Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 100: น้ำพุแห่งการเยียวยา
แทนที่จะมุ่งตรงสู่อัลกราด พวกเขาถูกลากออกนอกเส้นทางหลายต่อหลายครั้งจากนิสัยของเซกันที่ทนเห็นคนเดือดร้อนไม่ได้
ทุกครั้งผลของมันก็มักจะไม่แตกต่าง ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหนผู้คนก็ไม่เคยเห็นค่า บางคนมองว่าเซกันช่วยผู้คนเพื่อผลประโยชน์แอบแฝง บางคนมองว่าเขาทำเพื่อต่อรองบางอย่างกับพวกเฟท หรือแม้แต่พวกที่หนีความจริงและไม่เชื่อว่าเขาคือเซกันก็ยังมี
เซกันก็ไม่ได้สนใจเสียงเหยียดหยามและชิงชังเหล่านั้น เขายังหวังว่าสักวันทุกคนจะเข้าใจ แต่เขาเรียนรู้ว่าไม่ว่าจะเศร้าหรือโกรธแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอื่นได้
นอกจากเรื่องวีรกรรมที่แทบไม่มีใครเห็นคุณค่า อีกเรื่องหนึ่งที่นิยายเล่าถึงคือสมาชิกใหม่อย่างทอลโดและชินาผู้แตกต่างกันจนเกือบจะเป็นขั้วตรงกันข้ามจนกลายมาเป็นสาเหตุให้ต้องทะเลาะกันอยู่ร่ำไป
ทอลโดเป็นคนตรงไปตรงมาจนบางครั้งก็จริงจังจนเกินไป ส่วนชินาก็เลื่อนลอยหาสาระไม่ได้ คนหนึ่งเกลียดเซกันจนถึงที่สุด ส่วนอีกคนกลับแสดงความชื่นชมออกมาอย่างเปิดเผย
ชินามีภาพลักษณ์บางส่วนที่ทำให้เซกันนึกถึงอุล เธอถูกทุกคนมองว่าเป็นพวกเพี้ยนและขวางโลก แต่เขากลับรู้สึกว่ามีแค่คนอย่างเธอเท่านั้นที่พอจะเปิดใจฟังเรื่องของเขาบ้าง
ทุกครั้งที่เซกันช่วยเหลือผู้คน ชินาจะคอยยิ้มและชื่นชมเอาอยู่เสมอ หลายครั้งที่เธอลูบหัวเขาเพื่อชมเชย ตอนแรกเซกันคิดว่าเธอคงจะทำเพื่อแกล้ง แต่นานไปเขาก็แน่ใจว่าเธอทำไปเพราะเธอรู้สึกเอ็นดูเขาจากใจจริง
แม้จะประหลาดตรงที่การลูบหัวคนที่อายุมากกว่า ปกติมันจะไม่มีใครทำก็เถอะ
พวกเขาถึงอัลกราดในเวลาต่อมา สภาพเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่เคยโอ่อ่าสวยงามเปลี่ยนไปจนกราเทียเกือบจำไม่ได้หลังจากเมืองชั้นนอกสุดถูกพวกเฟทยึดเอาไว้ได้แล้ว
แผนของทั้งสี่คืออาศัยท่อระบายน้ำที่เต็มไปด้วยเดวัลเล็ดรอดเข้าสู่ตัวเมืองชั้นกลาง พวกเขาไม่รู้ว่าเดวัลในนั้นถูกพวกเฟทใช้อาคมทำให้เกิดการกลายพันธุ์ ผลคือมันกลายเป็นสมรภูมิย่อม ๆ ที่จบด้วยการต่อสู้กับเดวัลกลายพันธุ์ที่มีระดับไม่ต่างจากมังกร
“หวายยยย ตัวอะไรเนี่ย นี่มันหนูแน่เหรอ” ชินาร้องกรี้ดเสียงหลง เวทมนตร์ไฟร์บอลของเธอถูกเดวัลหนูยักษ์เขมือบเข้าไปหน้าตาเฉย
“เป็นจอมเวทก็อย่าไปยืนข้างหน้าสิวะ” ทอลโดยัวะจนผมโมฮอว์กของเขาชี้ขึ้น
