Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 107: ทะเลหรือภูเขา
อรันโดก็รู้ตัวแล้วเช่นกัน เขาสะกิดกราเทียให้ดูชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มนักฆ่า อรันโดแน่ใจว่าเขาอยู่ในรายชื่อของคนที่ควรจะถูกประหารไปแล้ว
“มันแปลก ๆ นะ ว่าไหม” อรันโดกระซิบกระซาบ เขาเป็นคนที่เชื่อเลกันมากที่สุดในกลุ่มของกราเทีย เมื่อเขาพูดว่าแปลกมันจึงมีความหมายตามนั้นทุกตัวอักษร
“แปลกจริง ๆ น่ะแหละ” กราเทียกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล แม้เธอพยายามมองในแง่ดีว่าเลกันคงจะใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่เขามีเพื่อรับมือเซกัน โดยการเอาโจรมาใช้เป็นขุนศึกก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยมีใครทำ แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่ตาเห็นก็ทำให้เธอไม่สบายใจเอาเสียเลย
“ถ้าเราทำลายดาบได้ เซกันจะถูกปล่อยไปใช่ไหม” ทอลโดดูกังวลใจ
“ถ้ามันทำให้เขาหลุดจากคำสาปได้จริง ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าเขาปลอดภัย” อรันโดตอบตามที่คิดด้วยความซื่อตรง
แล้วเสียงฮือฮาก็ดังขึ้น หลายคนหันธนูและหน้าไม้ไปยังทิศเดียวกัน ด้านบนของอาคารสูงมีใครบางคนยืนอยู่ แต่จากแสงที่ย้อนมากราเทียจึงเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด
แต่เธอรู้จักรูปร่างนั้น แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าแต่กราเทียก็รู้ว่าเขากำลังมองและส่งยิ้มมาให้
“โจมตี!” หัวหน้ากลุ่มนักฆ่าออกคำสั่ง เวทมนตร์และลูกธนูจำนวนมากพุ่งออกไปพร้อมกับที่เงานั้นกระโดดสวนลงมา เขาปัดป้องการโจมตีระลอกแรกได้ทั้งหมด
กระสุนบางส่วนคือเวทมนตร์โจมตี แม้เซกันจะหลบได้แต่มันก็วกกลับมา บางส่วนเป็นเวทมนตร์ลวงตา และบางส่วนก็เป็นเวทที่สร้างความเจ็บปวดให้กับวิญญาณโดยตรง
เซกันพยายามมองหาเลกันในกลุ่มที่โจมตีเข้ามา แต่ก็ไม่พบ เขาเดาว่าเลกันคงจะซุ่มดูอยู่จากระยะไกลและจะไม่ยอมออกมาจนกว่าจะแน่ใจว่าสามารถจัดการเขาได้ ที่เขาต้องทำคือการจัดการกับนักรบกลุ่มนี้ก่อน
ทอลโดคือคนแรกที่เข้าประชิดเซกันได้สำเร็จ คลื่นดาบรูปหมาป่ากระโจนเข้าใส่จากทั้งสี่ทิศ มันรุนแรงและรวดเร็วกว่าที่เซกันเคยพบมากซึ่งบ่งบอกว่าไม่ใช่แค่เซกันที่แข็งแกร่งขึ้นแต่ทอลโดเองก็เช่นกัน
“ส่งดาบมาซะ พวกเราจะทำลายมันและปลดปล่อยเจ้าจากคำสาป” ทอลโดตะโกนแข่งกับเสียงของสารพัดการโจมตี เขาตัดสินใจว่าควรบอกเป้าหมายในการลงมือโจมตีไปตามตรง
“ว่าแล้ว พวกคุณไม่ได้ถูกจับจริง ๆ ด้วย” เซกันถอนหายใจ เขาสู้ไปและคุยไปด้วย
“ถ้าทำลายดาบเจ้าก็จะหลุดจากคำสาป”
“เรื่องนั้น ท่านพี่เป็นคนบอกสินะครับ”
