Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 104: นักดาบดำและกองทัพอันเดด
จากนั้นเลกันก็อธิบายเพิ่มว่าเอเทเซียเองก็พลาดพลั้งให้กับสงครามข่าวลือเช่นกัน พวกเขามัวแต่ไล่จับเงาของเซกันโดยไม่รู้ว่าตัวจริงเล็ดรอดเข้ามาในเมืองด้วยความช่วยเหลือของเควนตัส และสองตาหลานก็ช่วยกันจนสามารถยึดอำนาจทุกอย่างเอาไว้ได้
“งั้นข่าวลือแปลก ๆ ที่ว่าท่านจับท่านบาริกันและมเหสีเอาไว้…”
“แน่นอนว่าก็ต้องเป็นฝีมือเจ้าสารเลวนั่น เซกันไม่เพียงแค่ยึดประเทศเอาไว้ แม้แต่พ่อแม่ที่ให้กำเนิดมันก็ยังทำได้” เฟนตัสช่วยยืนยันอีกเสียง
เลกันพูดจบก็กำมือแน่นจนเลือดไหล เขาตัวสั่นด้วยความโกรธและความเศร้าแบบที่กราเทียไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน ท่าทีของเขาทำให้กราเทียไม่สงสัยในคำพูดของเขาอีก
…เซกัน เจ้ากลายเป็นปีศาจร้ายแล้วจริง ๆ สินะ…
“เพื่อที่จะได้ล้างแค้นมัน ข้าถึงได้มาอยู่ที่นี่” เลกันย้ำอีกรอบ
“เรามีข้อตกลงกัน… พวกเราจะร่วมมือกันจนกว่าจะปราบชายต้องสาปได้” เฟนตัสอธิบายเพิ่ม “ใครได้หัวของเซกันก่อน คนนั้นก็จะได้เป็นราชาคนต่อไป”
ทอลโดรู้สึกขนลุก สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขาบอกว่ามีใครสักคนกำลังพูดโกหก แต่เขาไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือเรื่องเล่าของเลกันหรือคำสัญญาของเฟนตัส เขารู้สึกเพียง “กลิ่น” ของเจตนาร้ายที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
มันยังมีข้อสงสัยที่ไม่ได้รับการอธิบาย แต่กราเทียและเพื่อนทั้งสองก็ตัดสินใจอยู่ช่วยเลกันและเฟนตัสต่อสู้ยึดประเทศคืนมา
ทั้งสามกลายเป็นหัวหอกสำคัญของกลุ่มเคออสจากทักษะที่โดดเด่นและผลงานที่พวกเขาทำอย่างต่อเนื่อง ในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากนั้นแผนยึดเอเทเซียคืนก็ประสบความสำเร็จ
ทอลโดเป็นคนเดียวที่รู้สึกถึงความผิดปกติ มันช่างดูง่ายดายราวกับพวกเฟทจงใจแกล้งแพ้ แม้แต่กองทัพของเควนตัสเองก็อ่อนแอกว่าที่ควรเป็น และที่สำคัญคือไม่มีใครพบเห็นแม้แต่เงาของเซกัน
เหมือนเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาอีกครั้ง ชาวบ้านอาสาสมัครจากหลายเมือง กองกำลังของเอเทเซียที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสงครามกลางเมือง และกองกำลังเคออส ทุกฝ่ายต่างร่วมมือกวาดล้างพวกเฟทอย่างจริงจัง เมืองแล้วเมืองเล่าที่เคยตกอยู่ในเงื้อมมือของเฟทกำลังได้รับการปลดปล่อย