“เจ้าเองก็อย่ามัวแต่พูด มันแค่หนูยักษ์เองนะ” กราเทียกดดันให้ทอลโดออกตัวไปก่อน เธอไม่ได้สนความจริงว่าหนูยักษ์ตนนี้มีถึงสามหัวแถมแต่ละหัวยังพ่นไฟ น้ำแข็ง และสายฟ้าออกมาด้วย
ในตอนนั้นเองที่เซกันเพิ่งเข้าใจว่าศัตรูระดับมังกรที่แท้จริงเป็นเช่นไร ถึงเขาจะเคยรับมือกับมังกรพร้อมกันถึงหกตัวมาแล้วแต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงมังกรที่ยังไม่โตเต็มวัยและมีระดับต่างจากเดวัลตัวนี้
“จงออกมาพวกแฟรี” ชินาโบกสะบัดไม้เท้า จากนั้นเหล่าแฟรีก็ทยอยกันออกมาเป็นกำลังให้
โซนาตาอ่านแล้วก็รู้สึกแปลกใจ หนึ่งในไม้เท้าที่ชินาใช้คือไม้เท้าแฟรีที่ปัจจุบันเวเนคือผู้ครอบครอง
“ท่าที่สิบสามเขี้ยวหมาป่าราตรี” ทอลโดเหวี่ยงดาบออกไปเป็นคลื่นรูปหมาป่า แต่มันต่างจากท่าเดิมที่เขาใช้ มันคือท่าโจมตีรวมศูนย์ที่เหมาะกับการใช้ล้มศัตรูที่เป็นเป้าหมายใหญ่แบบนี้ คลื่นดาบที่มีรูปร่างของสัตว์ป่ากระโจนไปมาก่อนที่ทั้งสามสิบตัวจะพุ่งไปรวมกันที่หัวของเดวัลผู้เป็นเจ้าถิ่น
กราเทียเองก็ฝีมือดีขึ้นจากเดิมมาก เธอขัดเกลาตัวเองอย่างเข้มงวดเพื่อให้ทะลุขีดจำกัดเดิม ในตอนนี้ทั้งเพลงดาบโรดอส ทั้งเวทมนตร์ของนักบวช เธอมั่นใจว่าในแผ่นดินนี้มีคนที่ทำได้เหนือกว่าเธอไม่เกินนับด้วยนิ้วมือ
ไม่มีใครรู้ว่าพัฒนาการที่น่าตื่นเต้นที่สุดกลายเป็นของเซกัน ทุกคนเข้าใจว่าชายหนุ่มใกล้บรรลุจุดสูงสุดที่เขาสามารถไปถึงแล้ว แต่ความเป็นจริงเซกันได้เอาชนะขีดจำกัดของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า การต่อสู้โดยที่ไม่เพียงหวังพึ่งคนอื่นไม่ได้แต่ยังต้องมาคอยระวังว่าจะถูกพวกเดียวกันเองแทงข้างหลังเมื่อไหร่ มันทำให้เขายิ่งก้าวกระโดด
มีครั้งหนึ่ง เซกันได้รับพิษหายากที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถต้านทานไว้ได้ทั้งหมด เซกันบอกเรื่องนี้กับชินาและเธอได้เตือนเขาไว้ว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับคนอื่น แต่มีหรือว่าคนอย่างเซกันจะปิดบังอะไรไว้ได้นาน เขาเผลอพูดออกไปและหลังจากนั้นนรกก็เริ่มขึ้น ทอลโดที่คิดว่าเขาอ่อนแอลงจ้องจะเด็ดหัวเขาอยู่ตลอดทั้งสัปดาห์จนกระทั่งอาการของเขากลับมาดีดังเดิม
“เสียเวลาไปมากทีเดียว” ทอลโดพึมพำ
พวกเขาหลงทางในท่อระบายน้ำ เลี้ยวผิดเลี้ยวถูกอยู่หลายครั้ง
“ยังไงก็แล้วแต่ ตอนนี้มาถึงเมืองชั้นกลางได้แล้ว” ชินาพึมพำอย่างโล่งอก
เมื่อขึ้นมาในตัวเมืองได้ไม่นาน ทั้งกลุ่มถูกจับกุมเอาไว้ แต่ก็เพียงชั่วคราวก็ถูกปล่อยตัวเพราะมีคนจำได้ว่ากราเทียคือใคร