เซกันที่หัวอ่อนและเชื่อคนง่ายไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว โดยเฉพาะกับเลกันที่เคยทำเขาไว้อย่างเจ็บแสบ คนที่สามารถปล่อยข่าวว่าจะดำเนินคดีกับกราเทียและพวก และยังมาวางกับดักไว้ที่อัลกราดจะมีใครได้อีกนอกจากเลกัน เจ้าคนชั่วร้ายมากเล่ห์เพทุบายคนนั้น
เซกันเลิกสนใจทอลโด กราเทีย หรือแม้แต่อรันโด ทั้งสามไม่ได้ส่งจิตสังหารออกมาเหมือนกับนักฆ่าที่เลกันเตรียมเอาไว้ เซกันถอยออกมาตั้งหลักเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มลงมือ
เขาวิ่งเข้าไปกลางฝูงนักฆ่า ดาบถูกสะบัดด้วยความเร็วสูงจนเกิดแรงอัดอากาศ มันกวาดเอาทั้งลูกธนู เวท และนักฆ่าที่อยู่ด้านหน้าสุดกระเด็นกระดอนไปราวกับถูกแรงระเบิด
นักฆ่ารายหนึ่งเข้าประชิดเซกันจากด้านหลัง การเคลื่อนไหวของเขาเร็วยิ่งกว่าเสียง นอกจากนั้นดาบที่เขาใช้ก็ยังเป็นดาบเลื่องชื่อที่หากฟันสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นหิน
…ดูเหมือนแผนขโมยดาบจะไม่มีโอกาสได้ใช้แล้ว หัวของเซกันเป็นของข้า…
ไม่มีการยั้งมือ นักฆ่ารายนี้ไม่สนใจที่เลกันเคยสั่งเอาไว้ว่าแค่ทำให้เซกันอ่อนแรงลงก็พอ
“เฮ้ยยย” เขาเผลอร้องลั่นเมื่อพบว่าเป้าหมายหายไปก่อนที่คมดาบจะสัมผัสร่าง เซกันไม่ได้สนใจเขานักเพราะตอนนี้เขากำลังจัดการกับจอมเวทแปดคนที่ร่วมกันร่ายเวท
“แม้แต่ข้าก็มองไม่ทันเรอะ” นักฆ่าพึมพำก่อนที่จะล้มลงไปเพราะถูกฟันไปหลายแผลโดยไม่รู้ตัว
ศึกครั้งนี้ต่างจากการต่อสู้กับพวกเรวาเรนท์ ครั้งนั้นเซกันต้องรับมือกับกองทัพอันเดดนับหมื่นนับแสน มันเป็นศึกหนักแต่เซกันก็ยังรู้สึกน่าหนักใจน้อยกว่าการรับมือนักฆ่าพวกนี้
พวกเรวาเรนท์มีอันเดดหลากหลายชนิด แต่สุดท้ายสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเซกันก็คือพวกมันเป็นอมตะ เขาจำเป็นต้องใช้พลังจากดาบสร้างความเสียหายจนถึงระดับวิญญาณเพื่อหยุดพวกมัน มันเป็นแค่การประลองความอึดเท่านั้น
แต่พวกนักฆ่ากลุ่มนี้แตกต่างออกไป พวกเขาบางคนมีวิชาพิสดารที่เซกันไม่รู้จัก บางคนใช้อาวุธเวทที่มีพลังและเงื่อนไขซับซ้อน เซกันแน่ใจว่าหากเขาพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว พลังของดาบดำเองก็อาจจะช่วยอะไรเขาไม่ได้
แล้วเขาก็พลาดอย่างที่กลัวไว้ รอยแผลเล็ก ๆ แผลเดียวสร้างความเจ็บปวดให้เขาอย่างยากจะทานทน หนึ่งในนั้นเป็นผู้ใช้ผงพิษ พิษชนิดนี้แตกต่างจากพิษทั่วไปเพราะมันเกิดจากการแมลงปรสิตชนิดหนึ่ง เพียงแค่สัมผัสถูกบาดแผลเล็กน้อย พิษจะลุกลามทั่วร่างเพียงเวลาไม่กี่อึดใจ
หากเป็นคนปกติ พิษชนิดนี้จะสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัส หนอนพิษจะฟักตัว เหยื่อจะถูกหนอนไชทั่วร่าง และหากไม่ได้ยาถอนพิษภายในหนึ่งสัปดาห์ เหยื่อจะต้องตายอย่างทรมาน
