Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 90: เรื่องวุ่นวายเล็ก ๆ ในยาน

เอลลี ซอว์เยอร์
หลังจากวันนั้นโซนาตาไม่ได้เปิดหนังสืออ่านอีกเพราะมินอายังคงก่อกวนเขาไม่เลิก เธอตามเขาไปทุกที่อย่างที่บอกไว้ จะมีจังหวะที่เธอหายตัวไปก็เพียงแค่ตอนที่โซนาตาไปเดินเล่นใกล้กับห้องทำงานของด็อกเตอร์พัค ซึงวอนผู้เป็นพ่อของเธอ
ด็อกเตอร์พัคไม่ได้รู้เลยว่าลูกสาวสุดรักสุดหวงของเขากำลังเกาะติดโซนาตาราวกับแม่เหล็กกำลังสูง ไม่ว่าเขาจะพยายามแกะยังไงก็ไม่สำเร็จ
โซนาตาไม่ได้รังเกียจมินอาอย่างที่แสดงให้เห็นภายนอก เช่นเดียวกับกาเรนและผู้ชายส่วนใหญ่ เขามองว่าเธอเป็นผู้หญิงเก่ง สวย และมีเสน่ห์ดึงดูดเหลือล้น เหตุผลที่เขาพยายามผลักไสเธอก็มาจากที่เขายังคงรู้สึกผิดที่ไม่สามารถรักษาสัญญากับเชอรีส
นอกจากนั้นโซนาตาก็ไม่อยากจะใช้อำนาจที่มีอยู่เอาเปรียบเธอ เขารู้ว่ามินอารักและเทินทูนเขาแค่ไหน ถ้าเขาบอกเธอว่าอยากให้เธอเป็นผู้หญิงของเขา มินอาไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริงแล้วเหรอ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองแค่หลงไหลรูปร่างหน้าตาของเธอหรือมีบางอย่างที่มากกว่านั้น
เรื่องของมินอาและเจเนวีฟไม่ใช่ปัญหาเดียวที่โซนาตาต้องรับมือ ในยานลำนี้ยังมีคนอีกคนหนึ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้คิดกับเขาแค่ในฐานะเพื่อนหรือเจ้านาย
ชื่อของเธอคือ “เอลลี ซอว์เยอร์” เธอคือหนึ่งในทหารยี่สิบคนที่แปรพักตร์มาอยู่กับโซนาตาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มอะบีส
เอลลีรู้จักโซนาตาครั้งแรกผ่านบทความในนิตยสารออนไลน์ เป็นบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับไซเลนเซอร์ที่กำลังมาแรงในปีนั้น เธอแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับไซเลนเซอร์หรือเคยสนใจมันมาก่อน แต่ตอนนั้นเธอก็รู้สึกว่ามันคือรักแรกพบ เธออยากรู้จักผู้ชายคนนี้ให้มากกว่าเดิม
ใครจะไปคิดว่าอดีตหัวหน้าสาวเชียร์ลีดเดอร์ ควีนของงานพรอม ผู้หญิงที่วัน ๆ ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากแฟชั่นจะไปสมัครเรียนต่อที่โรงเรียนทหาร เธอเข้าใจผิดคิดว่าการได้เป็นทหารจะช่วยให้เธอได้พบกับหนุ่มในฝัน
เอลลีไม่รู้ว่าทหารไม่ได้มีสิทธิเลือก เธอถูกย้ายไปย้ายมาจากดาวหนึ่งสู่อีกดาว แต่ไม่มีครั้งใดเลยที่ได้เฉียดเข้าใกล้โซนาตาหรือแม้แต่ดาวของดิอาลโน
แล้ววันหนึ่งสิ่งที่เธอเกือบตัดใจไปแล้วก็เกิดขึ้น เอลลีได้รับข้อเสนอให้มาประจำการที่ดูมแองเจิล ตอนแรกเธอตั้งใจจะปฏิเสธไปแล้ว แต่ก็เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายเพราะได้ข่าววงในมาว่าโซนาตาอาจจะกลายมาเป็นผู้บัญชาการของยานลำนั้น
