Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 244: ไพร์มอัลฟาและไพร์มโอเมกา
ศึกระหว่างเวิร์น อลินา เจเนวีฟ และลามินากับเอปไซลอนใกล้ถึงจุดแตกหัก เวิร์นเดิมทีมีฝีมือเป็นอันดับสองของกลุ่มเซฟิล ยิ่งเมื่อโกรธจนถึงขีดสุดเขาก็ยิ่งดึงพลังที่ซ่อนอยู่ออกมาเพิ่ม พอมารวมกับพวกอลินาที่ไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิด สถานการณ์จึงเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
วิชาของเอปไซลอนเป็นดาบสองคม แม้จะทรงพลังแต่ก็ต้องแบกรับข้อเสียร้ายแรง ขณะที่กำลังถูกไล่ต้อน เอปไซลอนก็จั่วไพ่ใบใหม่ มันคือไพ่เดอะทาวเวอร์หัวกลับ
ไพ่ใบนี้คือไพ่ที่ร้ายกาจ มันจะเรียกหอคอยแห่งความพินาศออกมา เมื่อเอปไซลอนอยู่บนยอดหอคอย พลังโจมตีจากเวทมนตร์ของเขาจะรุนแรงขึ้นนับสิบเท่า
แต่เมื่อมันกลายเป็นหัวกลับ ผลนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่งหากเขาได้รับความเสียหายจากเวทมนตร์ มันก็จะรุนแรงขึ้นสิบเท่าเช่นกัน
เหมือนกับการฆ่าตัวตายไม่มีผิด อลินาเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายพลาด เธอสลับที่คนทั้งสามเข้าไปในระยะประชิด ทั้งเวิร์น เจเนวีฟและลามินาต่างก็มีวิธีการโจมตีด้วยเวทมนตร์
เวิร์นใช้ลมหายใจน้ำแข็งสุดแรง เจเนวีฟใช้เวทมนตร์แวมไพร์สร้างน้ำแข็งขึ้นซ้ำ ส่วนลามินาเธอเปลี่ยนดาบจากคลังเป็นดาบน้ำแข็งเช่นกัน การประสานของความเย็นที่ไปถึงจุดศูนย์องศาสัมบูรณ์เป็นสิ่งที่หยุดการเคลื่อนไหวของเอปไซลอนไปตลอดกาล
เธตาคือไพร์มตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ หุ่นไล่กาที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีพลังในการเคลื่อนไหวผ่านเงา และยังสามารถสะท้อนเวทมนตร์ได้ เป็นปัญหาหนักให้กับดีวาน ไคเลอร์และกาเรน
“ก่อนอื่นก็ต้องเอาเงาออกไปให้หมด” กาเรนเสนอ
“ถึงใช้ไฟของข้า แต่เงาก็ไม่หายไปหรอกนะ” ดีวานตอบ
“แล้วถ้าหายไปไม่หมด แต่เหลือแค่หนึ่งที่ล่ะครับ” ไคเลอร์มองไปที่กาเรน
“อ๋อ”
เธตาประหลาดใจ เมื่อพบว่าเงาทั้งหมดในสนามรบเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ มันพบว่ามีเงาหลายจุดที่มองเห็นแต่มันไม่สามารถเคลื่อนไปได้ ในขณะเดียวกันเงาที่ควรมีกลับหายไป
เธตาอยู่ใต้อิทธิพลพลังของกาเรน เขาล่อหลอกให้มันสับสนจากภาพที่คลาดเคลื่อน ลูกเล่นแบบนี้ไม่สามารถใช้ได้ผลได้นาน แต่พวกเขาไม่ต้องการเวลามากมาย เสี้ยววินาทีที่เธตาเคลื่อนที่มาอยู่ในจุดที่กาเรนวางยาไว้ ดีวาน ไคเลอร์ก็อยู่ตรงนั้นแล้ว
