส่งรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับ รถออฟโรดคันนี้ให้นะครับ
คุณลองอ่านดู ถ้าพอใจ เราจะไม่ปล่อยรถคันนี้ออกประมูลและ เก็บไว้ให้คุณ เพียงแต่ว่าราคาจะค่อนข้างสูงพอควร ขอให้คุณเตรียม ใจให้พร้อมนะครับ”
เซียวหมิงเยวี่ยเริ่มสนใจทันที “เอาละ คุณส่งมาให้ฉันดูก่อนแล้ว กันค่ะ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา”
ในที่สุดเธอก็สามารถพูดประโยคนี้อย่างไม่เกรงกลัว
หลังจากคุยกับคุณโจวเสร็จ เซียวหมิงเยวี่ยก็ขับรถตรงกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็เป็นเวลาค ่าแล้ว อาหารเย็นร้อน ๆ ถูกจัดเตรียมไว้รอเธอ กลับมาเพื่อทานอาหารด้วยกันอย่างพร้อมหน้า
“หมิงเยวี่ยหลานรัก ในที่สุดก็กลับมาแล้ว เดินทางปลอดภัยดี ไหม? เล่าให้ยายฟังหน่อยสิว่าการเป็นอยู่ของบ้านลุงรองของหลาน เป็นยังไงบ้าง แล้วจื่อจื่อตัวน้อยล่ะเป็นยังไงบ้าง?” คุณยายดึงเซียวห มิงเยวี่ยเข้ามาและไม่ยอมปล่อยมือ
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มบางพลางลูบมือคุณยายของเธอเบา ๆ แล้วเล่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ฟัง โดยเล่าเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับบ้าน ลุงใหญ่และบ้านลุงรองเท่านั้น เธอไม่ได้เล่าเรื่องที่มีคนตายตอนไปรับ ลุงใหญ่ เพราะกลัวว่าครอบครัวจะกังวล
พ่อเซียวรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก “ไม่นึกเลยว่าพี่ใหญ่กับ พี่สะใภ้จะมีด้านแบบนี้ด้วย ลี่เจียวน่าสงสารจัง ถ้าเป็นพ่อ พ่อก็คง ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องลูกสาวของเราเช่นกัน”
หลังจากฟังคำเล่าของลูกสาวแล้ว พ่อเซียวก็เปลี่ยนมุมมองต่อพี่
ใหญ่และพี่สะใภ้ไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยคิดว่าพวกเขาเป็นคน เห็นแก่ตัวและมักทำเรื่องไม่เข้าท่า แต่พอเกิดเรื่องใหญ่ ๆ ขึ้นมา พวก เขากลับแสดงออกถึงความเป็นคนดีที่มีจิตใจกล้าหาญ
แม่เซียวค่อนข้างโกรธ “คนในชุมชนที่มาหาเรื่องคือใครกัน หน้า ไม่อาย คนพวกนั้นสมควรตายทั้งหมด และต้องถูกสับเป็นชิ้น ๆ ถึงจะ สาสม!”