สำหรับผู้ที่แข็งแกร่งเช่นเซกัน หนอนพิษไม่สามารถทำให้เขาถึงตายได้ แต่หน้าที่ของมัน เซกันก็ไม่ได้รับมืออย่างง่ายดาย มันยังทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเจียนตาย เซกันเกือบจะคลุ้มคลั่งไปเพราะความเจ็บปวด เขาพยายามหยุดการต่อสู้ครั้งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ยิ่งเร่งรีบทุกอย่างก็ยิ่งแย่ เขาถูกพิษชนิดใหม่เข้าไปเพิ่ม นอกจากนั้นยังถูกเวทคำสาปอีกหลายชนิดเล่นงาน
กราเทียไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเซกัน เธอเพียงรู้สึกหวั่นใจกับทีท่าของเขา แม้ว่าเซกันจะยั้งมือไว้และไม่ฆ่าใครอย่างที่เคยทำ แต่ทุกคนก็ถูกเล่นงานอย่างสาหัสจนหากมีใครตายไปหลังจากนี้กราเทียก็ไม่แปลกใจ
“ต้องรีบขโมยดาบก่อนที่จะมีใครตาย” อรันโดบอกในสิ่งที่กราเทียกำลังคิดพอดี
อรันโดแตกต่างจากกราเทียและทอลโดที่เคยเป็นสหายร่วมรบกับเซกัน เขายึดความเชื่อของตนสำคัญสูงสุด แม้ว่าเขาเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชินาต้องเสียชีวิต แต่อรันโดเชื่อว่าทุกสิ่งที่เขาทำเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในเวลานั้น เขาเสียใจที่ชินาต้องถูกลูกหลงไปด้วย แต่เขาก็ยังยืนกรานว่าหากตอนนั้นเซกันยอมตายเสีย ทุกอย่างก็จะจบสิ้น
“ในสายตาเจ้า ข้าคงเหมือนปีศาจร้ายสินะ” อรันโดพูดขึ้นลอย ๆ
สัญญาณดัง “ปิ๊บ” ดังขึ้นเป็นจังหวะจากเครื่องสร้างภาพเสมือนจริง มันทำให้โซนาตาต้องวางมือจากหนังสือที่ตนอ่านเกือบจะจบเล่มแล้ว สัญญาณนี้ดังในจังหวะสั้นสามครั้ง ยาวสามครั้ง และสั้นอีกสามครั้ง ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นทหารต่างก็รู้ว่ามันคือสัญญาณขอความช่วยเหลือ
“ยังไม่หมดเวลาที่ตั้งไว้เลยไม่ใช่เหรอ” โซนาตาส่ายหัว
แทนที่จะเอามินอาและเอลลีกลับออกมาสู่โลกแห่งความจริง โซนาตากลับส่งตัวเองเข้าไปในโลกนั้นแทน เขาอยากเห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้น
เบื้องหน้าของเขาคือมินอาและเอลลีในสภาพที่ดูไม่จืด พวกเธอเพิ่งถูกฆ่าในโลกนี้เป็นครั้งที่ร้อยหน่อย ๆ และก่อนที่จะเสียสติไปมินอาได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปข้างนอก
ศัตรูของพวกเธอคือมาร์เคล ศัตรูเก่าที่โซนาตาเก็บข้อมูลเขาและนำมาสร้างขึ้นใหม่ในโลกเสมือนจริง เขาคือสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองสะบักสะบอมขนาดนี้
“ไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ ให้พวกเราสู้กับศัตรูแบบนี้ พวกเรายังใช้พลังจิตไม่ได้เลยนะ” เอลลีพอเห็นโซนาตาก็งอแงใส่ทันที
“ไม่เจอแรงกดดันแล้วเมื่อไหร่จะเก่งล่ะ” โซนาตาถอนหายใจ
“แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอนี่ก็ได้นี่ คุณเองยังเคยเจ็บหนักเลยนะ” มินอาก็บ่นด้วยเช่นกัน
“นี่ก็ลดความเก่งลงเหลือแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้วนะ”
“มันก็ยังยากเกินไปสำหรับพวกเราอยู่ดีนะคะ ก่อนหน้านี้พวกเรายังเป็นคนธรรมดาอยู่เลยนะคะ” เอลลีทำสีหน้าท้อแท้