เธอกลายเป็นตัวแทนเจรจากับกองทัพของอัลกราดเพื่อให้ทุกคนได้เข้าร่วมกับกองหนุน
“พวกเราเชื่อใจท่าน แต่คนที่มากับท่าน… “ คนที่เจรจากับกราเทียระแวงภัย
นักดาบลึกลับเกราะดำและยังใช้ดาบสีดำสนิท อดีตระดับขุนพลของพวกเฟทที่แม้จะมีข่าวว่าแยกตัวออกมาแล้ว กับจอมเวทจอมก่อเรื่องที่เที่ยวไปท้าคนอื่นต่อสู้และยึดเอาอุปกรณ์เวทไป ทั้งสามคือส่วนผสมเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการออก
“แทนที่จะเข้าร่วมสงคราม เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกเรามีงานอย่างอื่นให้แทน” คนที่เจรจาหาทางออกที่สามารถยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย
พวกกราเทียอึดอัดใจ แต่ก็ตัดสินใจรับงานมา
“งานที่ได้มาก็จำเป็นไม่แพ้กัน พวกเรามาช่วยกันเถอะครับ” เซกันให้กำลังใจทุกคน
งานเล็ก ๆ อย่างการจัดการเดวัลถูกโยนมาให้ และพอจัดการได้หนึ่งงานก็มีงานเพิ่มเข้ามาอีก ต่อเนื่องจนราวกับไม่มีวันหมดสิ้น ตอนแรกเดวัลที่ต้องจัดการเป็นเพียงระดับปลายแถวที่หลุดออกเข้ามาในแนวป้องกัน แต่ต่อมางานก็ยกระดับมาเป็นงานกวาดล้างเดวัลในท่อระบายน้ำที่ซับซ้อนเหมือนเขาวงกต
พวกเขาพบความจริงว่า “เซอร์เบอรัสแรท” ที่เคยปราบไปเป็นแค่หนึ่งในห้าตัวเท่านั้น ทั้งสี่จึงต้องล้างบางมันทั้งหมดเพื่อให้เมืองปลอดภัยขึ้น
“นี่ขนาดงานเก็บของพวกนี้ เราก็ต้องมาทำด้วยเหรอ” ทอลโดกระชากสมุนไพรขึ้นมาจากพื้น
ภูเขาที่ตอนนี้กลายเป็นเขตของพวกเฟทไปแล้ว แต่สมุนไพรพวกนี้จำเป็นพวกเขาจึงถูกไหว้วานให้มาช่วยเก็บ โชคดีที่ชินาและเซกันมีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่พอตัวจึงทำให้งานนี้ราบรื่นกว่าที่คิด ไม่ได้เก็บพืชพิษไปแทนพืชสมุนไพร
นอกจากงานเก็บของ ปราบปรามเดวัลหรือสืบข้อมูลเกี่ยวกับเฟท งานอีกประเภทที่พวกเขาถูกโยนมาให้ก็คืองานส่งของ เวทมนตร์สำหรับสื่อสารระยะไกลเป็นของหายากและยังต้องใช้พลังเวทซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น พวกทหารและชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหวังพึ่งการส่งจดหมายของพวกเซกัน
“งานพวกนี้ไม่เหมาะกับข้าแม้แต่นิดเดียว” ทอลโดไม่เคยพอใจที่ต้องรับงานแบบนี้
เขาคิดว่าตนควรจะอยู่ในสนามรบและเข่นฆ่าพวกเฟทต่างหาก
“จดหมายพวกนี้คือกำลังใจสำหรับทุกคนในเมือง งานอาจจะเล็กน้อย แต่หล่อเลี้ยงความหวังของคนในเมืองนะคะ” กราเทียเกลี้ยกล่อม
คำพูดของเธอทำให้ทอลโดลดทิฐิลง
