ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 98 เลียพื้นรองเท้า
“ฝนตกมาสามวันแล้ว ทำไมยังไม่หยุดอีก?” แม่เซียวบ่นขณะยืน อยู่ที่หน้าประตู
คุณยายวางบ๊ะจ่างสองถุงใหญ่ที่เพิ่งต้มเสร็จไว้บนรถ แล้วพูดว่า “ฝนแล้งมาตั้งนานแล้ว พื้นดินก็แห้งผาก น่าจะได้ซึมซับน ้าให้เต็มที่
สักหน่อย อาจจะตกต่ออีกไม่กี่วัน และคงจะหมดแล้วละ”
แม่เซียวพูด “จริงด้วย หมิงเยวี่ย ลูกขับรถระวัง ๆ หน่อยนะ แม่ ต้องไปฝ่ายนิติบุคคลทีหลัง เพราะวันนี้มีประชุม”
เซียวหมิงเยวี่ยเปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างใน วันนี้เธอจะไปที่
สำนักงานกรมเกษตรกรรมเพื่อไปเยี่ยมพ่อเซียว พ่อเซียวโทรมาบอก ว่าเขาอยากกินบ๊ะจ่าง เธอจึงห่อบ๊ะจ่างไปให้เยอะ ๆ เพื่อที่เขาจะได้ แบ่งปันให้เพื่อนร่วมงานด้วย
เขายังบอกด้วยว่ากรมเกษตรกรรมกำลังจัดการแข่งขันปลูกผัก ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจ
“รู้แล้วค่ะ พวกแม่รีบกลับเข้าไปในบ้านเถอะ” เซียวหมิงเยวี่ยตอบ
การขับรถเป็นไปอย่างราบรื่นตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงกรม เกษตรกรรม เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยมาถึง พ่อเซียวก็ออกมายืนรอเธอที่
หน้าประตูแล้ว
“บ๊ะจ่างพวกนี้อร่อยมากเลยนะ! มา ๆ ๆ เสี่ยวสวี เสี่ยวหลิว มา เอาบ๊ะจ่างไปกินคนละสองอัน ครอบครัวฉันทำเอง ยังร้อน ๆ อยู่เลย”
พ่อเซียวหยิบบ๊ะจ่างร้อน ๆ ออกจากถุงและเดินเข้าไปในห้อง รักษาความปลอดภัย เซียวหมิงเยวี่ยเดินตามเข้าไปและพูดด้วย รอยยิ้ม
“อันที่เป็นสามเหลี่ยมใส่ไส้อินทผลัมหวาน ส่วนอันยาว ๆ เป็น เนื้อค่ะ”
“โอ้ ขอบคุณครับพี่เซียว นี่ลูกสาวคุณสินะ สวยมากจริง ๆ”
รปภ.ทั้งสองยิ้มจนตาหยี ทุกวันนี้การกินบ๊ะจ่างไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงบ๊ะจ่างไส้เนื้อด้วย ดูเหมือนว่าสวัสดิการของแผนก เพาะปลูกจะดีกว่าของแผนกรักษาความปลอดภัย แต่อย่างไรเสียคน พวกนั้นก็มีฝีมือมากกว่า และพวกเขาทำได้เพียงอิจฉาเท่านั้น
พ่อเซียวฟังแล้วก็ดีใจมาก เขาทักทายว่า “ลูกสาวของฉันยังไม่ เคยเข้ามาในสำนักงานกรมเกษตรกรรมเลย วันนี้เลยจะพาเธอมาชม สถานที่หน่อย พวกคุณไม่ว่าอะไรใช่ไหม”
เซียวหมิงเยวี่ยเดินตามพ่อเซียวเข้าไปในกรมเกษตรกรรม ที่นี่
ไม่ใช่ว่าใครก็เข้าไปได้ เธอจึงต้องอาศัยบารมีของผู้เป็นพ่อในการ เข้าไป
“ตรงนั้นคือแผนกวิจัยและพัฒนา A ของพ่อ ส่วนนั่นแผนกวิจัย และพัฒนา B แล้วนั่นก็โรงอาหาร…”
ตลอดทาง พ่อเซียวคอยแนะนำสถานที่ให้เธอ เมื่อเห็นเพื่อน ร่วมงานหรือหัวหน้าที่คุ้นเคย พ่อเซียวก็ยิ้มแย้มแจ่มใสและแบ่งบ๊ะจ่าง ให้คนละสองลูก แม้แต่เซียวหมิงเยวี่ยก็ได้รับคำชมมากมาย
ก่อนหน้านี้เธอยังกังวลว่าพ่อเซียวจะปรับตัวไม่ได้ เพราะไม่เคย ทำงานในออฟฟิศมาก่อน แต่ตอนนี้ดูแล้ว พ่อของเธอทำงานที่นี่ได้ดี ทีเดียว
ในขณะที่พ่อเซียวกำลังแนะนำ กลุ่มชายหลายคนก็เดินตรงเข้า มาและชนกับไหล่ของเขา
คนคนนั้นมองมาทันที เมื่อเห็นพ่อเซียวสวมชุดทำงานสีน ้าตาล ของชาวไร่ แววตาของเขาพลันเต็มไปด้วยความดูถูก
“ตาบอดหรือไง เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ หมาดีไม่ขวางทางหรอกนะ เว้ย!”