“ถึงจะไม่ตายจริง แต่ถูกฆ่าตายซ้ำ ๆ มันไม่สนุกเลยค่ะ” มินอาส่งสายตาวิงวอน
“มาช่วยกันปราบ แล้วพวกเราก็กลับกันเถอะ”
สิ้นคำของโซนาตา มาร์เคลก็พุ่งเข้าใส่ราวกับโกรธแค้น โซนาตาช่วยสู้โดยพยายามไม่ลงมือจนเกินจำเป็น เขาปล่อยให้ทั้งสองใช้พลังจิตโจมตีมาร์เคลในขณะที่ตนเองก็คอยป้องกันไม่ให้ทั้งคู่ถูกเล่นงานจนตายอีก
พลังจิตของมินอาทำงานแล้ว มันคือรูปแบบที่ยังไม่สมบูรณ์ของ “เคลาเดอร์ เมโมเรียลฮอสพิทอล” มิติเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นและเปลี่ยนมันให้เป็นพื้นที่โรงพยาบาล
มิติของมินอาคือห้องโล่งที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากพื้นที่สี่เหลี่ยมที่มืดมิด อย่าว่าแต่โรงพยาบาลเหมือนของบาจิล มันไม่มีทั้งพื้นดิน ท้องฟ้า หรือแหล่งกำเนิดแสง
นั่นยังไม่นับว่าความสามารถของบาจิลมันแถมบุคลากรทางการแพทย์มาด้วย ถึงจะไม่ได้มีมาให้มากมายก็เถอะ
“ความสามารถของเธอมัน ใช้อะไรยังไม่ได้เลยนี่” โซนาตาตำหนิเมื่อมินอาแสดงพลังของเธอให้ดูในระหว่างการพักยก
“ไม่ใช่นะคะ มันแค่ยังไม่เสร็จต่างหาก” มินอายกมุมปากยิ้มน้อย ๆ แต่แฝงความภาคภูมิใจ “ฉันคิดทุกอย่างเอาไว้แล้วค่ะ ความสามารถเคลาเดอร์ เมโมเรียลฮอสพิทอลเป็นความสามารถเข้าถึงมิติพิเศษผสมกับสายซัมมอน แต่ความสามารถนี้เองก็ไม่ได้ถึงขนาดสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาเองค่ะ โรงพยาบาลของบาจิลนั้นมีอยู่จริงในอีกมิติ”
โซนาตาคิดว่าเขาเข้าใจว่ามินอาอยากบอกอะไร “เธอเลือกความสามารถนี้มาเพราะคิดจะสร้างอย่างอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลงั้นเหรอ”
“สมกับเป็นคุณจริง ๆ แค่อธิบายนิดเดียวก็เข้าใจเจตนาของฉันได้”
“เธอก็เลยอยากจะของบและทรัพยากรอื่น ๆ ที่จำเป็น”
มินอาพยักหน้าอย่างเขิน ๆ อีกครั้งที่เขาเดาทุกอย่างได้ถูกต้อง
“ว่าแต่จะสร้างอะไรล่ะ คงไม่ใช่ห้องทดลองเคลื่อนที่หรอกนะ”
“ตอนแรกก็สนใจอยู่ค่ะ แต่ห้องทดลองที่อยู่บนมิเนอร์วาเองก็สะดวกดีแล้ว… เลยคิดว่าถ้าเป็นอะไรที่เรียบง่ายกว่านั้นก็น่าจะดี แล้วฉันก็นึกถึงเรื่องเล่าถึงโรงแรมที่พวกคุณไปเจอในเนเธอร์เวิลด์”
“อลาบาสเตอร์อินน์” เอลลีเข้ามาแทรก เธอเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน ตอนนั้นพวกโซนาตาไปเจอกับโรงแรมร้างที่มีห้องเพียงหนึ่งห้องที่สามารถใช้การได้ และในตอนเช้าห้องลึกลับที่ว่าก็อันตรธานหายไป
“โรงแรมงั้นเหรอ” โซนาตาขมวดคิ้ว เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันจะมีประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ “เธอกำลังจะทำแบบเดียวกับไม้เท้าของเวเนสินะ ต่างกันที่ใครก็เข้าไปได้”
“ระหว่างที่ผจญภัยโดยไม่มียานช่วย ก็ไม่จำเป็นต้องนอนกลางดินกินกลางทรายแล้วค่ะ”
