Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 108: ความเชื่อใจ
ในที่สุดมันก็ถึงการต่อสู้ช่วงสุดท้าย เซกันบาดเจ็บหนักจากพิษและคำสาปสารพัดรูปแบบที่พวกนักฆ่างัดเอาออกมาใช้กับเขาอย่างไม่ยั้งมือ กว่าที่คนทั้งห้าร้อยคนจะถูกเขาปราบได้หมด เขาเองก็ย่ำแย่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในสภาพปกติ บาดแผลทั่วร่างของเซกันคงหายไปในเวลาเพียงแค่ชั่วอึดใจ แต่การฟื้นฟูคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ ทว่าพลังฟื้นตัวของเซกันในตอนนี้ถดถอย การโจมตีทำให้เขามีบาดแผลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เว้นจังหวะให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นเลยก่อนหน้านี้ และยังพิษที่ร้ายกาจซึ่งกระจายไปทั่วร่าง รอยพกช้ำจากการกระแทก ผิวหนังบางส่วนไหม้จนลอกออก ในเวลาเดียวกัน บางส่วนของร่างกายเจ็บหนักจากแผลที่ถูกความเย็นจัด
กราเทีย ทอลโด และอรันโดมองสภาพของเซกันและบรรดานักฆ่าที่ล้มลงไปแล้วด้วยความสลดใจ ทั้งสามลังเลว่าควรจะสู้ต่อเพื่อตัดกำลังอีกสักนิดหรือแย่งดาบของเขาให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
อรันโดพุ่งเข้าไปก่อน ดาบของเขาเล็งไปที่ดาบของเซกัน พาลาดินหนุ่มกระหน่ำดาบใส่ด้วยแรงทั้งหมดที่มี เขาหวังว่ามันจะทำให้ดาบของเซกันหลุดกระเด็นออกจากมือ
เซกันไม่ได้ประมาท แต่ก็มีหลายครั้งที่เขาถูกอรันโดกดดัน เซกันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพาลาดินที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาถึงได้ตำแหน่งใหญ่โตในอัลกราด
อรันโดคืออัจฉริยะในเชิงดาบ ถ้านับเฉพาะแค่พรสวรรค์ด้านดาบแล้ว เขาอาจจะเหนือกว่าเซกันหรือทอลโดเสียอีก ถ้าบอกว่าเขาเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้ คงไม่ใช่การด่วนสรุปเร็วเกินไป
ในทางตรงกันข้าม เวทมนตร์ในฐานะพาลาดินของอรันโดไม่ได้โดดเด่นเลย เวทเสริมพลังโจมตี ป้องกัน และความเร็วของเขามีผลเพียงเล็กน้อย ส่วนทักษะในการรักษาก็เทียบไม่ได้กับกราเทีย
หลังจากประลองดาบได้ครู่หนึ่งแต่ไม่สามารถเอาชัยได้ อรันโดก็ตัดสินใจโยนโล่ทิ้ง เขาเก็บดาบของนักฆ่ารายหนึ่งขึ้นมาจากนั้นก็เปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้เป็นการใช้ดาบสองมือแทน
ราวกับกำลังต่อสู้กับอรันโดสองคนพร้อมกัน ดาบทั้งคู่เคลื่อนไหวในลักษณะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง อรันโดใช้เพลงดาบถึงสองอย่างพร้อมกันได้
