Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 103: รอยัลฮันติงฮิล
เควนตัสแม้จะอยู่ในวัยเจ็ดสิบกว่า แต่เขาก็ไม่ใช่ชายแก่อ่อนแอ เขาคือผู้ครอบครองหนึ่งในดาบวิเศษเทมเพสตาที่สามารถสร้างกระแสลมศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งทั้งในการป้องกันและโจมตี
ลูกน้องของเควนตัสเองก็มีแต่ยอดฝีมือ นอกจากมือขวาที่มีฝีมือระดับเดียวกับทอลโดแล้ว เควนตัสยังมีคนสนิทที่อยู่ในตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
เซกันที่จิตใจบอบช้ำไม่ได้มีสมาธิกับการต่อสู้ เขาถูกอีกฝ่ายรุมเล่นงานอยู่ข้างเดียว สภาพแบบนี้แม้แต่การหนีออกไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
“อย่าตายนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นภายในจิตใจของเซกัน
“เสียงของใคร” เซกันถาม แน่นอนว่าไม่ได้มาจากเควนตัสหรือบรรดาลูกน้องของเขา
“หนีไป อย่าตายนะ” เสียงที่เหมือนกับเด็กดังขึ้นอีก เซกันแน่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง มีใครบางคนพยายามสื่อสารกับเขา
“คุณเป็นใคร”
เสียงนั้นไม่ได้ตอบ แต่ยังคงพูดซ้ำ ๆ แบบเดิม “อย่าตายนะ” และ “หนีไป”
เซกันไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน และทำไมถึงมาคอยย้ำให้เขาไม่ยอมแพ้ ที่แน่ ๆ คือมันได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ จากที่หมดอาลัยตายอยากและรู้สึกว่าจะอยู่ต่อหรือตายก็ไม่สำคัญ เซกันใช้กำลังใจเล็ก ๆ นี้เป็นเชื้อเพลิงให้ลุกขึ้นสู้
“อย่าตายนะ”
“ไม่ตายหรอกครับ”
“จริงนะ ไม่ตายจริงนะ”
“อื้อ ไม่ตายครับ ไม่ใช่วันนี้แน่”
พลังจากดาบดำเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวทั้งที่เซกันไม่ได้ทำอะไรเลย สิ่งที่น่าแปลกคือมันแตกต่างจากความรู้สึกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เซกันรู้สึกราวกับว่าดาบกำลังร้องเพลง
การเอาตัวรอดจากค่ายของเควนตัสโดยที่ละเว้นการสังหารเป็นงานหนักแม้แต่กับเซกัน เขาสู้แค่เท่าที่จำเป็นพลางถอยหนีไปด้วยอย่างต่อเนื่อง และไม่เพียงแค่นั้นเซกันมีเป้าหมายต่อไปแล้ว
เควนตัสตัดใจเรื่องของเซกันหลังจากใช้เวลากับเกมแมวจับหนูอยู่นานแต่ก็ไม่สามารถจับกุมหรือแม้แต่ทำให้เซกันบาดเจ็บหนักได้ เขายอมรับว่าประเมินหลานคนนี้ไว้ต่ำเกินไป ตอนนี้เซกันกลายเป็นตัวหมากอันตรายที่เกินกว่าที่จะควบคุมได้อีก
เมื่อหนีจากการตามล่าได้แล้ว เซกันก็ไม่รีรอมุ่งสู่เป้าหมายต่อไป ไม่ว่าชีวิตของเขาจะเป็นเรื่องหลอกลวงหรือไม่ ไม่ว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องทั้งหมดมากน้อยแค่ไหน เขาก็ขอเลือกเส้นทางที่จะไปช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นโดยไม่หวังผลตอบรับในแง่ดีแม้แต่น้อย