มันคือพรหมลิขิตชักนำ เธอบอกกับตัวเองแบบนั้น จักรวาลกว้างใหญ่แต่สุดท้ายมันก็นำเธอมาพบกับชายในฝัน สิ่งที่เธอต้องทำหลังจากนี้ก็มีเพียงทำให้เขารู้ว่าเธออยู่ตรงนี้
กาเรนสังเกตเห็นเธอก่อนโซนาตา ผมบลอนซ์เป็นประกาย ทรวดทรงองเอวระดับที่ชนะสาวหลายคนในยานขาดลอย ใบหน้าเหมือนนางแบบในนิตยสารแฟชั่น ในเซคเตอร์วันเธอเป็นทหารหญิงที่โดดเด่นที่สุด และมันทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายในการจีบของกาเรน
กาเรนทั้งดูดี มีอารมณ์ขัน แถมไซเลนเซอร์ทุกคนก็ยังรวยจนล้นฟ้า ถ้าเป็นก่อนที่เอลลีจะตัดสินใจเลือกโซนาตา เธอคงตีปีกดีใจที่มีผู้ชายระดับเขามาสนใจ แต่ตอนนี้เอลลีขำไม่ออกเมื่อรู้ว่าโซนาตาพยายามหลีกเลี่ยงเธอเพื่อเปิดทางให้กับเพื่อนรัก
…ไม่สิ หรือว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ได้สนใจเราตั้งแต่แรกนะ ไม่ เป็นไปไม่ได้หรอก ทั้งหน้าทั้งหุ่นเราออกจะสมบูรณ์แบบขนาดนี้…
ใช่แล้ว เธอมีทุกอย่างที่ควรมีเพื่อที่จะให้ผู้ชายมาหลงรัก ยกเว้นเพียงแค่… สติ
แต่เอลลีไม่ได้ตระหนักถึงข้อบกพร่องของตน
ในวันที่เธอรู้เรื่องของเชอรีส เอลลีรู้สึกตกใจมาก แต่เธอก็ทำใจได้อย่างรวดเร็ว เธอคิดว่าเจเนวีฟคือตัวอย่างที่ดี ผู้หญิงคนนั้นทำคะแนนกับโซนาตาด้วยการเสี่ยงชีวิตไปช่วยผู้หญิงอีกคน ช่างชาญฉลาดอะไรแบบนั้น ถ้าเธอทำบ้างโซนาตาก็ต้องซึ้งในน้ำใจของเธอแน่นอน
เอลลีพลาดไปอย่างเดียว เธอไม่ได้มีพลังจิตเหมือนไซคิกโซลเยอร์ ไม่ได้เป็นแวมไพร์ ไม่ได้มีเวทมนตร์ เธอก็แค่ทหารหญิงคนหนึ่งที่กลัวเสียงปืนและเสียงระเบิดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ดังนั้นเธอจึงไม่ได้มีผลงานที่จะสะดุดตาเขาเข้าบ้าง
“นี่ได้ยินเรื่องของท่านโซนาตาหรือยัง” เพื่อนสนิททัก
“เรื่องอะไรเหรอ” เอลลีหูผึ่งทันทีที่ได้ยินชื่อ
จากนั้นเพื่อนตัวดีก็กระซิบที่ข้างหู เอลลีได้ยินเข้าก็ร้อนรนจนทนไม่ไหว เธอหยุดมือจากการฝึกซ้อมและวิ่งไปหามินอาที่กำลังออกกำลังกายอยู่ในห้องถัดไป
“ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอ”
“ตอนนี้เป็นเวลาพักนะ ถ้ามีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ…”
“เรื่องส่วนตัว… เกี่ยวกับท่านโซนาตา” เอลลีพูดเสียงดัง มินอาเห็นท่าไม่ดีจึงขอย้ายที่คุยเพื่อให้ห่างไกลจากสายตาสอดรู้สอดเห็น
เมื่อถึงห้องของมินอาแล้ว เอลลีก็ยิงคำถามใส่ทันที เธอถามมินอาตรง ๆ ว่าจริงหรือไม่ที่มีคนเห็นมินอาออกมาจากห้องของโซนาตาในยามวิกาล
“เธอสนใจคุณโซนาตาด้วยเหรอ” แทนที่จะตอบดี ๆ มินอากลับยิงคำถามใส่แทน
“ถะ… ถ้าใช่แล้วจะทำไม”
“มีแฟนแล้วหรือยัง”
“ก็ต้องยังไม่มีสิ ถามทำไมเนี่ย” เอลลีเริ่มหน้าแดง นอกจากงงกับคำถามของมินอา เธอก็ยังงงที่ตัวเองตอบด้วย