ข้างขวาคือเพลงดาบเอเทเซียที่อรันโดร่ำเรียนมาจากอัลกราด ส่วนข้างซ้ายคือเพลงดาบเอเทเซียดั้งเดิมที่เขาเลียนแบบมาจากเซกัน
เซกันเพิ่งตระหนักถึงความจริงว่า เขาประเมินอรันโดต่ำเกินไปมาตลอด หากอรันโดลงมือพร้อมกับพวกนักฆ่าทั้งห้าร้อยคน บางทีหัวของเขาอาจจะหลุดออกจากบ่าไปแล้วก็ได้ นี่ยังไม่นับว่ากราเทียและทอลโดก็ยังรอดูท่าทีอยู่ด้วย
เพลงดาบเอเทเซียดั้งเดิมที่อรันโดใช้ สมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ จากการปะทะกับเซกัน และในที่สุดทอลโดก็ไม่สามารถอดทนดูเฉย ๆ ได้อีก เขากระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย
แตกต่างจากอรันโดที่แม้จะผสมเพลงดาบสองอย่างแต่อรันโดก็ยังเคลื่อนไหวอย่างมีแบบแผนตามตำรา ขณะที่การเคลื่อนไหวของทอลโดแทบจะจับทางไม่ได้ มันรวดเร็วคล่องแคล่ว ยืดหยุ่น และพริ้วไหว เดี๋ยวก็ตั้งรับอย่างระมัดระวัง เดี๋ยวก็รุกไล่อย่างกระหายเลือด เขาคือสัตว์ป่าในร่างมนุษย์ดี ๆ นี่เอง
จิตต่อสู้เป็นสิ่งที่ทอลโดพัฒนาขึ้นอีกหลายเท่าจากครั้งสุดท้ายที่เคยสู้ร่วมกัน เมื่อจิตต่อสู้ถูกส่งที่ไปกล้ามเนื้อ มันก็จะแข็งแกร่งขึ้นราวเหล็กกล้า ยืดหยุ่นได้เหมือนยาง หรือเพิ่มความเร็วให้จนเกินกว่าขีดจำกัดที่มี ด้วยการปรับใช้อย่างเหมาะสมทอลโดจะสามารถรับมือได้ในทุกสถานการณ์
“เพลงดาบเขี้ยวหมาป่า กระบวนท่าลับร้อยหมาป่าขย้ำ”
ท่าไม้ตายของทอลโดก็พัฒนาขึ้นด้วย คลื่นดาบที่ปรากฏในรูปหมาป่าเพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นร้อยตัว ที่น่ากลัวที่สุดคือมันไม่ได้หายไปหลังจากปรากฏขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ อย่างที่เคยเป็น คลื่นพลังสีน้ำเงินนี้ยังคงค้างอยู่และเฝ้ารอจังหวะโจมตีเซกันซ้ำ
กราเทียดูสงบกว่าที่เคย เธอจรดด้ามดาบไว้ที่ปลายจมูกในขณะที่บริกรรมบทสวดไปด้วย บทสวดนี้ไม่ใช่เวทมนตร์คาถาแต่มันคือบทสรรเสริญพระเจ้าที่นักบวชทุกคนใช้ยามที่พวกเขาต้องการความสงบให้กับจิตใจ
เซกันพบว่ากราเทียงดงามจนทำให้เขาเกือบเสียสมาธิ ทั้งที่ผ่านศึกสมรภูมิมามาก ดาบประจำตระกูลโรดอสของเธอเคยถูกย้อมด้วยเลือดของมนุษย์มามากมาย แต่เซกันกลับเห็นภาพเธอซ้อนกับภาพของนางฟ้าที่ประดับอยู่ในโบสถ์
คมดาบของดาบโรดอสมีสภาพเป็นหยักเหมือนใบเลื่อย รอยแผลที่เกิดจากมันนั้นรักษายากกว่าแผลจากดาบทั่วไป โดยปกติเซกันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับดาบของเธอนัก แต่เมื่อเขาเสียพลังฟื้นตัวในพริบตาไปมันก็ดูน่ากลัวขึ้น