เลกันและเฟนตัสกลายเป็นวีรบุรุษที่ไม่ว่าใครต่างก็พูดถึง แต่แล้วความร่วมมือของทั้งสองก็มาถึงทางตัน ทั้งคู่มีปากเสียงกันอย่างรุนแรงเกี่ยวกับวิธีการที่เลกันปฏิบัติกับศัตรูที่ยอมแพ้ซึ่งดูโหดร้ายเลือดเย็นเกินไปในมุมมองของเฟนตัส ทั้งสองประลองกันฝีมือกันอย่างดุเดือดและจบลงที่การนองเลือด
บางคนบอกว่าเลกันตั้งใจสังหารเฟนตัสเพื่อยึดกลุ่มเคออสเอาไว้เอง แต่บางคนก็มองว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร มันก็ทำให้พวกเคออสแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่คิดว่าเลกันเชื่อใจไม่ได้และกลับไปตั้งค่ายอยู่บนภูเขาเช่นเดิม กับอีกฝ่ายที่ตัดสินใจติดตามเขาเพื่อกวาดล้างเฟทให้หมดสิ้น
กราเทีย ทอลโด และอรันโดอยู่ในกลุ่มหลัง แม้ว่าทั้งสามจะเริ่มคลางแคลงใจกับวิธีการของเลกัน แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เฟทต้องถูกกวาดล้างให้หมดนั่นคือทางเดียวที่จะนำความสงบสุขกลับคืนมาได้
ช่วงเวลาเดียวกันกับสงครามกวาดล้างเฟท ก็มีการเคลื่อนไหวที่น่ากังวลไม่แพ้กันเกิดขึ้น กองทัพของอมนุษย์ที่ครอบครองพื้นที่ฝั่งตะวันออกของทวีปเริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน
กองทัพใหญ่ของเรวาเรนท์เคลื่อนพลเข้าประชิดชายแดนใกล้กับอาณาเขตของเรฟลินตัน พวกมันฉวยโอกาสที่ทุกคนมัวแต่วุ่นวายกับการปราบปรามเฟท ฉวยโอกาสโจมตีอย่างฉับพลัน เรฟลินตันคืออาณาจักรแรกที่รู้ตัวก่อน พวกเขาส่งสัญญาณเตือนไปยังทุกเมืองที่อยู่ใกล้และหวังว่ากำลังเสริมจะมาถึงก่อนพวกเรวาเรนท์
แต่ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น กองทัพที่ควรจะมาถึงตั้งแต่หลายวันก่อนกลับถอยร่นไปอีก หน่วยสืบข่าวของแต่ละประเทศถึงกับงงงวยและพยายามหาสาเหตุแต่พวกเขาก็ยังไม่ได้คำตอบ
ห่างออกไปจากเรฟลินตัน ในเมืองที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “น็อตติงวิลล์” การต่อสู้ที่คนส่วนใหญ่มิได้ล่วงรู้เริ่มขึ้นแล้ว ฝ่ายหนึ่งคือกองทัพนับหมื่นของเรวาเรนท์และอีกฝ่ายคือชายหนุ่มผู้มืดมน… เซกัน
พวกเรวาเรนท์แทบไม่รู้จักเซกันมาก่อน พวกมันไม่ได้สนใจคำทำนายที่กล่าวถึงชายผู้จะนำหายนะมาสู่โลก นั่นก็เพราะว่าพวกมันไม่เชื่อว่าจะมีมนุษย์ผู้ใดมีอำนาจเหนือไปกว่ากองทัพอมตะได้
เซกันไม่จำเป็นต้องยั้งมือกับศัตรูที่ไม่ใช่แม้แต่เป็นสิ่งมีชีวิต ในตอนนี้เขาไม่ต้องกลัวด้วยซ้ำว่าหากปลดปล่อยพลังของดาบออกมาอย่างเต็มที่แล้วจะมีใครถูกลูกหลงไปด้วย ข้างกายของเขาไม่มีใครทั้งนั้นนอกจากเหล่าอันเดดกระหายเลือด
นานมาแล้ว ที่เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้ เขาสู้โดยไม่จำเป็นต้องห่วงสิ่งใด ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเพื่อนลอบโจมตีทีเผลอ ไม่ต้องกลัวว่าหากแสดงพลังมากจนเกินไปจะถูกมองว่าเป็นสัตว์ประหลาด ไม่ต้องห่วงตลอดเวลาว่าเพื่อนคนใดคนหนึ่งจะล้มลงไปต่อหน้า