แต่หลังจากได้ยินว่าบ้านของลุงรองถูกขู่บังคับขออาหารจาก ชาวบ้าน จากนั้นลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ก็วิ่งออกไปพร้อมไม้กวาดไม้ไผ่ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม แม่เซียวก็ยิ้มด้วยความพึงพอใจ
“ตอนหนุ่ม พี่ใหญ่มีชื่อเสียงมากในหมู่บ้าน เขาเป็นนักเลงหัวไม้ ที่ไม่เกรงกลัวใคร ถ้าพี่ใหญ่อยู่ที่บ้าน พี่รองคงไม่โดนรังแกอีกแล้ว นี่
ยังกังวลอยู่เลยว่าพี่รองจะถูกชาวบ้านรังแกอยู่หรือเปล่า ตอนนี้คงไม่ เป็นอะไรแล้ว”
คุณยายปาดน ้าตาอย่างมีความสุข “แม้พี่เขาจะนิสัยแย่ แต่ยังไง ก็เป็นพี่น้องกัน แม้ตัวเขาจะรังแกน้องชายตัวเอง แต่ก็ยังไม่ยอมให้ ใครมารังแกน้อง นอกจากตัวเขาเอง”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดขณะกำลังเคี้ยวขาไก่ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น
“หลังจากประสบเหตุการณ์ครั้งใหญ่เช่นนี้ หนูรู้สึกว่าลุงใหญ่และ ป้าสะใภ้ดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย โดยเฉพาะป้าสะใภ้ หนูหวังว่าพวกเขา จะใช้ชีวิตในหมู่บ้านอย่างสงบสุขดีนะ ไม่ทำตัวเหลวไหลอีกต่อไป ไม่อย่างนั้นหนูคงจะเสียใจที่อุตส่าห์เดินทางไปตั้งไกล”
คุณยายมอบเนื้ออกไก่ชิ้นหนึ่งให้หลานสาว
“เหนื่อยหน่อยนะฮีโร่ของบ้านเรา หลานไม่เพียงช่วยชีวิตของลุง ใหญ่เท่านั้น แต่ยังช่วยลุงรองด้วย ในอนาคตถ้าลุงใหญ่และป้าสะใภ้ ยังพูดอะไรไร้สาระอีก แล้วมาทำให้หมิงเยวี่ยโกรธ ยายจะแขวนพวก เขาบนจันทัน*[1] แล้วใช้เข็มขัดฟาดจนกว่าหมิงเยวี่ยจะหายโกรธ ดี ไหม?”
เมื่อได้ยินคุณยายพูดแบบนี้ ทั้งครอบครัวก็หัวเราะครืนออกมา และเซียวหมิงเยวี่ยเองก็รู้สึกขบขันเช่นกัน
“ยังจำได้ดีเลยว่าตอนยังเด็ก พี่เขาเล่นซนมากจนถูกตีทุก ๆ สามวัน เขาทั้งขโมยไก่ของที่บ้านออกไป ไม่ก็จุดฟืนเล่น ก็เลยถูก คุณพ่อตีด้วยเข็มขัดบ่อย ๆ” แม่เซียวพูดด้วยรอยยิ้ม
คุณปู่ที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดพูดขึ้นว่า “ใช้ของฉันสิ แข็งดีนะ”
คุณยายยิ้ม “ได้ ฉันจะใช้ของแกนั่นแหละตาเฒ่า”
“อ้อ ผู้จัดการซูพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงจอดรถใต้ดินครั้งที่แล้ว เขาบอกว่าได้รายงานต่อเบื้องบน และรัฐบาลก็ให้รางวัลหมิงเยวี่ยเป็น บะหมี่สองถุง ข้าวกล้องสองถุง และน ้าตาลหนึ่งถุง ทุกวันนี้น ้าตาลหา ยากมากเลยนะ!”
จู่ ๆ คุณแม่เซียวก็จำสิ่งที่ผู้จัดการซูพูดในวันนี้ได้
คุณยายพูดว่า “น ้าตาลเหรอ ดีเลย ของดีแบบนี้ สมัยก่อนตอน ยากจน ถ้าบ้านไหนได้กินน ้าตาลสักหน่อย จะต้องอวดคนทั้งหมู่บ้าน ไปหลายวันเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำขนมน ้าตาล ร้อน ๆ นุ่ม ๆ หวาน ๆ หอมกรุ่นให้กินกัน!”