“เรื่องสร้างน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าจะใช้ความสามารถนี้เป็นที่พักระหว่างการเดินทาง แสดงว่าเธอเองก็ต้องไปเสี่ยงด้วยนะ” โซนาตาไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่มินอาเข้าใจดี เขากำลังบอกว่าเธอในตอนนี้ขืนเดินทางไปกับทุกคนก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงซะเปล่า ๆ
สรุปก็คือพลังของมินอา “ยัง” ไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้กับมาร์เคลตัวปลอมนี้ แม้ว่าเธอพยายามจะขังศัตรูไว้ในอีกมิติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเดิมทีพลังนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแบบนั้น
ด้านเอลลีเธอเลือก “อนาเธอร์มี” พลังพิเศษของอีริธมาใช้ พลังนี้เมื่อตอนอยู่กับอีริธมันเป็นพลังที่น่าหวั่นเกรง แม้แต่โซนาตาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าหากต้องสู้กันอีกเขาจะเอาชนะพลังนี้ได้ไหม
เอลลีมีขีดจำกัดของพลังด้อยกว่าอีริธ ร่างซัมมอนของเธอสามารถเรียกออกมาได้ทีละหนึ่งเท่านั้นและมันยังมีเวลาที่จำกัดด้วย แต่ปัญหามันไม่ใช่แค่เรื่องนั้นเลย
“เอลลี ไฮสคูล” ทันทีที่เรียก ร่างซัมมอนก็ปรากฏขึ้น
เช่นเดียวกับที่อีริธเคยทำ ร่างซัมมอนของเอลลีคือตัวเธอเองในสมัยเรียนไฮสคูล ร่างนี้ดูเด็กกว่าเธอในตอนนี้ไม่มาก เธออยู่ในชุดสาวเชียร์ลีดเดอร์พร้อมโทรโข่งและปอมปอมเชียร์
เอลลีในสมัยนั้นอาจจะไม่ได้อ่อนแอถ้าเทียบกับคนทั่วไป แต่มันคือเธอที่ยังไม่เคยผ่านการฝึกทหารอย่างเช่นปัจจุบัน เอลลีเวอร์ชันนี้จึงมีทักษะการยิงปืนต่ำกว่าตัวเธอในตอนนี้มาก
“อย่าทำหน้าเหมือนจะบอกว่าไร้ประโยชน์สิคะ” เอลลีพูดดักคอกับทั้งโซนาตาและมินอาที่ส่งสายตามองตัวเธอในอดีตอย่างเอือม ๆ
“ก็ไม่อยากจะพูดแบบนั้นหรอก แต่ว่าร่างซัมมอนแบบนี้ทำอะไรได้เหรอ”
“อย่าดูถูกเชียร์ลีดเดอร์นะ ฉันน่ะผ่านมาแล้วทั้งฝึกเต้น ต่อตัว ยิมนาสติก”
“…”
“ที่สำคัญคือ…” เอลลีกระซิบ “ยิ่งเด็กลงก็ยิ่งเร้าใจไม่ใช่เหรอคะ”
โซนาตาและมินอาถอนหายใจเกือบจะพร้อมกัน ส่วนเอลลีไม่ได้สลดลงแม้แต่น้อย เธอยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป “นอกจากเอลลี ไฮสคูล ก็ยังมี เอลลี มิดเดิลสคูลด้วยนะคะ”
เอลลียกเลิกร่างแรกและซัมมอนร่างที่เด็กลงกว่าเดิมอีกมาแทน ร่างนี้ตัวเล็กลงอีก เธอแต่งตัวคล้ายเด็กผู้ชาย หมวกแก๊ปถูกใส่โดยเอากระบังไว้ข้างหลัง มือข้างหนึ่งถือไม้เบสบอล
“ทำไมร่างนี้ดันมาพร้อมกับอาวุธล่ะ”
“น่าอายจังเลยนะคะ สมัยนั้นฉันติดการ์ตูนกีฬาก็เลยอยากเป็นนักเบสบอลค่ะ ตอนนั้นนี่วัน ๆ ก็ฝึกแต่หวดไม้นี่แหละค่ะ”
“อ้าว แล้วทำไมถึงเลิกล่ะ” มินอาถามบ้าง
“จำกติกาไม่ได้ค่ะ อีกอย่างพอโตขึ้นอีกหน่อยก็ชักกลัวว่าถ้าเป็นนักกีฬาแล้วกล้ามจะเยอะไป”