กราเทียเดินเข้าไปร่วมวงด้วยอย่างใจเย็น เธอร่ายเวทสนับสนุนและรักษาให้กับสองหนุ่มในพริบตา จากนั้นก็เข้าร่วมประดาบพร้อมกับคนอื่น
ความน่ากลัวของกราเทียไม่ใช่เพลงดาบและก็ไม่ใช่พลังในฐานะนักบวช แต่มันคือประสบการณ์ที่เธอได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกฝีมือพระกาฬอย่างทอลโดและอรันโดมาตลอด เธอรู้จักการเคลื่อนไหวของทั้งคู่ราวกับกำลังอ่านลายมือของตัวเอง และไม่เพียงแค่นั้นเธอกำลังชี้นำทั้งสองให้เคลื่อนไหวตามจังหวะที่เธอกำหนด
ราวกับวาทยากรที่กำลังช่วยประสานเครื่องดนตรีสองแบบที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ จังหวะของกราเทียได้ทำให้เพลงดาบทั้งหมดสมบูรณ์
หยดเลือดกระเซ็นจากบาดแผลที่ปรากฏขึ้นทั่วร่าง ผิวถูกกรีด เนื้อถูกเฉือน เซกันถูกบีบให้ตั้งรับโดยที่ไม่มีโอกาสสวนกลับ เขารู้ว่าตัวเองกำลังจะพ่ายแพ้
ที่น่าตลกคือเซกันไม่สามารถห้ามรอยยิ้มเอาไว้ได้ เขารู้สึกภูมิใจที่ได้เห็นเพื่อนเก่าเติบโตขึ้นขนาดนี้และดีใจที่หากนี่เป็นวาระสุดท้ายของเขา อย่างน้อยเขาก็ได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายนี้กับคนที่เขาห่วงใย
อาการบาดเจ็บสะสม ยิ่งเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงก็ยิ่งอาการแย่ลง เซกันรู้สึกเหมือนถูกลูกตุ้มเหล็กถ่วงไว้ทั้งร่าง ทุกการขยับหมายถึงความเจ็บปวดอย่างสาหัส และมันก็ยิ่งทำให้เขาต้องออกแรงมากขึ้นในทุกครั้ง
พวกกราเทียเองก็ห่วงเซกันเช่นกัน แต่พวกเธอไม่สามารถออมมือได้เลยสักนิด
ห่างออกมา ในระยะที่ตาเปล่ามองไม่เห็น เลกันเฝ้ามองการต่อสู้อย่างใจจดใจจ่อผ่านทางอุปกรณ์เวท เขาแน่ใจว่าเซกันอ่อนแรงลงมากแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะถึงเวลาที่ตนสามารถใช้เวทลับได้หรือยัง
“มัวทำอะไรอยู่ ทำให้มันบาดเจ็บยิ่งกว่านี้สิ”
แล้วเลกันก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบเมื่อเซกันหันไปทางทิศที่เขาอยู่ ทั้งที่จากตำแหน่งนั้นเซกันไม่น่ามองเห็นหรือสัมผัสได้ว่ากำลังถูกแอบมองด้วยอุปกรณ์เวทมนตร์
เลกันเป็นคนรอบคอบและระแวดระวังตัว เขามักจะวางแผนซ้อนแผนและเตรียมทางหนีทีไล่ให้กับตัวเองเสมอ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะหวังพึ่งเพียงแค่นักฆ่าและพวกกราเทีย โดยไม่มีอะไรรองรับหากเกิดเรื่องผิดพลาด
ช่วงที่เขาเป็นผู้นำในเงามืดของกลุ่มเฟท เลกันได้ทุ่มเทเงินทุนจำนวนมากไปกับการวิจัยเดวัล เขานำความรู้ส่วนหนึ่งจากวิชาเล่นแร่แปรธาตุที่ได้มาจากราชาบาริกันมาผนวกรวมกับวิชาของพวก “เทมเมอร์” ที่เชี่ยวชาญด้านการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์ของเดวัล ผลของการทดลองก็คือเดวัลสายพันธุ์ใหม่ที่ดุร้ายและยากเกินควบคุม