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้า “ดีเลยค่ะ หนูเองก็อยากกินขนมน ้าตาล เหมือนกัน จริง ๆ แล้วบ้านเราที่ห้องใต้ดินก็มีน ้าตาลอยู่หลายถุง ถ้า ยังไม่พอ หนูจะไปเอามาให้อีก”
ก่อนวันสิ้นโลก เธอตุนน ้าตาลไว้ 60 กล่อง น ้าตาลช่วยฟื้นฟู พลังงานอย่างรวดเร็ว ในยุคมืดหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ในอนาคต น ้าตาลซึ่งเป็นสินค้าชั้นเลิศชนิดนี้จะยิ่งหายากขึ้นไป อีก
“จริงด้วย แม่คะ ตอนที่แม่ไปช่วยงานที่โรงจอดรถใต้ดิน ถ้ายังไม่ จำเป็นก็อย่าให้ใครเห็นปืนที่แม่พกอยู่นะ แม้แต่ผู้จัดการซูก็ห้ามบอก นะคะ” เซียวหมิงเยวี่ยกำชับ
พ่อเซียวพูดเสริมว่า “ใช่ ห้ามให้คนอื่นรู้เด็ดขาดนะ”
แม่เซียวพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “แม่เข้าใจแล้ว แม่รู้ ความสำคัญเรื่องนี้ดี
เธอถอนหายใจและพูดว่า “วันนี้ที่โรงจอดรถใต้ดินก็เกิดเรื่องอีก แล้ว ถึงจะไม่มีคนตาย แต่ก็ยังน่ากลัวมาก โลกนี้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ลูกไม่ต้องเป็นห่วงนะ แม่จะปกป้องตัวเองและครอบครัวให้ดี จะไม่ ปล่อยให้ลูกน้อยของแม่ต้องได้รับอันตรายใด ๆ”
เซียวหมิงเยวี่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เกิดอะไรขึ้น เหรอคะ?”
พ่อและแม่เซียวหันมองหน้ากัน จากนั้นพ่อเซียวก็เล่าให้ฟัง
“มีเด็กสาวคนหนึ่งเลี้ยงสุนัขไว้ และเลี้ยงเหมือนลูกชายคนหนึ่ง ไม่ว่าเธอจะกินอะไรก็แบ่งให้สุนัขครึ่งหนึ่ง แต่วันนี้ เด็กหญิงคนนั้น ไม่ได้ดูสุนัขตั้งแต่เช้า คนกลุ่มหนึ่งจึงขโมยสุนัขตัวนั้นไป เมื่อพบก็ เห็นว่า…”
พ่อเซียวหยุดเล็กน้อย “มันถูกย่างกินไปแล้ว เด็กสาวเสียใจจน คลั่งและผลักชายหนึ่งในนั้นเข้ากองไฟ ดวงตาของเขาถูกสะเก็ดไฟ เผาจนตาบอด เขาสมควรได้รับมันแล้ว แต่เด็กสาวคนนั้นก็ถูกทุบตี อย่างรุนแรง ตอนที่เราเข้าไปช่วย เธอก็ถูกทุบตีจนปางตาย”
ได้ยินเช่นนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็ตกอยู่ในความเงียบ ความจริงแล้ว เมื่อเริ่มขาดแคลนอาหาร ก็มีบางคนเริ่มคิดถึงสัตว์เลี้ยงแล้ว ไม่
เพียงแต่จะกินสัตว์เลี้ยงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังคิดจะขโมยของคน อื่นมากินอีกด้วย
โดยเฉพาะแมวจรจัดและสุนัขจรจัดบนท้องถนนได้หายไป หมดแล้ว ไม่รู้ว่าเข้าไปในท้องใครบ้าง
คนเหล่านั้นพูดว่า มันก็แค่หมาตัวหนึ่งเอง แต่สำหรับคนที่เลี้ยง สัตว์เลี้ยงแล้ว พวกมันคือความผูกพันทางอารมณ์ ไม่น่าแปลกใจที่
เด็กสาวคนนั้นจะโกรธจนคลั่ง
ในอนาคต ระเบียบสังคมจะยิ่งแย่ลง ตอนนี้แค่กินสัตว์เลี้ยง แต่ใน อนาคตอาจจะกินคนด้วยกันก็ได้
ความชั่วร้ายของมนุษย์ก็เหมือนกับกล่องแพนดอร่าที่ถูกเปิด ออก และกำลังค่อย ๆ ปรากฏออกมา
[1]จันทัน หมายถึงส่วนประกอบหนึ่งของโครงสร้างหลังคา ที่ทำ หน้าที่รองรับและถ่ายเทน ้าหนักจากแปไปสู่อเสหรือเสา