โซนาตานึกถึงภาพตอนที่เขา อัลโต และเวเนบุกวังเอเทเซีย เนื้อหาในนิยายตอนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกัน เซกันไม่ได้สนใจกองทัพของเลกันที่ขวางอยู่ข้างหน้าแม้แต่นิด ในปราสาทที่ใหญ่โตสถานที่ที่สามารถใช้กักขังคนมีอยู่มากมาย เซกันตระเวนไปตามห้องต่าง ๆ โดยที่เหล่าทหารของเลกันไม่สามารถแม้แต่ทำให้เขาช้าลง หลังจากสำรวจหลายแห่งแล้วไม่มีทีท่าว่าจะคืบหน้า เซกันก็หันไปใช้วิธีข่มขู่แทน โชคดีที่ชื่อเสียงเลวร้ายของเขาทำให้เซกันไม่จำเป็นต้องเชือดไก่ให้ลิงดู เชลยส่วนหนึ่งยอมเผยข้อมูลแทบจะทันทีที่เขาเริ่มสอบสวน
“คุกใต้ดิน! ท่านราชา… ไม่สิ อดีตราชาและราชินีถูกขังอยู่ที่นั่น”
“คุกใต้ดินเนี่ยนะ ท่านพี่คิดอะไรอยู่ จำเป็นต้องขังในที่แบบนั้นด้วยเหรอ”
เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้แน่ชัด บ้างก็เชื่อว่าเซกันไม่ได้พบกับบาริกันและเควนดารินเพราะทั้งคู่ถูกย้ายไปที่อื่นแล้ว บ้างก็เชื่อว่ามันเป็นกับดักที่เลกันใช้ล่อเขาเข้าไปเพื่อจัดการ หลากหลายทฤษฏีที่ตอนนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่พวกเฟทเชื่ออีกแบบหนึ่ง พวกเขาเชื่อว่าเซกันได้รับรู้ความจริงบางอย่างซึ่งมันทำให้เขาโกรธจนถึงขั้นลงมือเข่นฆ่าผู้ให้กำเนิดของตน
จากนั้นเซกันก็ขึ้นมาเป็นเป็นหัวหน้าของฟอลโลเวอร์ออฟเดอะทรูเฟทอย่างเต็มตัว เขาหยุดสงครามกลางเมืองระหว่างเลกันและเควนตัสด้วยการก่อสงครามใหม่ขึ้นมา ทั้งคู่พ่ายแพ้อย่างหมดรูป เลกันต้องเนรเทศตัวเองหนีไป ส่วนเควนตัสและคนสนิทของเขาก็ถูกจับและถูกตัดสินประหารชีวิตโดยไม่รอสืบสวน
นั่นคือจุดเริ่มต้นของทรราชผู้เข้ายึดเอเทเซียมาเป็นของตน
กราเทีย ทอลโด และอรันโดได้รับข่าวนี้ขณะที่ทั้งสามตระเวนช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มเฟท สองคนแรกไม่เชื่อข่าวนี้แม้ว่ามันจะถูกยืนยันจากหลายแหล่ง มีเพียงอรันโดเท่านั้นที่ไม่แปลกใจ เขายังยืนกรานหากเซกันเป็นผู้บริสุทธิ์ เซกันก็ควรพิสูจน์ความจริงด้วยชีวิตของตน ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเฟทใช้ชื่อของเขาก่อกรรมทำเข็ญแบบนี้
ส่วนกราเทียนั้น เธอไม่ได้ห่วงแค่เซกันกับผู้คนในเมือง ข่าวที่บอกว่าคู่หมั้นของเธอหายสาบสูญไปนั้นทำให้เธอกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ มันทำให้เธอตัดสินใจไปเอเทเซียอีกครั้ง
สถานการณ์ที่พวกกราเทียพบเทียบกับช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เลยสักนิด มันคือกลียุค! ไม่มีใครหยุดพวกเฟทได้อีก ด้วยการนำของ “เซกัน” หลายหมู่บ้านถูกโจมตีและเข้ายึดครอง เขากลายเป็นปีศาจร้ายอย่างที่ทุกคนหวาดกลัวจริง หรือว่ามันคืออีกหนึ่งกับดักที่ใครบางคนวางไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เนื้อเรื่องเล่าเรื่องราวของเซกันยังไม่ไปถึงบทสรุป