ดีวานและไคเลอร์โจมตีใส่ระยะประชิด เธตาเร็วพอที่จะมองความเร็วนั้นทัน มันรู้ว่าสามารถหลบการโจมตีได้เพียงหนึ่ง ดาบที่ลุกเป็นไฟของดีวานหรือมือใบมีดของไคเลอร์
ดาบของดีวานอันตรายกว่า มันสะท้อนเวทที่โจมตีมาโดยตรงได้ แต่ไม่สามารถทำอะไรกับอาวุธที่มีเวทมนตร์ปกคลุม เธตาตัดสินใจหลบดาบดีวาน และยอมถูกมือดาบของไคเลอร์เฉี่ยวใบหน้าไป
เธตาเข้าใจผิด ดีวานและไคเลอร์ที่เห็นเป็นภาพลวงตา ทั้งคู่สลับภาพกัน ผลกลายเป็นว่าดาบที่มันถูกเฉี่ยวไปกลายเป็นดาบของดีวาน และไฟสีขาวถูกจุดขึ้นบนหน้า
“หุ่นไล่กานี่ติดไฟดีจริงแฮะ” กาเรนมองศัตรูที่กำลังถูกเผาทั้งเป็นด้วยความรู้สึกสงสารเล็กน้อย
วินาทีของการดับสูญของเธตา โอเปราผู้เป็นนายสัมผัสถึงได้อย่างชัดเจน
“ไปกันเถอะ ถึงเวลาที่ตัวหมากที่แข็งแกร่งที่สุดจะลงมือเองแล้ว” เธอหันไปบอกกับมีทีเออร์ไนท์และอัลฟาไพร์มตัวใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุด
หลังจากไพร์มทั้งหมดสิ้นฤทธิ์ มิเนอร์วาที่เคยทิ้งระยะออกไปก็เข้าสู่สมรภูมิอย่างเต็มตัว เหล่าทหารไฮเทค ชาโดว์ฮันเตอร์ หุ่นรบทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ต่างทยอยกันออกมาเพื่อกวาดล้างชาโดว์ปลายแถวที่มีจำนวนเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบของตอนแรก
“จับชาโดว์ได้พอรึยัง” โซนาตาถามจีดัส
“เหลือเฟือเลย…” เขาตอบ “ตอนนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการดัดแปลงเร่งด่วน ไม่กี่ชั่วโมงก็น่าจะพร้อมใช้”
“งั้นก็แผนขั้นต่อไปได้เลย”
ทุกคน รวมไปถึงชาโดว์ฮันเตอร์ทั้งหมด ถูกเก็บกลับขึ้นยานด้วยพลังของอลินา มันไม่ได้ยากเย็นสำหรับเธอเมื่อมันเหลือแค่ราวหลักร้อย
จากนั้นมิเนอร์วาบินจึงลงต่ำเพื่อล่อให้ชาโดว์นับแสนเข้ามาออกันอยู่ข้างใต้มัน จังหวะนั้นเองยานทั้งลำระเบิดแสงวาบออกมา
มันคือดีไวน์ฮาเวน มหาเวทแห่งแสงที่สร้างขอบเขตทำลายล้างทุกอย่างที่เป็นศัตรู เวทมนตร์นี้คือเวทมนตร์ที่เคยใช้ปกป้องอัลกราดจากเรวาเรนท์มายาวนานนับร้อย ๆ ปี ด็อกมาขอให้เจเนวีฟผู้มีสายเลือดของโฮลีไมเดนศึกษาเวทมนตร์นี้ไว้และนำมาติดตั้งกับมิเนอร์วา
แม้จะใช้ได้แค่ช่วงสั้น ๆ แต่มันก็มีอำนาจทำลายล้างมหาศาล นอกจากชาโดว์ฮันเตอร์ที่ถูกเก็บไว้ที่แคปซูลป้องกันแล้ว เกือบทุกสิ่งที่มีความมืดเป็นพื้นฐานถูกลบหายไปจากสนามรบจนแทบหมดสิ้น
“โอเปราจะตายไปด้วยไหม” ซีวีถามโซนาตา เธอมองสนามรบด้วยความสังเวชใจ ถึงศัตรูจะเป็นกลุ่มก้อนความมืดที่บอกไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ แต่การเห็นพวกมันถูกกวาดล้างแบบนี้ก็ยังน่าสลดใจ
