ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 95 แม่เซียวบรรจุเป็นข้าราชการ เตียวหรงหรงโดนตบ
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 95 แม่เซียวบรรจุเป็นข้าราชการ เตียวหรงหรงโดนตบ
“ทั้งอากาศร้อนแทบไหม้ และพายุทรายเจ้าปัญหา จงหายไป หมดเลย! ฝนกำลังจะตกแล้วโว้ย เราจะได้มีน ้าใช้แล้ว! ท่านเทพ มังกร โปรดประทานฝนให้ตกหนักเจ็ดวันเจ็ดคืนไปเลยนะครับ เพื่อ พืชพรรณจะได้เติบโต!”
“แต่ฉันได้ยินมาว่าหลายจังหวัดกำลังอพยพประชาชนอยู่นะ บอกว่าฝนครั้งนี้จะหนักมาก ถึงตอนนั้นถ้าเกิดน ้าท่วม อาจจะท่วม เมืองเลยก็ได้ คนที่ไม่อยากตายก็ให้อพยพตามคำสั่งของรัฐบาล”
“น ้าท่วมได้ก็ดีสิ ท่วมมาเลย ฉันจำไม่ได้แล้วว่าแม่น ้าหน้าตาเป็น ยังไง มาเถอะ ปล่อยให้มันท่วมไปเลย”
“พอฝนตกลงมา ฉันจะอาบน ้าให้สะอาด แล้วออกไปวิ่งลุยฝนสัก หน่อย!”
“เดี๋ยวฉันจะไปนอนตากน ้าฝน อ้าปากรับน ้า แล้วดื่มน ้าฝนให้อิ่ม ท้องไปเลย มันคงจะรู้สึกดีมากจริง ๆ”
ทุกคนต่างดื่มด ่ากับความสุขของฝนตกหนักที่กำลังจะมาถึง แม้แต่สมาชิกในครอบครัวเธอเอง มีเพียงเซียวหมิงเยวี่ยเท่านั้นที่
ยังคงนิ่งเงียบ
ในชุมชนเกิดความขัดแย้งหลายประการเกี่ยวกับการซ่อมแซม ประตูและหน้าต่าง แต่โชคดีที่พวกเขาคลี่คลายได้และไม่บานปลาย จนเป็นการทะเลาะวิวาท
ฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์ยังได้จัดบุคลากรทำความสะอาด ชุมชนอีกด้วย หลังจากพายุทรายพัดผ่านไป ชุมชนก็สกปรกมาก ทุกอย่างกระจัดกระจายอยู่บนพื้น เมื่อเดินออกไป จะพบกับเครื่องใช้ ในครัวเรือนต่าง ๆ และเศษซากของบ้านเรือนเกลื่อนกลาด
นอกจากนี้ การที่ทุกคนกลับบ้านเพื่อทำความสะอาดบ้านและ ซ่อมแซมประตูและหน้าต่าง ยังสร้างขยะจำนวนมากอีกด้วย
ฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์แจ้งว่า ผู้ที่มาสมัครเป็นฝ่ายทำความ สะอาดจะได้รับขนมไหว้พระจันทร์และชิ้นกระบองเพชร แล้วยังได้รับ รางวัลพิเศษคือโจ๊กแปดทรัพย์ 1 ถ้วย
ด้วยการล่อลวงของโจ๊กแปดทรัพย์ บรรดาแม่บ้านที่ว่างงานอยู่ที่
บ้านต่างสมัครเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้น ไม่นานชุมชนก็ได้รับการ ดูแลอีกครั้ง ถนนสะอาดหมดจด ถังขยะก็จัดวางอย่างเป็นระเบียบ เหมือนกับก่อนช่วงที่มีคลื่นอากาศร้อน
ในเดือนหลังจากพายุทรายสิ้นสุดลง จังหวัดที่ห่างไกลทำการ อพยพอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้คนในเมืองเผิงจิงไม่ได้อยู่นิ่งเฉยเช่นกัน พวกเขาทำงานอย่างหนักเพื่อซ่อมแซมบ้านใหม่
แต่เบื้องหลังความสงบนี้กลับมีอันตรายซ่อนอยู่มากมาย
เห็นได้ชัดว่าเวลาเพียงหนึ่งเดือนไม่เพียงพอสำหรับการอพยพ เมื่อฝนตกหนัก พวกเขาไม่สามารถหยุดพักและต้องเดินไปข้างหน้า ท่ามกลางสายฝน
บนเส้นทางนั้น ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะต้องเจอกับอันตรายมากมาย เพียงใด หรือจะต้องผ่านพ้นอุปสรรคที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตมากแค่ ไหน
…
“หมิงเยวี่ย หลานปอกเปลือกถั่วได้เท่าไหร่แล้ว?” คุณยาย ตะโกนถามจากห้องครัว
“เกือบครึ่งชามแล้วค่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยนั่งอยู่บนโซฟา กำลังใช้คีมคีบเปลือกถั่วอยู่ พ่อ กับแม่ไปทำงานแล้ว นี่เป็นงานที่ได้รับมอบหมายจากคุณยาย
เธอใส่ถั่วทั้งหมดที่ปอกเปลือกแล้วลงในชาม ปากชามใหญ่กว่า ใบหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยเสียอีก คุณยายจะเอาไปทำถั่วเคลือบ น ้าตาลกินเย็นนี้
“ปอกเพิ่มหน่อยสิ บ้านยังมีถั่วลิสงไหม เอามาทำน ้าเต้าหู้ก็ดี แม่ ของหลานชอบดื่ม” คุณยายพูดเสริม
เซียวหมิงเยวี่ยลากเสียงยาว “ได้ค่า~”