เส้นทางที่กราเทียผ่านมาเต็มไปด้วยซากศพ ร่องรอยความเสียหาย เลือดและน้ำตา มีหลายครั้งที่กราเทียต้องหยุดเพราะไม่สามารถไปต่อโดยทำเป็นมองไม่เห็นผู้คนที่กำลังเดือดร้อน
ครั้งหนึ่ง กราเทียพบเด็กชายผู้กำลังยืนร้องไห้อยู่หน้าบ้านที่ถล่มลงมา สงครามไม่ได้พรากแค่ครอบครัวของเขาไป แต่มันยังทำให้เด็กผู้หญิงที่เป็นเพื่อนสนิทของเขาต้องตายไปด้วย
มันเป็นภาพที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่กราเทียก็ไม่ชินชากับมัน และเผลอหลั่งน้ำตาอยู่บ่อยครั้งอย่างเสียไม่ได้ตลอดการเดินทางของเธอ
ปี 9129
การแวะข้างทางของกราเทียบ่อยครั้งยิ่งกว่าที่เธอตั้งใจเอาไว้ กว่าจะรู้ตัวเวลาก็ล่วงเลยผ่านมาอีกหนึ่งขวบปี ข่าวของเซกันยังมีออกมาอยู่เป็นระยะ แต่กราเทียกลับไม่ได้ข่าวของเลกันเลย
จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาก็ได้รับข่าวใหม่ที่ทำให้กราเทียกลับมามีความหวัง บรรดาชาวบ้านที่พวกเธอได้ช่วยเหลือเอาไว้เป็นคนนำข่าวมาให้
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าชายเลกันหนีไปขอพึ่งพวกเคออส” ชาวบ้านรายหนึ่งเล่าเรื่องที่ได้ยินมา
“อดีตรัชทายาทเอเทเซียไปอยู่กับพวกกบฏเคออสเนี่ยนะ” ทอลโดถามยืนยันให้แน่ใจว่าหูเขาไม่ได้เพี้ยน
“ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เฟนตัสผู้นำของเคออสก็ยังเป็นพระญาติ แล้วตอนนี้ทั้งสองก็มีศัตรูร่วมกันคือราชาองค์ใหม่… เซกัน” อรันโดเสริม
“เรื่องของเซกัน ยังไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเปล่าด้วยซ้ำ” กราเทียหยุดไม่ให้อรันโดคิดไปไกล ตั้งแต่มีประกาศว่าเอเทเซียอยู่ในกำมือของเซกัน เขาก็ยังไม่เคยปรากฏตัวให้ใครเห็นเลยด้วยซ้ำ
อรันโดยังคงเชื่อข่าวลือฝังหัว แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจความรู้สึกของกราเทียและทอลโด ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่กับเซกันมาเป็นแรมปี แม้แต่เขาที่ใช้เวลากับเซกันไม่กี่วันยังยอมรับเลยว่าก็เกือบถูกท่าทีอ่อนโยนและเป็นสุภาพบุรุษหลอกให้ตายใจมาแล้ว
เพื่อพิสูจน์ข่าวลือเรื่องอดีตเจ้าชายเลกัน กลุ่มของกราเทียจึงมุ่งหน้าสู่ “รอยัลฮันติงฮิล” สถานที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเอเทเซีย ปัจจุบันมันกลายเป็นพื้นที่อันตรายเพราะการจับจองของกลุ่มกบฏเคออส
กราเทียเคยได้ยินเรื่องของกลุ่มเคออสมาบ้าง พวกเขาคือกลุ่มผู้สนับสนุน “เฟนตัส เอเทเซีย” ผู้ที่อ้างตนว่ามีสิทธิอย่างแท้จริงในราชบัลลังก์ นอกจากการรุนรานของเรวาเรนท์ พวกเคออสเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เอเทเซียอ่อนแอลงในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