ด้านหลังเขาตามมาด้วยลูกกะจ๊อกสองคน “จริงด้วย หมาดีไม่ ขวางทาง แกรู้ตัวบ้างไหมว่าเพิ่งเดินชนใคร?”
เซียวหมิงเยวี่ยมองกลุ่มคนทั้งสามอย่างเย็นชา คนตรงกลางสูง และอวบอ้วน ดูคุ้นหน้าคุ้นตา แต่เธอแน่ใจว่าไม่เคยเห็นเขามาก่อน ซึ่งมันแปลกมาก
พ่อเซียวสีหน้าบึ้งตึง “คุณก็ชนผมเหมือนกัน คุณทำไมไม่ดูทาง ดี ๆ ล่ะ? อายุยังน้อยกันอยู่เลย กลับพูดจาหยาบคายขนาดนี้ ช่างไม่ มีมารยาทจริง ๆ”
หม่าเย่าจู่โมโหขึ้นมาทันที และพูดอย่างโกรธเคืองว่า
“แกว่ายังไงนะ? ทั้งที่เป็นแค่ชาวไร่กระจอก ๆ ไม่รู้เลยว่าเจ้าพวก คนงานทำไร่ตัวเหม็นกล้ามาเหิมเกริมกับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ แกรู้ไหม ว่าฉันเป็นใคร? จะบอกให้เอาบุญ ฉันแซ่หม่านะเว้ย!”
“แล้วคุณเป็นใคร มาริโอเหรอ?” เซียวหมิงเยวี่ยพูดติดตลก
พ่อเซียวไม่เข้าใจ “มันคืออะไร? พ่อรู้จักแค่โอรีโอเท่านั้น”
“เกือบถูกแล้ว เกือบถูกแล้ว” เซียวหมิงเยวี่ยโบกมือ
หม่าเย่าจู่รู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกล้อเลียน จึงพูดเสียงดังว่า
“นางสารเลว แกกำลังล้อเลียนฉันเหรอ? ถ้ายังอยากทำงานที่นี่
อยู่ ก็จงคุกเข่าลงซะ ก้มหัวแล้วขอโทษฉัน หรือไม่งั้นก็ไสหัวออกไป จากที่นี่!”
เขาหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “แต่สำหรับพวกสามัญชนอย่างพวก แก มันคงยากมากกว่าจะได้เข้ามาทำงานในกรมเกษตรกรรม ฉะนั้น อย่ามัวแต่รักษาศักดิ์ศรีไร้ค่าจนต้องเสียงานที่ล ้าค่านี้ไป ว่ายังไง พวกแกจะก้มหัวดี ๆ ไหม?”