โซนาตาสีหน้าไม่เปลี่ยนเพราะคาดเดาคำตอบว่ามันจะต้องแนวนี้ “เอาเถอะ…”
“จริง ๆ มีร่างตอนเด็กประถม และ อนุบาลด้วยนะคะ แต่ว่าคงไม่ค่อยมีประโยชน์ในการต่อสู้ ฉันตอนนี้สามารถซัมมอนได้ทีละร่าง ดังนั้นก็ต้องเลือกระหว่างเวอร์ชันไฮสคูล กับมิดเดิลสคูลนี่แหละค่ะ”
เมื่อเวลาพักจบลง การต่อสู้กับมาร์เคลที่อ่อนแอจนเหลือแค่หนึ่งในร้อยก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
เวลาในโลกเสมือนจริงผ่านไปนานหลายชั่วโมง ทุกคนเหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่โซนาตาก็ไม่ใจอ่อน เขาบังคับให้พวกเธอลุกขึ้นสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดพวกเธอก็สามารถปราบมาร์เคลลงได้
“ไม่เลวสำหรับการเริ่มต้น คราวหน้าจะเพิ่มความแข็งแกร่งของศัตรูขึ้นอีกนิดก็แล้วกัน”
ฟังจบสองสาวก็ประท้วงขึ้น ตอนแรกโซนาตาเข้าใจว่าพวกเธอเหนื่อยหน่ายกับการฝึกฝน แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องอื่น
“ไหน ๆ ก็มาทั้งทีแล้ว จะรีบกลับทำไมคะ”
“เอาคนอื่นมาดัดแปลงตามใจชอบ แถมยังส่งมาฝึกจนตายซ้ำตายซ้อน แล้วนี่จะให้กลับไปเฉย ๆ เนี่ยนะ อย่างน้อยก็ต้องให้รางวัลพวกเราก่อนสิ”
“น่ารำคาญจริง” โซนาตาไม่สนใจและทำท่าจะสั่งเอไอให้พาทุกคนกลับ
“ยังไม่อยากรีบกลับค่ะ ให้รางวัลพวกเราก่อน” สองสาวรบเร้าขอรางวัล
“รางวัลค่ะ รางวัล” เอลลีพูดย้ำ ๆ มองหน้าเขาอย่างรอคอย
โซนาตาใจอ่อนลงจนได้ เขาถอนหายใจพรืด
“จะเอาอะไร” ปากถามออกมา น้ำเสียงแข็ง ๆ เพราะมาถึงจุดนี้อย่างเสียไม่ได้ ดูจากสายตาแล้ว เขารู้ว่าสองสาวจะรบเร้าจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ เขาต้องตามน้ำไป
รางวัลที่ทั้งสองขอไว้คือการพักผ่อนนั่นเอง
โซนาตาแปลกใจที่ทำไมพวกเธอถึงขอแบบนั้น ทั้งที่ต่อให้โซนาตาไม่พาไป พวกเธอก็สามารถไปกันเองได้โดยใช้โปรแกรมเสมือนจริง แต่ไม่นานก็เข้าใจเหตุผล พวกเธออยากใช้เวลาอยู่กับเขาแบบสบาย ๆ นั่นเอง ยังไงซะเป้าหมายหลักของทั้งสองก็ยังเป็นการทำให้โซนาตาคลายความเศร้าจากเรื่องของเชอรีส
โซนาตาจำใจต้องรับข้อเสนอ เอลลีอยากไปทะเลที่เดียวกับที่โซนาตาเคยพาพวกโรมิเอลไปก่อนศึกสุดท้ายกับเซลซารอส ส่วนมินอาอยากไปเที่ยวภูเขาที่ที่เธอและโซนาตาเคยไปเที่ยวกัน และเมื่อตกลงกันไม่ได้โซนาตาจึงพาพวกเธอไปทั้งสองที่
ที่ชายหาด โซนาตาไม่ได้ไปเล่นน้ำกับสองสาว ก่อนเข้ามาในโลกเสมือนจริงโซนาตาได้สแกนหนังสือทั้งเล่มเอาไว้แล้ว เขาจึงสามารถนำมันเข้ามาใช้ในโลกนี้ด้วย โซนาตาตั้งใจว่าจะใช้เวลาช่วงนี้อ่านบทสุดท้ายให้จบ
แต่มันก็ไม่ง่ายเมื่อถูกมินอาและเอลลีก่อกวน
ทั้งคู่อยากอ่านพร้อมกับเขา แต่ว่าแต่ละคนต่างก็ไม่ได้อ่านอย่างต่อเนื่อง ลงท้ายการอ่านครั้งนี้เลยยิ่งยากไปกว่าเดิมเพราะโซนาตาต้องพลิกไปพลิกมาเพื่อให้ทั้งสองได้ย้อนกลับไปอ่านบทที่พวกเธอตกหล่น