มันมีเหตุผลที่พวกกบฏในรอยัลฮันติงฮิลไม่เคยถูกปราบปราม ราชาบาริกันเคยส่งทัพขึ้นไปปราบพวกเคออสมาแล้วนับสิบครั้ง เทือกเขาบริเวณนั้นเต็มไปด้วยอันตรายจากความสูงชันและทางที่คับแคบ อากาศที่แปรปรวนอยู่เสมอ ยังไม่นับว่ามันเต็มไปด้วยกับดักที่พวกเคออสวางเอาไว้
นักรบเคออสเองก็เป็นตัวอันตรายเช่นกัน พวกเขาส่วนหนึ่งคือพวกที่ไม่พอใจในการปกครองของบาริกัน แต่อีกส่วนคือบรรดาลูกหลานของขุนพลที่ยังจงรักภัคดีต่อเชื้อสายของเฟนตัส คนเหล่านี้มีวิชาเก่าแก่ที่ตกทอดกันมาซึ่งรวมไปถึงการสร้างกับดักเวทที่สามารถฆ่าคนนับพันได้
กราเทีย ทอลโด และอรันโดรับรู้ความเสี่ยงนั้นดี การค้นหากลุ่มเคออสอาจจะเป็นภารกิจที่เอาชีวิตของพวกเธอก็ได้ แต่ทุกคนก็ยอมเสี่ยงเพื่อที่จะได้รู้ความจริง
เส้นทางบนภูเขาสลับซับซ้อนและอันตรายยิ่งกว่าที่คาด แม้จะระมัดระวังตัวในทุกฝีก้าวพวกเขาก็ยังถูกทางที่วกวนและกับดักเล่นงานครั้งแล้วครั้งเล่า
กราเทียแทบไม่มีโอกาสได้ใช้ดาบประจำตัวเลยเพราะเธอและอรันโดต้องใช้เวทรักษาจนมือเป็นระวิง ทอลโดเจ็บหนักเพราะเขาหลบกับดักหนึ่งแต่กลับถูกท่อนซุงที่มีเวทกำบังตาเล่นงาน อรันโดตกลงไปในบ่องูพิษแม้จะสวมเกราะหนักทั้งร่าง แต่ก็ยังไม่วายถูกงูกัดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
โซนาตาเข้าใจความลำบากนั้นดี ทุกครั้งที่เขาจะไปหาเชอรีสที่ค่าย เขาต้องมีพวกเคออสเป็นผู้นำทางเสมอ เขาลูกนั้นไม่ได้มีแค่กับดักแต่ยังมีค่ายกลเวทที่ทำให้สับสนในทิศทาง หากไม่ใช่พวกเคออสแล้วก็ยากที่จะไปถึง
แต่พวกกราเทียก็มีทั้งประสบการณ์และความพยายาม หลังจากวนเวียนอยู่หลายวันพวกเธอก็เริ่มมองเห็นเส้นทางที่ซ่อนอยู่ ทีละเล็กทีละน้อยในที่สุดมันก็นำพวกเธอไปพบกับคนกลุ่มหนึ่ง
ชายหญิงแปลกหน้ากลุ่มนี้แต่งตัวแตกต่างจากชาวเอเทเซีย พวกเขาสวมเกราะหนังบ้าง เกราะของอัศวินที่ถูกนำมาย้อมสีบ้าง ไม่ต้องเดากราเทียก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาคือกลุ่มเคออส
กราเทีย ทอลโด และอรันโด ยอมให้ปลดอาวุธแต่โดยตี จากนั้นพวกเธอก็ถูกปิดตาและพาตัวไปอีกที กราเทียแน่ใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจเดินวนเพื่อให้เธอสับสนก่อนที่จะพาพวกเธอไปถึงที่หมาย
“กราเทีย โรดอส, ทอลโด ไฮน์, อรันโด แองกัซ” ชายผมแดงเพลิงไล่ชื่อพวกกราเทียทีละคน จากนั้นก็หันไปถามคนข้าง ๆ “ตัวจริงใช่ไหม”
“ตัวจริงครับ” ชายอีกคนตอบ เสียงของเขาทำให้กราเทียเกือบจะร้องไห้ออกมาเป็นเด็ก ๆ มันเป็นเสียงที่เธอคิดถึงมาตลอด
“น่าสนใจจริง ๆ คนดังอย่างพวกเจ้า มีธุระอะไรกับค่ายของข้ากัน”
ชายร่างสูงกำยำผู้นี้คือเฟนตัส เอเทเซีย สายเลือดปีศาจที่หลงเหลือมาจากยุคที่เผ่าปีศาจยังสามารถเดินทางมาสู่ซีนได้ เฟนตัสเป็นชายท่าทางโผงผางดูมีอำนาจจนแม้แต่เลกันยังต้องนอบน้อมต่อเขา แต่กราเทียไม่รู้สีกกลัวชายผู้นี้เลย