“ก้มหัว พวกแกต้องก้มหัว ถ้าไม่ยอมก้ม ก็อย่าคิดว่าจะออกไป จากตรงนี้ได้!” ผู้ติดตามทั้งสองพูดจาข่มเหงยิ่งขึ้น
มีเพื่อนร่วมงานของหม่าเย่าจู่เดินผ่านไป พวกเขาต่างทำเป็นไม่ เห็นอะไรและรีบหนีไปโดยเร็ว ใจจริงแอบสงสารพ่อลูกคู่นี้ ไปหาเรื่อง ใครไม่ว่า ดันไปหาเรื่องหม่าเย่าจู่
หม่าเย่าจู่ทำตัวกร่างอยู่ในสำนักงานทุกวี่วัน แม้แต่หัวหน้าแผนก ยังไม่กล้าสั่งให้เขาทำงาน
ทุกคนในครอบครัวของเขาทำงานในรัฐบาล รวมถึงผู้นำรัฐบาล รายใหญ่ด้วย
หม่าเย่าจู่เคยชินกับการเป็นคนหยิ่งยโส เขาเป็นคนก้าวร้าวและ ชอบข่มเหงผู้อื่นในทุก ๆ ที่ที่ไป หลายคนเกรงกลัวต่อสถานะของเขา จึงทำได้เพียงอดทนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซึ่งสิ่งนี้ก็ยิ่งส่งเสริมให้เขา มีนิสัยเย่อหยิ่งทะนงตนยิ่งขึ้นไปอีก
“แค่ให้ก้มหัวลงก็ถือว่าปรานีมากแล้ว ฉันเคยให้คนเลียพื้น รองเท้า พอพวกมันเลียจนสะอาดฉันถึงจะหายโกรธ” หม่าเย่าจู่พูด อย่างเย่อหยิ่งมากขึ้น
พ่อเซียวทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาผลักอีกฝ่ายอย่างแรง กระทั่ง หม่าเย่าจู่เสียหลักล้มลง
“แกกล้าเรียกใครว่านางสารเลว คิดว่ามีคนหนุนหลังแล้วจะอยู่ เหนือกฎหมายได้หรือไง? ถึงวันนี้ฉันจะโดนไล่ออก แต่ฉันก็จะสั่ง สอนแกให้รู้สักหน่อยว่า ไอ้พวกคนไม่มีการศึกษาทำตัวไร้มารยาท จะต้องเจอกับอะไร!”
พ่อเซียวพูดขณะพับแขนเสื้อขึ้น ไม่สำคัญว่ามันผู้นั้นจะแซ่หม่า หรือแซ่หนิว เขาจะไม่ไว้หน้าใครก็ตามที่มาระรานลูกสาวของเขา
หม่าเย่าจู่ข่มขู่ “ถ้าแกกล้าตีฉันอีกก็ลองดูสิ ฉันมีพรรคพวกอยู่ เบื้องหลัง ถ้ากล้าแตะฉันแม้แต่เส้นผม ฉันจะฆ่าครอบครัวแกทั้งหมด โดยไม่เหลือร่างให้ฝัง!”
ลูกน้องทั้งสองของเขาเตรียมพร้อมที่จะสู้ด้วยเช่นกัน
“บ้านของพี่หม่าทำงานในสำนักงานตำรวจนะเว้ย ไอ้โง่สองตัวนี้
ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไงวะ?”
หม่าเย่าจู่หัวเราะเยาะ “ทีนี้กลัวแล้วหรือยัง?”
พ่อเซียวกำลังจะเหวี่ยงหมัดออกไป แต่ถูกเซียวหมิงเยวี่ยดึงแขน ไว้ก่อน ที่นี่คือกรมเกษตรกรรม และพ่อเซียวเป็นลูกจ้าง หากลูกจ้าง ก่อเรื่องอาจมีผลกระทบใหญ่ แต่เธอไม่ใช่พนักงานของที่นี่
“หมิงเยวี่ย…” พ่อเซียวมองเธอด้วยความประหลาดใจ
รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏบนริมฝีปากของเซียวหมิงเยวี่ย “จะให้ก้ม หัวใช่ไหม? หรือเลียพื้นรองเท้าล่ะ?”