มาร์เคลและดาร์คเจสเตอร์เฝ้ามองการต่อสู้ของเซกันผ่านลูกแก้วอาคม พลังเหนือมนุษย์ของเซกันทำให้ทั้งคู่ถึงกับนิ่งงันไป พวกเขาได้แต่สงสัยว่ากำลังมองสิ่งใดอยู่กันแน่
“เจ้านี่เป็นใคร มีมนุษย์แข็งแกร่งขนาดนี้ด้วยเหรอ”
“ดาบที่มันใช้… ดาบดำที่ลูนาร์ชิงจากพวกเราแล้วเอาไปตีใหม่” ตัวตลกชุดดำหัวเราะอย่างไร้สาเหตุ
…พลังของเทพปีศาจ…
แบบเดียวกับท่านอาร์มอนเด… มันเป็นสิ่งที่สองหัวหน้าใหญ่แห่งเรวาเรนท์คิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย
โซนาตาอ่านแล้วก็นึกสงสารมาร์เคลกับดาร์คเจสเตอร์ขึ้นมา ขนาดเขาเองใช้พลังของดาบได้แค่ส่วนเดียวก็ยังทำให้ทั้งคู่แทบจะวิ่งหนีหางจุกก้น การเผชิญหน้ากับเซกันที่ควบคุมดาบได้เกือบสมบูรณ์แล้วคงเหมือนกับฝันร้ายสุดสยอง
โซนาตานึกสนุกจึงลองประเมินระดับของเซกันจากคำบรรยายในเรื่อง พลังที่เซกันใช้รุนแรงพอที่จะถล่มน็อตติงวิลล์ในดาบเดียว เขาสามารถร่ายเวทขั้น “กิกะ” ได้อย่างไม่ยั้ง เวทมนตร์ของแวมไพร์ระดับสูงแทบจะสะกิดเขาไม่ได้เลย ถ้าเรื่องนี้ไม่ได้ถูกตีสีใส่ไข่จนเกินไป โซนาตาแน่ใจว่าอย่างน้อยเซกันก็ต้องมีเลเวลเทียบเท่ากับไซเลนเซอร์ ที่น่ากลัวกว่านั้นโซนาตาเชื่อว่านี่ไม่ใช่ปลายทางของการพัฒนา เซกันยังเก่งขึ้นได้กว่านี้อีก
จุดอ่อนเดียวของเซกัน ยังคงเป็นเรื่องเดิมที่เคยเป็นจุดอ่อนเสมอมา ขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวและต่อสู้โดยแทบไม่ต้องคิด สมองกลับไปหมกมุ่นกับเรื่องอื่น
เขาคิดถึงกราเทีย ตอนนี้เธอจะยังสบายดีอยู่ไหมนะ เซกันแน่ใจว่ากราเทียเองก็กำลังต่อสู้ในสงครามของเธอ เขาอยากรู้ว่าเธอได้เจอกับเลกันแล้วหรือยัง และตอนนี้เธอได้รู้ความจริงไปแล้วแค่ไหน
ทอลโดเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เขาเป็นห่วง เซกันเชื่อว่ามีหลายครั้งหลายหนที่ทอลโดต้องอดกลั้นต่อความรู้สึกที่อยากจะฆ่าตนเอาไว้ ทอลโดพบกับความขัดแย้งในตนเองระหว่างความรู้สึกที่อยากเชื่อในตัวเซกัน และความรู้สึกผิดที่ตนเคยทำร้ายผู้บริสุทธิ์ในสมัยที่ยังอยู่กับเฟทและต้องการชดใช้ให้กับพวกคนเหล่านั้นด้วยการเอาชีวิตของเซกัน
มีครั้งหนึ่งที่เซกันนอนยังไม่ทันหลับสนิท และได้ยินบทสนทนาของกราเทีย ทอลโดและชินา
“สมมุตินะ ถ้าคำทำนายมันผิด หรือว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” ชินาเปิดประเด็น ก่อนหน้านี้เธอก็เคยถามคำถามนี้กับทอลโดมาหลายครั้งแล้ว แต่เจ้าตัวไม่ยอมตอบเป็นเรื่องเป็นราว