“คงมีบาดเจ็บบ้าง แต่ไม่ตายหรอก ถ้าเปิดดีไวน์ฮาเวนค้างไว้ได้ก็เป็นอีกเรื่อง” จีดัสตอบเสียงเรียบเฉย
“พวกนายพร้อมแล้วใช่ไหม” โซนาตาหันไปทางเรย์
เรย์พยักหน้า “เรื่องเทพปีศาจต่อไป เป็นหน้าที่ของทางนี้เอง”
โซนาตาพยักหน้ารับ เขาหันไปมองจีดัสอีกครั้งพร้อมกับกำชับให้ดูแลทุกคนให้ดี
“แล้วเจอกันใหม่ อย่าตายซะล่ะ” ซิกมายื่นมือไปทางโซนาตา อีกฝ่ายก็ยื่นมามาจับเช่นกัน
โซนาตา และโอเปรา ทั้งสองฝ่ายพาพวกเดินทางมาบรรจบกันราวกับนัดหมายกันไว้
โซนาตามาพร้อมกับซีวี โซลิเน และอลินา เขาทิ้งคนที่เหลือไว้กับมิเนอร์วาเพราะรู้ว่าการต่อกรกับเทพปีศาจไม่ว่าจะมีคนเยอะแค่ไหนมันก็ไม่เคยเพียงพอ
“เหมือนที่นายบอกเลย ยายนี่มีดาร์คเนสคอร์เหลืออยู่อีก” ซีวีจ้องเขม็งไปที่อัลฟา ชาโดว์ที่ระบุรูปร่างไม่ได้ว่าเหมือนอะไรเพราะมันเป็นแค่กลุ่มก้อนของความมืด
“ชาโดว์นั่น… ของเธอเองสินะ” โซนาตาเดาจากสัมผัสที่รู้สึกได้
“รู้ว่าฉันยังเหลือไพร์มที่แข็งแกร่งที่สุดแต่ก็ยังกล้ามากันแค่นี้นะ”
“ช่วยไม่ได้นี่คะ ทางนั้นก็ต้องใช้คน” โซลิเนพูดพร้อมกับมองสำรวจมีทีเออร์ไนท์ที่ดูเงียบผิดปกติ
ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น โอเปราก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจอีกครั้ง ชาโดว์ที่เธอเรียกว่าอัลฟาดูดเธอเข้าไป มันไม่ใช่การคลุมร่างทั้งร่างด้วยชาโดว์ แต่ร่างกายของเธอหายเข้าไปในนั้นจริง ๆ อัลฟากินเธอเข้าไปแล้ว
มีทีเออร์ไนท์ไม่ได้ตกใจ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามเบือนหน้าหนี นี่เป็นสิ่งที่เขารู้ว่าจะเกิดขึ้นแต่ว่ากลับไม่สามารถห้ามมันได้
“รวมร่างกับชาโดว์” อลินานึกคำตอบได้อย่างเดียว
เรื่องน่าตกใจแค่เพิ่งเริ่มขึ้น อัลฟาเริ่มมีร่างกายหลังจากนั้น เป็นรูปร่างของหญิงสาวสีดำสนิท สัณฐานโดยรวมเหมือนกับโอเปราที่มีขนาดใหญ่โตขึ้นเล็กน้อย ผิวสีขาวที่เคยเป็นอย่างเดียวที่ตรงกันข้ามกับความมืดถูกเปลี่ยนเป็นสีดำเช่นกัน สิ่งเดียวที่ไม่ได้ถูกกลืนไปกับความความมืดมีเพียงดวงตาคู่นั้น และปากฉีกยิ้มที่ส่องแสงสีแดงสว่างจ้า
อลินา ซีวี และโซลิเนทรุดลงไป ในเสี้ยวหนึ่งพวกเธอเข้าใจว่ามันเกิดจากความรู้สึกหวาดกลัวที่มีต่อตัวตนที่ไม่สามารถเข้าใจได้ แต่ยังมีความน่ากลัวมากกว่านั้น พวกเธอตระหนักในวินาทีต่อมาไม่นานว่ากำลังมีเงาดำแยกออกมาจากร่างตน