เมื่อกลุ่มของพวกเขาได้รับความไว้วางใจมากขึ้น พวกเขาก็ได้งานที่สำคัญขึ้น ๆ ไปอีก หนึ่งในงานที่กลุ่มกราเทียสร้างชื่อไว้มากที่สุดคือการคุ้มกันกองเสบียงและยุทธปัจจัยที่ถูกส่งมาจากเรฟลินตัน
หากงานนี้พลาด คนในเมืองอาจจะอดตายกันหมดในช่วงฤดูหนาวนี้โดยที่พวกเฟทไม่ต้องลงมืออะไรอีกด้วยซ้ำ
พวกเขาถูกดักโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ หลังจากวันคืนที่ต้องต่อสู้พร้อมกับคุ้มกันอย่างยากลำบาก ทุกคนก็ฟันฝ่ามันไปได้ ทว่าสถานการณ์ชองอัลกราดโดยรวมที่ได้รับการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ไว้มากกลับไม่ดีขึ้นเลย เพราะการตั้งรับในสถานที่ที่ถูกปิดล้อม ผู้คนที่ร่วมแรงแข็งขันก่อนหน้าต่างอ่อนแอลงทุกวัน
และเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ปี 9128 หนึ่งปีต่อมาตั้งแต่ทั้งสี่มาช่วยอัลกราด สิ่งที่ทุกคนหวาดกลัวก็เกิดขึ้นจริงในวันที่ตรงกับคำทำนายของดานิกา กลุ่มเฟทได้ทำลายแนวป้องกันของเมืองชั้นกลางได้สำเร็จ เลือดได้ถูกชโลมไปจนทั่วทั้งอาณาจักรโดยที่ทั้งสี่ไม่สามารถทำอะไรได้มาก
กราเทียใช้เวทมนตร์รักษาสลับกับการดื่มยาฟื้นฟูพลังเวทจนเธอเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ทอลโดฆ่าพวกเฟทไปมากมายแต่ไม่ว่าจะล้มไปแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถหยุดทั้งกองทัพเอาไว้ได้ ชินาดักตีหัวจอมเวทของพวกเฟทและแย่งไม้เท้ามาได้หลายอัน ส่วนเซกันก็ล่มพวกเฟทไปได้มากมายจนเกินกว่าจะนับได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถสกัดกั้นศัตรูเอาไว้ได้ทั้งหมด
เซกันพบว่าพวกเฟทมีแม้กระทั่ง “เกรทเตอร์เดบรัว” อยู่ในกองทัพ มันคือเดวัลระดับสูงขึ้นจากเดบรัวที่เขาเคยจัดการในป่า ที่น่ากลัวไม่ใช่เพียงแค่ความแข็งแกร่งของมันแต่เกรทเตอร์เดบรัวยังเป็นเดวัลที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว
“พวกเฟททำแบบนี้ได้ยังไง” กราเทียไม่อยากเชื่อกับการได้เห็นกองทัพอัลกราดเสียขวัญ
“ดูเหมือนพวกเฟทมีกำลังหนุนที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เห็นสินะ” ชินาไม่ชอบใจกับสถานการณ์
“มีแม้แต่วิทยาการในการพัฒนาสายพันธุ์เดวัล พวกนั้นมันทำได้ยังไง” ทอลโดเอ่ยอย่างวิตก
ทั้งสี่ยอมรับว่าอัลกราดกำลังจะพินาศ แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้ลัทธินอกรีตทำตามใจชอบโดยไม่ตอบโต้ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังสามารถช่วยชาวบ้านหนีไปได้