มันค่อนข้างต่างจากเรื่องเล่าที่เธอได้ยินมามาก เธอเคยได้ยินมาด้วยซ้ำว่าเฟนตัสคือชายร่างสูงเกินสี่เมตร มีเขี้ยวโง้วงอกออกมาจากปาก ตามตัวมีเส้นขนสีแดงปกคลุมจนแยกไม่ออกมาเป็นมนุษย์หรือสัตว์ร้าย แต่เท่าที่เห็น ถึงจะดูป่าเถื่อนไปบ้างแต่เขาก็เป็นชายวัยกลางคนที่ดูมีเสน่ห์
“พวกเรามาเพราะเรื่องของชายที่ยืนอยู่ข้างท่าน” อรันโดตอบเสียงดังฉะฉาน แม้จะอยู่ในวงล้อมของพวกกบฏเขาก็ไม่ได้ยี่หระเลยสักนิด
“พวกเราได้ยินมาว่า อดีตรัชทายาทของเอเทเซียพ่ายแพ้ให้กับชายต้องสาปและหันมาร่วมมือกับกลุ่มกบฏ” ทอลโดก็มีท่าทีไม่แตกต่าง เขาเหลือบมองสำรวจโดยรอบเพื่อหาทางหนีทีไล่
“ดูเจ้าพวกนี้สิ เอาเรื่องเหมือนกับเจ้าเมื่อตอนนั้นเลย” เฟนตัสตบไหล่เลกันฉาดใหญ่ มันแรงพอที่จะทำให้คนหน้านิ่งแบบเลกันต้องขมวดคิ้วเพราะความเจ็บ
“ตอนนี้ไม่มีเจ้าชายเลกันแล้ว มีเพียงเลกันที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของเคออส”
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้”
“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ กลับไปได้แล้ว”
คำตอบแบบไม่ไยดีของเลกันทำให้เฟนตัสหัวเราะลั่น “เฮ้ย พวกนี้มาตามหาเพราะเป็นห่วงเจ้านะ ไม่ใจดำไปหน่อยเหรอ”
“ข้าไม่มีธุระอะไรกับพวกนี้” พูดจบเลกันก็หันไปพยักหน้าให้กับลูกน้อง จากนั้นก็มีหลายคนที่เดินเข้ามาพร้อมกับผ้าปิดตา
“เดี๋ยวก่อน ข้ายังถามไม่จบ” กราเทียดิ้นรนขัดขืน
มันทำให้เฟนตัสหัวเราะดังขึ้นอีก
“เอาน่า ตอบคำถามนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกมั้ง อย่างกับว่าพวกเรามีงานทำเยอะแยะ” เฟนตัสออกปากคะยั้นคะยอเลกัน
“คนที่ว่างมันท่านนะครับ ข้าน่ะต้องทำอะไรอีกเยอะเลย” เลกันถอนหายใจพร้อมส่งสายตาเหนื่อยหน่ายไปที่เฟนตัส มันเป็นอีกมุมของเลกันที่กราเทียไม่เคยเห็นมาก่อน
กราเทียไม่สนข้ออ้างใด ๆ เธอยิงคำถามใส่ในทันที “เซกันล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับหมอนั่น เค้าฆ่าท่านบาริกันกับท่านเควนดารินจริงเหรอ แล้วยังเรื่องของพวกเฟท ตกลงว่า…”
“ถ้าข้าบอกว่ามันคือเรื่องจริง พวกเจ้าจะเชื่อไหมล่ะ”
“…”
“พวกเรารู้มานานแล้วว่าเควนตัส บอร์มาหรือท่านตาของข้า วางแผนก่อการกบฏ แต่การจัดการกับเขาไม่ง่ายเพราะตระกูลบอร์มาร์นั้นควบคุมกองกำลังเกินกึ่งหนึ่งของทั้งอาณาจักร แล้วเรื่องมันก็ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อเซกันเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้านั่นไม่เพียงแค่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเฟทเท่านั้นแต่ยังเปิดทางให้พวกเฟทเข้าโจมตีเมืองหลวงด้วย”