มินอาเปิดไฟล์ข้อมูลของเอลลีมาตรวจสอบต่อหน้าเธอ ในนั้นมีประวัติสุขภาพ ภูมิหลัง และข้อมูลทักษะของเอลลีทุกอย่าง เธอวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ
“สุขภาพสมบูรณ์ รูปร่างหน้าตาดี ถึงจะไม่ค่อยฉลาดแต่ก็น่าประทับใจที่มีความพยายามสูง ปรับตัวเก่ง และทุ่มเทจดจ่อกับเป้าหมายแม้บ่อยครั้งจะไปผิดทาง”
“นี่ชมหรือด่ากันเนี่ย”
“ยินดีด้วย ฉันว่าเธอผ่านนะ”
“ฉันไม่เข้าใจสักนิด”
“เตรียมตัวให้พร้อม วันนี้ฉันจะพาเธอไปคุยกับคุณโซนาตา”
“เดี๋ยวสิ มันเรื่องอะไรกัน อธิบายมาเลยนะ”
“บางทีถ้าพวกเราร่วมมือกัน… ก็อาจจะทำให้คุณโซนาตาลืมยัยจิ้งจอกขี้ขโมยได้ยังไงล่ะ”
ปี 9126 เซกันอายุครบสิบหกปีในปีนี้
ไม่มีรายงานการพบตัวเซกันมาหลายปีแล้ว แต่ทุกคนยังเชื่อว่าเขามีชีวิตอยู่ และในปีนี้เองที่กลุ่มฟอลโลเวอร์ออฟเดอะทรูเฟทได้ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่
พวกเฟทเชื่อว่าเซกันคือตัวแทนแห่งภัยพิบัติและใครก็ตามที่พยายามหยุดเขาก็คือคนที่ต่อต้านการพิพากษาของพระเจ้า นั่นคือเหตุผลที่ลัทธินอกรีตกลุ่มนี้โจมตีโรเดลจนเกือบพินาศย่อยยับ
ผู้คนถูกสังหาร ไร่นาและบ้านเรือนถูกเผาวอดวาย โรเดลกลายเป็นนรกบนดินแค่เพียงข้ามคืน
ตัวต้นเหตุของเรื่องอย่างเซกัน ไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์นี้เลย เพราะหลังจากเรื่องที่เกิดกับอุล เขาก็เข้าไปอยู่ในป่าลึกที่ยากซึ่งคนจะย่างกรายเข้าไปถึง
ปี 9127 นครศักดิ์สิทธิ์อัลกราด ทวีปเอเทเซีย
เรื่องราวเริ่มขึ้นจากกราเทีย โรดอสบุตรสาวคนเดียวของคาฟาร์ โรดอส ลอร์ดแห่งเรฟลินตัน
อัลกราดคือประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการฝึกฝนผู้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนั้นดินแดนสำคัญนี้ยังเป็นศูนย์แห่งกลางศาสนาของทั้งทวีป มันจึงเป็นเรื่องสามัญที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ของประเทศต่าง ๆ จะส่งบุตรหลานมาฝึกฝนที่นี่ และกราเทียแห่งเรฟลินตันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
มันคือการฝึกฝนที่มีเกียรติและเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งผู้นำของเรฟลินตัน แต่การฝึกวิชานี้กำลังจะจบลงกลางคัน เนื่องจากวันก่อนกราเทียได้รับข่าวลับเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศที่ไม่สู้ดีนัก
เรฟลินตันมีเขตแดนติดกับเรวาเรนท์ ทำให้พวกเขามีปัญหาเรื่องการถูกผีดิบรุกรานมานับร้อยปี และปีนี้ก็ยิ่งแย่ลงอีกเมื่อกลุ่มเฟทปรากฏตัวขึ้นและพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามคำทำนายเลวร้าย พวกเขาเชื่อว่าเรฟลินตันจะต้องเสียเมืองไปในไม่ช้าก็เร็วนี้