“เจ้าอาจจะไม่เชื่อ… แต่ข้าหวังให้มันเป็นแบบนั้นไม่น้อยไปกว่าเจ้าหรอก” ทอลโดมีอาการเมาเล็กน้อย วันนี้เขาดื่มไปมากเพื่อฉลองภารกิจล่าสุดที่จบลงอย่างงดงาม วันนี้เขาจึงดูช่างเจรจาเป็นพิเศษ
“เอ๋… เจ้าเนี่ยนะ ข้านึกว่าเจ้าอยากจะฆ่าเซกันยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้นอีก” คราวนี้กราเทียก็สงสัยขึ้นบ้าง
“ข้าไม่ได้จะฆ่าเพราะอยากทำจริง ๆ สักหน่อย แต่มันเป็นวิธีเดียวที่ข้าทำได้เพื่อจะชดใช้ให้กับคนที่ตายไป” ทอลโดพูดเสียงยาน ดูไม่ออกว่ากำลังเศร้าหรือกำลังโมโห
“แต่ถ้าลงมือไปแล้ว เกิดมารู้ภายหลังว่าเป็นเรื่องผิดพลาดล่ะ” ชินาถามกดดันเข้าไปอีก
“ผิดพลาดก็ช่างมันเถอะ” ทอลโดเอ่ยด้วยเสียงเนือย ๆ
“หมายความว่ายังไง”
“ก็ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะไม่ปล่อยให้หมอนั่นต้องตายไปตามลำพังหรอกนะ หลังจากฆ่าหมอนั่นได้ ข้าก็จะ…”
“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ” ชินาขึ้นเสียง “ชีวิตน่ะสำคัญรู้ไหม ห้ามพูดเด็ดขาดว่าจะตาย”
“ไม่ว่าหมอนั่นจะเป็นปีศาจร้ายจริงหรือไม่ ข้าก็นับมันเป็นเพื่อนไปแล้ว จะให้มันตายไปเฉย ๆ ตามลำพัง ก็ทำไม่ได้หรอก” ทอลโดยิ้มอย่างเศร้า ๆ ก่อนที่จะเงียบไป เขาหลับไปทั้งที่ยังนั่งอยู่
นี่คือเหตุผลที่เซกันไม่สามารถหักใจเกลียดทอลโดได้ หมาป่าผู้โดดเดี่ยวและไม่ไว้ใจใครมองเซกันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในฝูงของเขา
คนถัดไปที่เขานึกถึงคือชินา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอคือความอบอุ่นที่เขาไม่ได้พบมานาน ชินาคือคนที่มีจิตใจเข้มแข็งที่สุดเท่าที่เซกันเคยรู้จัก เธอเป็นคนตลกและสามารถเรียกรอยยิ้มจากทุกคนได้แม้ว่าตนเองอาจจะกำลังเจ็บช้ำ ชินาแทบไม่เคยเล่าเรื่องของเธอ แต่เซกันเคยเห็นว่าเธอมีแผลเป็นที่เกิดจากการถูกล่ามโซ่ เขารู้ได้ทันทีว่าชีวิตของเธอไม่ได้ราบเรียบและสงบสุขอย่างที่เธอมักจะบอกคนอื่น
บางทีเธออาจจะเคยเป็นทาส บางทีอาจจะเคยถูกจับไปเป็นเชลยสงคราม หรือบางทีอาจจะเคยโดนแก้แค้นจากบรรดาคนที่เธอแย่งชิงอาวุธเวทมา เซกันไม่เคยได้รู้ความจริงในช่วงเวลาที่ได้ใช้อยู่ร่วมกัน และคงไม่มีโอกาสได้รับรู้หลังจากนี้ เพราะชินาคนนั้นไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว
เขานึกถึงผู้คนอีกมากมาย แม้แต่อรันโดที่ตนแทบจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กัน จากนั้นทั้งที่ห้ามตัวเองมาตลอดไม่ให้นึกถึง แต่เซกันก็เผลอไปนึกเรื่องที่เขาอยากลืมมาตลอด
เรื่องในวันนั้น เมื่อครั้งที่เซกันร้อนใจเพราะข่าวลือเรื่องที่ท่านพี่เลกันคุมขังท่านพ่อและท่านแม่เอาไว้…