หม่าเย่าจู่หัวเราะเบา ๆ “แกยังค่อนข้างฉลาดนะ จำไว้ให้ดี สามัญชนต ่าต้อยไม่คู่ควรกับศักดิ์ศรีไร้ค่าหรอก จงก้มหัวลงซะ”
ลูกน้องสองคนนั้นแสดงสีหน้าแปลก ๆ เล็กน้อย แต่ก็หายไป อย่างรวดเร็ว
“ก้มลง ก้มให้มันเยอะ ๆ หน่อยแล้วกัน จนกว่าพี่หม่าจะพอใจ”
เซียวหมิงเยวี่ยเดินเข้ามาใกล้ “คาดไม่ถึงเลยนะว่า แกจะมีงาน อดิเรกแปลก ๆ แบบนี้ ถ้างั้น… ก็เลียมันซะ”
เธอเตะหม่าเย่าจู่ที่หัวเข่า ส่งผลให้เขาคุกเข่าลงด้วยความ เจ็บปวด
“อ๊าก! แกมันนาง…”
ก่อนที่เขาจะได้สาปแช่ง เซียวหมิงเยวี่ยถอดรองเท้าของเขาออก ด้วยความรังเกียจ บีบแก้มของหม่าเย่าจู่และยัดรองเท้าเข้าไปในปาก
ดวงตาของหม่าเย่าจู่แทบจะถลนออกมา เขาพยายามจะอาเจียน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเซียวหมิงเยวี่ยเอารองเท้ามาอุดปากตัวเองไว้
ลูกน้องสองคนพยายามจะเข้ามาช่วย แต่ถูกพ่อเซียวจับไว้จนไม่ สามารถขยับเขยื้อนไปไหน
เพราะช่วงนี้ฝนตกลงมาตลอด พื้นรองเท้าจึงเลอะไปด้วยโคลน และสิ่งปฏิกูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หม่าเย่าจู่กลอกตาไปมาด้วยความ คลื่นไส้ เขาพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิต แต่เซียวหมิงเยวี่ยมีแรงเยอะ มาก เขาจึงไม่สามารถดิ้นหลุดได้
คนที่เดินผ่านไปมาต่างตกใจเมื่อเห็นฉากนี้ หลายคนรู้จักหม่า เย่าจู่เป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นคนหยิ่งยโสและชอบหาเรื่องคนอื่น จึง ทำให้เขามีศัตรูอยู่ไม่น้อย
ถึงแม้คนเหล่านั้นจะไม่กล้าต่อต้าน แต่พอเห็นหม่าเย่าจู่ถูกสั่ง สอน พวกเขาก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
“สมน ้าหน้า! ชอบข่มเหงคนอื่นอยู่ตลอด คราวนี้เจอคนจริงบ้าง แล้วสิ” บางคนถึงกับอุทานด้วยความสะใจ
คนที่อยู่ข้าง ๆ รีบหยุดเขา “ชู่ว ลดเสียงลงหน่อย เลิกดูได้แล้ว ออกไปกันเถอะ”
เซียวหมิงเยวี่ยเห็นว่าหม่าเย่าจู่ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว เธอเองก็ ไม่ได้อยากทำให้เรื่องใหญ่โต จึงโยนรองเท้าสกปรกทิ้งไป เธอบีบคอ เขาและพูดว่า
“จะฆ่าครอบครัวฉันทั้งหมดโดยไม่เหลือร่างให้ฝังงั้นเหรอ? แก คิดว่าตัวเองเป็นใคร ครั้งนี้ฉันจะปล่อยแกไป แต่ถ้ายังกล้ามาหาเห่า หอนใส่ฉันอีก ฉันนี่แหละจะส่งทั้งครอบครัวของแกลงไปนรกด้วยกัน”
หม่าเย่าจู่หน้าแดงก ่า ความรู้สึกขาดอากาศหายใจที่เกิดจาก การถูกบีบคอทำให้เขากลัว เขามองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยสายตาที่เต็ม ไปด้วยความเข็ดขยาด
“ได้ยินไหม!” เซียวหมิงเยวี่ยตะคอกด้วยความเคืองขุ่น
หม่าเย่าจู่พยักหน้าซ ้าแล้วซ ้าเล่า ไม่กล้าเชื่องช้าแม้เพียงวินาที เดียว ความรู้สึกใกล้ตายเมื่อครู่เพียงพอที่จะทำให้เขาขวัญเสีย
เซียวหมิงเยวี่ยพ่นลมหายใจเย็นชาและปล่อยมือออกจากลำคอ ของเขา ส่งผลให้หม่าเย่าจู่ทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมหายใจหอบถี่ อาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ลำคอทำให้เขาพูดไม่ออกชั่วครู่
สายตาแปลก ๆ ของคนรอบข้างยิ่งทำให้เขาเสียหน้ามากขึ้น เขา ไม่เคยรู้สึกอับอายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
“โอ้ นี่มันหม่าเย่าจู่คนดังไม่ใช่หรือไง ไม่ได้เจอกันมาหลายวัน ทำไมถึงอยู่ในสภาพย ่าแย่แบบนั้นล่ะ?”
เสียงไร้กังวลของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น หม่าเย่าจู่หันไปมอง ตามเสียง ก่อนที่เขาจะเบิกตากว้างทันที