เธอไปชั้นใต้ดินเอาถั่วลิสงมาให้คุณยายเพิ่ม ขณะดูละครเพลิน ๆ เธอไม่รู้ตัวว่าปอกเปลือกถั่วจนเต็มชามใหญ่แล้ว
เมื่อดูโทรศัพท์ก็เห็นว่าเป็นเวลาเลิกงานของแม่เซียวแล้ว
เซียวหมิงเยวี่ยเช็ดมือด้วยกระดาษทิชชูเปียก “คุณยายคะ เท่านี้
พอหรือยัง หนูจะออกไปรับแม่ก่อน เดี๋ยวกลับมาทำต่อนะ”
“พอแล้ว พอแล้ว ขับรถระวัง ๆ นะ แล้วรีบกลับมาล่ะ”
คุณยายนำถั่วที่ปอกเปลือกแล้วเข้าไปในห้องครัว เธอไม่ลืมที่จะ หันมาพูดกำชับ
เซียวหมิงเยวี่ยรีบออกจากบ้าน สำนักงานฝ่ายจัดการ อสังหาริมทรัพย์อยู่ไม่ไกล เธอจึงใช้เวลาไม่นาน
ทันทีที่มาถึงหน้าประตู เซียวหมิงเยวี่ยก็ได้ยินเสียงโต้เถียงจาก ด้านใน
“ฉันเพิ่งลาออกได้ไม่นาน พวกคุณก็ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการ เลยเหรอ? ผู้จัดการจาง คุณรู้ข่าวภายในตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม แล้ว ทำไมถึงไม่บอกฉันฮะ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อฉันลาออก คุณก็ตอบ ตกลงอย่างง่ายดาย คงรออยู่แล้วสินะ!”
ผู้หญิงในวัย 30 ปีจ้องมองด้วยความโกรธ เธอกางแขนหน้า ประตูเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานในนั้นออกไปได้
ผู้จัดการจางหน้าดำเคร่งเครียด “เกาเมิ่ง เป็นคุณเองที่คิดว่าการ ทำงานในระหว่างมีพายุทรายเป็นเรื่องยาก ก็เลยมายื่นขอลาออกด้วย ตัวเอง แล้วตอนนี้คุณจะมาสร้างปัญหาอะไรอีก?”
ผู้หญิงที่ชื่อเกาเมิ่งตะคอกอย่างเย็นชา “ก็ฉันไม่รู้ว่าฝ่ายนิติ บุคคลจะถูกบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ ถ้าคุณบอกฉันก่อน ฉันก็จะไม่ ลาออก ถ้าจะตายก็ขอตายในหน้าที่ดีกว่า!”
ในช่วงนี้ ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ฝ่ายนิติบุคคลได้ ประสานงานและดูแลจัดการกิจการต่าง ๆ ของชุมชนเป็นอย่างดี พวก เขาสมควรได้รับการยกย่อง รัฐบาลจึงมีประกาศว่าพนักงานฝ่ายนิติ บุคคลทุกคนจะได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ
จากนี้ไปทุกคนจะเป็นพนักงานของรัฐ อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการตามตำแหน่งข้าราชการ
ประกาศนี้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก พนักงานฝ่ายนิติบุคคลที่เคยบ่นว่างานหนักก็ดีใจจนนอนไม่หลับ
การบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ ช่างเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก ยิ่ง ในยุคมหันตภัยเช่นนี้ การหางานทำแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
แต่พวกเขากลับสามารถพลิกชะตาชีวิตได้ ก้าวขึ้นเป็นพนักงาน ของรัฐ ช่างเป็นการพลิกฟื้นวงศ์ตระกูลอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้คุณแม่เซียวมักจะได้ยินเพื่อนร่วมงานบ่นว่า งานที่ทำ แม้จะมีรายได้ดี แต่ก็ต้องเสี่ยงชีวิต หากยังรักษาชีวิตไม่ได้ แล้วเงิน เหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร
แต่ตอนนี้ไม่มีใครบ่นแล้ว ฝ่ายนิติบุคคลเต็มไปด้วยความยินดี ราวกับเทศกาลปีใหม่
แต่ก็มีบางคนที่ทำงานในฝ่ายนิติบุคคลมาได้สักพักแล้วลาออก เมื่อรู้ข่าวนี้ก็เสียใจมาก คนที่ลาออกไปนานแล้วยังไม่เท่าไหร่ แต่คน ที่เพิ่งลาออกแทบจะอยากอาเจียนออกมาเป็นเลือด
และเกาเมิ่งก็เป็นหนึ่งในคนที่เพิ่งลาออกเมื่อเดือนก่อน
“เกาเมิ่ง คุณมาโวยวายที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร รายชื่อพนักงาน ได้ส่งไปแล้ว ถ้าจะโทษใครสักคน ก็โทษตัวเองที่ลาออกเองสิ ดวงไม่ ดีเองจะโทษใครได้” ผู้จัดการจางกล่าวตรงไปตรงมา
เกาเมิ่งขึ้นเสียง “ฉันไม่สน คุณก็แค่ไปบอกกับรัฐบาลว่าส่งชื่อ ผิดพลาด แค่นั้นทำไม่ได้หรือไง?”