กราเทียไม่มีทางนิ่งเฉยรอให้คำทำนายเป็นจริง เธอตัดสินใจพาผู้ติดตามกลับเรฟลินตันเพื่อไปดูให้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของตน และหากทุกอย่างเลวร้ายจนเกินกว่าควบคุมเธอก็ยังเหลือไพ่ตายในมืออยู่อีก
“กลับไปตอนนี้พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้หรอกเพคะ” ผู้ติดตามพยายามรั้งเธอไว้ “ถ้าเกิดอะไรขึ้นที่เรฟลินตัน พวกเราก็ยิ่งควรจะรออยู่ที่อัลกราด”
“ข้าจะไม่อยู่เฉยแล้วดูคนในประเทศล้มตายหรอก” กราเทียตอบ
“ท่านควรจะไปขอความช่วยเหลือจากเอเทเซีย” ผู้ติดตามอีกคนเสนอแนะ “ถ้าเป็นคำขอของท่านล่ะก็ ทางนั้นต้องยอมช่วยแน่”
“ข้าก็ตั้งใจแบบนั้น แต่ก่อนอื่นพวกเราต้องกลับไปดูให้เห็นกับตาก่อน ข้าอยากเห็นว่าท่านยังพ่อปลอดภัย”
พวกผู้ติดตามได้แต่ถอนหายใจ เจ้าหญิงกราเทียขึ้นชื่อเรื่องความรั้นและดื้อดึง ลองถ้าเธอตัดสินใจอะไรไปแล้วต่อให้เอาม้ามาฉุดก็ลากไม่ไหว พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคุ้มกันเธอระหว่างการเดินทางลงใต้
ดินแดนที่เชื่อมต่อระหว่างเรฟลินตันและอัลกราดในสมัยนั้นแม้จะยังไม่ได้เป็นเขตปกครองของเรวาเรนท์แต่มันก็มีอันตรายไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เส้นทางทุรกันดารนี้เต็มไปด้วยเดวัลดุร้ายที่พร้อมจะโจมตีนักเดินทางที่เดินหลงเข้าไปในอาณาเขตของมัน
ยังไม่ทันถึงครึ่งทาง กราเทียก็เสียผู้ติดตามคนสำคัญไปให้กับการโจมตีของฝูงเดวัล ผู้ติดตามรายนี้เป็นทั้งเพื่อนสมัยเด็ก ผู้คุ้มกัน และคนที่เธอไว้ใจที่สุด
กราเทียร้องไห้ให้กับการจากไปของเขา แต่เธอไม่ยอมเสียเวลาอันมีค่า หลังจากฝังเพื่อนคนนี้แล้ว เธอก็เร่งเดินทางต่อจนใกล้เรฟลินตัน
บ่อยครั้งที่ภัยจากสิ่งใดก็ไม่น่ากลัวเท่ากับภัยจากมนุษย์ด้วยกันเอง กราเทียไม่รู้ตัวว่าเธอถูกกลุ่มเฟทหมายหัวเอาไว้ เพียงแค่เฉียดเข้าใกล้เรฟลินตันการโจมตีก็เริ่มขึ้น
“องค์หญิง หนีไปค่ะ” หญิงรับใช้เอาตัวเข้าบังลูกธนูแทนเจ้านาย กราเทียดึงลูกธนูออกและใช้เวทมนตร์รักษาได้อย่างทันท่วงที แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวการโจมตีก็มาอีกระลอก
“ฆ่ามัน มันเป็นลูกสาวของลอร์ดเมืองนี้” พวกเฟทคนหนึ่งตะโกนและชี้ไปที่กราเทีย
หากเป็นหนึ่งต่อหนึ่ง กราเทียมั่นใจว่าเธอไม่มีทางแพ้คนพวกนี้แน่ แต่นักบวชที่ยังฝึกฝนไม่จบหลักสูตรแบบเธอไม่สามารถต้านทานศัตรูที่มีพวกหลายร้อยได้ เธอจำต้องหนีไปแม้ว่าเรฟลินตันจะอยู่ตรงหน้าแล้ว
“อย่างน้อยก็รู้ชัดแล้วว่าเรฟลินตันไม่ปลอดภัย หน้าเมืองยังวุ่นวายขนาดนี้ ข้างในคงเละเทะเป็นแน่”
“ถ้ารู้แล้วเราก็กลับอัลกราดกันก่อนเถอะเพคะ”
“ไม่ได้! เราต้องไปที่เอเทเซีย ถ้าเป็นท่านผู้นั้นล่ะก็ เขาต้องช่วยแน่นอน”