ใกล้กับหอคอยสวรรค์ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของประเทศ ร่างไร้ชีวิตของพาลาดินจำนวนมากมายถูกทิ้งไว้ที่นั่น คนที่ยังรอดฝืนปักหลักสู้แม้จะไม่เหลือหนทางใดอีกแล้ว เบื้องหน้าของพวกเขามีแต่ความสิ้นหวัง
อรันโด แองกัซ หัวหน้าพาลาดินวัยหนุ่มคือนักรบคนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ แขนทั้งคู่บาดเจ็บจนไม่สามารถจับดาบหรือโล่ได้อีก แต่เขาก็ยังไม่ยอมล้มลง
“เพื่อความถูกต้อง… ข้าจะไม่แพ้” อรันโดพูดกับตัวเอง
เดวัลฝูงหนึ่งพยายามจะฉีกร่างของอรันโดเป็นชิ้น ๆ แต่พาลาดินหนุ่มก็ไม่ยอมตายง่าย ๆ เขาใช้ทุกอย่างที่เหลือเป็นอาวุธ รวมถึงการระเบิดพลังชีวิตโดยไม่หวาดหวั่นต่อความตาย
มันได้ผลยิ่งกว่าที่คาด ยิ่งละทิ้งความหวาดกลัว อานุภาพของเวทแห่งแสงก็ยังแข็งแกร่ง แสงสว่างที่เกิดจากร่างเผาผลาญเดวัลทุกตนจนระเหิดหายไป
“ฆ่าเจ้านี่ได้ อัลกราดก็ไม่เหลือคนเก่งอีกแล้ว” เฟทรายหนึ่งว่า ซึ่งก็ไม่ได้เกินจริง หลังจากเสียกองทัพใหญ่ไปพร้อมกับนักบวชระดับสูงทั้งหมด อรันโดก็กลายเป็นเสี้ยนหนามสุดท้าย
“ข้าจัดการเอง” เฟทอีกรายชูมือขึ้นและบริกรรมคาถา จากนั้นความมืดก็ก่อตัวขึ้นจากปลายเท้าของอรันโด คำสาปที่น่ากลัวนี้แม้แต่แสงสว่างที่สองรอบตัวเขาก็ไม่สามารถต้านไว้ได้ ในอึดใจต่อมาร่างของพาลาดินหนุ่มก็ถูกย้อมไว้ด้วยสีดำ
นี่เป็นหนึ่งในเวทคำสาปที่เลวร้ายที่สุด เหยื่อของมันจะไม่ตายทันทีแต่ก็จะเหมือนตายทั้งเป็น ร่างกายที่บอบช้ำสาหัสอยู่แต่เดิมเจ็บปวดจนถึงทุกอณูของร่างกาย เป็นความเจ็บที่คนทั่วไปอาจจะเสียชีวิตได้ไม่ยาก
อรันโดไม่ได้ขาดใจในทันที แต่มันยิ่งทำให้เวทมนตร์นี้น่ากลัวกว่าเดิม เจ็บปวดทำให้อรันโดหมดสติ จากนั้นความเจ็บก็ปลุกให้เขาตื่นขึ้นอีกครั้ง และมันจะเป็นเช่นนี้สลับกันไปมาจนกว่าเขาจะขาดใจตาย
พวกเฟทไม่ได้จัดการกับเขาให้เรียบร้อยแต่กลับทิ้งเขาไว้ให้ทรมานอยู่ตรงนั้น อรันโดคิดว่าเขาจะตายหลายต่อหลายครั้งแต่พลังที่เป็นพรแห่งพระเจ้าทำให้เรื่องมันยากขึ้น
“คนนี้ยังไม่ตาย” กราเทียตะโกนบอกทุกคน เธอพยายามพยุงอรันโดขึ้นมาพร้อมกับฝืนใช้เวทรักษาไปด้วย
เซกันวิ่งมาพร้อมกับสมุนไพร เขาเริ่มจากการห้ามเลือดจากแผลแหวะหวะที่แขนทั้งสองข้าง หลังและท้อง สภาพของชายในอ้อมแขนของกราเทียแย่ยิ่งกว่าตอนที่เขาเจอทอลโดครั้งแรกเสียอีก
“บาดแผลน่ะยังไม่เท่าไหร่แต่โดนเวทคำสาปมาด้วย แถมยังไม่ใช่เวทธรรมดา” ชินามองแล้วก็ส่ายหน้า