ผู้จัดการจางหมดความอดทน “นี่คุณกำลังหาเรื่องอยู่เหรอ หลีก ไปซะ พวกเราถึงเวลาเลิกงานแล้ว”
เตียวหรงหรงกลอกตาและพูดด้วยความโกรธ
“จริงด้วย คนเราก็ต้องชดใช้ผลของการกระทำของตัวเองสิ ใคร บอกให้เธอลาออกล่ะ”
เมื่อเกาเมิ่งได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเธอพลันบิดเบี้ยวด้วยความ โกรธ
“ก็เพราะเธอไง! เธอเป็นคนชักชวนให้ฉันลาออกตั้งแต่แรก บอก ว่าการทำงานในฝ่ายนิติบุคคลนั้นยากและอันตราย แล้วยังมีเรื่อง
ทะเลาะเบาะแว้งอยู่ตลอด เพราะงั้นลาออกดีกว่า สุดท้ายฉันก็ลาออก แล้ว ทำไมเธอถึงไม่ลาออกด้วยล่ะ?”
เตียวหรงหรงไม่สนใจ “ฉันก็แค่บ่นไปอย่างนั้น แต่เธอยื่นใบลา ออกเองนี่ จะมาโทษคนอื่นได้ยังไง”
เกาเมิ่งเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และพูดอย่างไม่ อยากเชื่อว่า
“เธอรู้ล่วงหน้าแล้วใช่ไหม เธอมีญาติเป็นข้าราชการ ถึงได้รู้ ล่วงหน้าแล้วว่าฝ่ายนิติบุคคลจะบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ? เพราะงั้น เธอก็เลยชักชวนให้ฉันลาออกใช่ไหม?”
เตียวหรงหรงยิ้มอย่างยั่วยวน เห็นได้ชัดว่าเธอยอมรับ “ถึงรู้แล้ว ใครจะอยากบอกคนอื่นล่ะ”
เธอไม่ชอบเกาเมิ่งมานานแล้ว ผู้หญิงคนนี้ชอบทาปากแดงแปร๊ด เหมือนกับหญิงขายบริการ
เกาเมิ่งกรีดร้องและพุ่งตัวเข้าไปหาเตียวหรงหรง เธอกระชากผม ของอีกฝ่ายและเริ่มตบตี
“นางสารเลว นางหมูอ้วนพุงย้อย ไปลงนรกซะ!”
ก่อนที่เตียวหรงหรงจะมีเวลาหลบ ผมกระจุกหนึ่งของเธอก็ถูก กระชากออกไป ทำให้เธอร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด
ทันใดนั้นเหตุการณ์ก็วุ่นวายขึ้น โดยบางคนพยายามยุติการ ต่อสู้ บางคนแค่ยืนดูความสนุก และบางคนก็ฉวยโอกาสจากความ วุ่นวายเพื่อแอบย่องออกไป เช่น แม่เซียว
แม่เซียวไม่ต้องการเข้าไปพัวพันกับการทะเลาะกันระหว่างเพื่อน ร่วมงาน เธอแค่มาทำงานให้ดี และไม่เล่นพรรคเล่นพวกกับใคร เธอ แค่มาทำงานตามหน้าที่ และไม่ได้มาถ่ายละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ
นอกจากนี้ เธอไม่ชอบทั้งสองคนนั้น และไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่
ดีกับพวกเธอ แม่เซียวจึงไม่อยากเสียเวลาพยายามยุติการต่อสู้
การกลับบ้านหลังเลิกงานสำคัญกว่า
ทันทีที่แม่เซียวออกจากประตูสำนักงาน เธอก็พบกับลูกสาว เซียวหมิงเยวี่ยที่กำลังยืนดูละครน ้าเน่าและสนุกไปกับมันอยู่
เมื่อสองแม่ลูกมองหน้ากัน พวกเธอก็เผยรอยยิ้มที่รู้กันเพียงสอง คน จากนั้นแม่เซียวเดินมาจับแขนลูกสาวและพูดว่า
“ไป กลับบ้านกันเถอะ”