“ชาโดว์” ทั้งสามสาวประสานเสียง
โซนาตาอยู่ในสภาพที่ดีกว่าคนอื่นแค่เล็กน้อย พลังเลียนแบบพลังของศัตรูทำให้เขาต่อต้านพลังของชาโดว์โอเปร่าไว้ได้ระดับหนึ่ง
แต่โอเปรามีพลังเหนือกว่า ชาโดว์ของเขาเองก็กำลังจะหลุดออกมา
“ถึงกับยอมกลายเป็นสัตว์ประหลาดเพื่อให้ชนะเลยเหรอ” โซนาตาแสยะยิ้ม
“ฉันจะไม่เป็นฝ่ายยอมตายหรอก สู้กลายเป็นชาโดว์แบบนี้ยังดีกว่า”
แม้จะฝืนต้านเอาไว้อย่างเต็มที่แต่มันก็ถึงขีดจำกัด เงาของโซนาตากำลังหลุดออกมา
เขาจำเป็นต้องเสี่ยง โซนาตาเหลือบไปมองกระเป๋าที่เขาฝากให้โซลิเนถือมาด้วย ในนั้นมีสิ่งที่เขาเอามาเผื่อว่าจะใช้ในการเจรจา แต่มันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ขณะที่ยังพอใช้สตีลมายด์เลียนแบบพลังของโอเปราได้ เขาสั่งให้ชาโดว์ที่หลุดออกมาครึ่งหนึ่งคว้ากระเป๋านั้นเอาไว้
“จะทำอะไรน่ะ” โอเปราเพิ่งสังเกตเห็น เธอพยายามหยุดโซนาตาแต่ช้าไปก้าวเดียว กระเป๋าถูกเปิดออก ส่วนของข้างในถูกชาโดว์ของโซนาตาดูดกลืนเข้าไปจนหมดในทันที เธอจึงไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“ดาร์คเนสคอร์” มีทีเออร์ไนท์มองเห็นทุกอย่าง “เจ้านั่นดูดดาร์คเนสคอร์ทั้งหมดเข้าไป”
“ว่ายังไงนะ”
ความรู้สึกเหมือนกับระเบิดถูกทิ้งลงกลางวง ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างตรงนั้นหายวับไปกับตา ภาพ เสียง สัมผัสทุกอย่างถูกกลืนหายไปในระเบิดสีดำที่คลอบคลุมไปเกือบครึ่งทวีป
แต่มันไม่ใช่ระเบิด เป็นแค่คลื่นของความรู้สึกที่รุนแรงจนดูราวกับระเบิดทำลายล้าง มันคือสัญลักษณ์แห่งการเกิดขึ้นของบางอย่างที่เลวร้ายสุดจินตนาการ
โอเปราตั้งชื่อมันว่า… โอเมกา
ชาโดว์ตัวสุดท้ายที่จะนำทุกอย่างไปสู่จุดจบ
ซีวีเป็นคนแรกที่เรียกสติกลับมาได้ เธอรีบปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้น
โซลิเนได้สติแล้วก็แหงนมองท้องฟ้า เธอกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง ภาพนั้นคือดวงอาทิตย์สีดำที่กำลังสาดแสงทำลายล้างไปทั่วโดยไม่สนว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู
“หนีเร็ว พาพวกเรากลับมิเนอร์วา” ซีวีหันไปสั่งอลินา แต่อีกฝ่ายยังสับสนอยู่จึงไม่ได้ตอบสนองทันที
“ไม่ใช่หนี” โซนาตาฝืนยืนขึ้น “ต้องหยุดมันต่างหาก”
“จะหยุดได้ยังไง”
“มันคือชาโดว์ของฉัน ต้องควบคุมมันให้ได้สิ” พูดเสร็จก็หันไปมองโอเปราที่กำลังมองสิ่งนั้นอยู่เช่นกัน
“มันจบแล้ว ทั้งฉัน ทั้งนาย จะถูกเจ้านั่นฆ่ากันหมด”
“เรื่องนั้น ยังไม่แน่หรอก... สตีลมายด์”