“ไม่น่ารอดแล้วล่ะ” ทอลโดตามมาสมทบ เขาเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองหาพวกเฟท แต่เท่าที่เห็นจะไม่มีศัตรูอยู่แถวนั้นอีกแล้ว
“นักบวชระดับสูงอาจจะรักษาได้นะครับ”
“ถ้ายังมีเหลือรอดนะ” ชินาถอนหายใจ “น่าเสียดาย น้ำพุก็ดันอยู่ในฝั่งเรวาเรนท์”
“น้ำพุ” ทุกคนถามขึ้นมาพร้อมกัน
“น้ำพุแห่งการเยียวยาไง นี่ไม่เคยได้ยินกันมาเลยเหรอ”
มันเป็นความคิดบ้าบอที่จะเข้าไปในอาณาเขตของพวกอันเดดพร้อมกับคนป่วยเจียนตาย แต่พวกเซกันก็ไม่มีหนทางออกอื่น หลังจากประชุมสั้น ๆ กันไม่กี่ประโยคพวกเขาก็ตัดสินใจเสี่ยงตายดีกว่ารออยู่ตรงนี้อย่างไร้ความหวัง
น้ำพุที่ชินาพูดถึงคือบ่อน้ำพุธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคโบราณ เชื่อกันว่ามันแฝงด้วยแร่ธาตุและพลังจากธาตุแสงจนพวกอันเดดเองก็ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ ถ้าสามารถนำน้ำจากที่นั่นมาอาบร่างของอรันโด เธอเชื่อว่าคำสาปของเขาจะทุเลาลงอย่างทันตาเห็น
แต่คำพูดนั้นง่ายกว่าลงมือทำ ด้านหลังแนวกำแพงที่ถูกสร้างยาวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้คือกองทัพอันเดดจำนวนมหาศาลที่จะปรากฏตัวหลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
เป้าหมายของพวกเขาอยู่ไม่ไกล แต่ทั้งสี่ต้องแข่งกับเวลา เซกันอาสารับหน้าที่แบกอรันโดในขณะที่คนที่เหลือจะทำหน้าที่คุ้มกัน
แสงอาทิตย์หมดลงหลังจากที่พวกเขาเพิ่งเดินทางได้เพียงแค่หนึ่งในสี่ของเส้นทาง เซกันรู้สึกผิดกับกราเทียและชินาที่ยังไม่ได้พักเลยตั้งแต่การต่อสู้ที่อัลกราด แต่เขาก็จำเป็นต้องพูดออกไป
“ยังพักไม่ได้ครับ แถวนี้อันตรายมาก”
เซกันมั่นใจว่าตนเองสามารถเอาตัวรอดได้ แต่เขาไม่กล้ารับรองความปลอดภัยของทุกคน เซกันมีประสบการณ์ในการรับมือกับอันเดดน้อยมากและไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องเข้ามาถึงในถิ่นของพวกมัน
ในขณะที่เซกันกำลังหนักใจเรื่องที่เขาต้องปกป้องทุกคน ทอลโดกำลังคิดในสิ่งที่ตรงกันข้าม อดีตขุนพลของเฟทกำลังต่อสู้กันในจิตสำนึกของตน ด้านหนึ่งคือความรู้สึกที่ต้องการจัดการกับตัวปัญหาแบบเซกัน และอีกด้านที่เขาเองก็ยังสับสนอยู่
…ถ้าเล่นงานหมอนี่ตอนนี้ โอกาสสำเร็จต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่มันก็จะทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตรายด้วย…
…แต่ถ้าฆ่าสำเร็จ คำทำนายก็จะเปลี่ยนไป ต่อให้ทุกคนตรงนี้ตายไปแต่โลกก็จะปลอดภัย…