และตอนนี้เดวัลเหล่านั้นถูกผนึกไว้ทั่วเมือง รอแค่เพียงเลกันใช้เวทเพื่อคลายผนึก พวกมันก็จะถูกปลดปล่อยออกมาฆ่าทุกคนที่ขวางหน้า
ความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บสะสมมากขึ้นในทุกขณะ ในที่สุดเซกันก็พลาด เขากะจังหวะก้าวผิดไปเพียงเล็กน้อย ส่วนกราเทียที่เล็งจังหวะนี้อยู่เธอใช้เวทมนตร์สร้างแสงสว่างขึ้นเพื่อทำลายการมองเห็นของเขา
“ตอนนี้ล่ะ” อรันโดตะโกน เขาพุ่งเข้าปะทะด้วยเพลงดาบพิสดารที่เซกันไม่รู้จักถึงสองชนิด เซกันได้เพียงแค่ปัดป้องสุดกำลัง
แล้วคนที่สำเร็จจริง ๆ ในการจู่โจมเซกันก็คือทอลโด หมาป่าของเขาขย้ำเข้าที่ข้อเท้าเซกันได้สำเร็จ จากนั้นเพลงดาบหมาป่าก็ทำให้ดาบหลุดลอยไปพร้อมมือขวาของเซกัน
เซกันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด มันไม่ใช่หนแรกที่เซกันถูกฟันมือขาด แต่เขาไม่เคยรู้สึกทรมานขนาดนี้ เซกันเดาว่ามันต้องเป็นผลมาจากพิษและคำสาปนับสิบชนิดที่เล่นงานเขาอยู่
ทางกราเทียไม่รอช้า เธอคว้าดาบดำไว้ได้แล้วก็ออกวิ่งสุดฝีเท้า เป้าหมายของเธอมีเพียงหอคอยสวรรค์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงระยะสายตามองเห็น
ตามแผนเดิม พวกนักฆ่าจะต้องทำหน้าที่ถ่วงเวลาเซกันเอาไว้ในขณะที่กราเทียนำดาบไปหลอมทำลาย แต่ในเมื่อนักฆ่าทั้งหมดหมดสภาพไปแล้ว หน้าที่นั้นจึงต้องตกอยู่กับทอลโดและอรันโด
เลกันที่เฝ้ามองยกยิ้มอย่างพอใจ เขาไม่ได้คาดหวังอะไรกับกราเทียและพรรคพวกของเธอตั้งแต่แรก ทั้งหมดที่เธอทำจนถึงตอนนี้นับว่าเกินความคาดหมายของเขาไปไกลแล้ว
เขาแน่ใจว่าทอลโดและอรันโดจะต้านไว้ไม่ได้นาน มันค่อนข้างเสี่ยงแต่เลกันก็คิดว่าทางเดียวที่เขาเหลืออยู่คือการปลดปล่อยเดวัลคลุ้มคลั่งออกมาก่อนที่เขาจะตามกราเทียเข้าไปในหอคอยสวรรค์
เซกันและทอลโดรับรู้ถึงความผิดปกติได้เกือบจะในเวลาเดียวกันทั้งคู่หันซ้ายแลขวาด้วยความกังวลแล้วมันก็ทำให้อรันโดวิตกไปด้วย
“เกิดอะไรขึ้นสินะ” อรันโดเป็นฝ่ายเริ่มถามก่อน
“ไม่รู้ แต่ไม่ใช่เรื่องดีแน่” ทอลโดรู้สึกได้จากกระแสลมที่พัดมา มันมีกลิ่นสาบจางปะปนมาด้วย เป็นกลิ่นที่ไม่น่าจะได้พบในเมืองใหญ่เช่นอัลกราด
เซกันใช้จังหวะนี้เก็บมือที่ขาดกลับมาต่อใหม่ เขาเย็บมันอย่างลวก ๆ ด้วยทักษะที่ได้มาจากการต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตลอดหลายปี พลังฟื้นตัวเพิ่งกลับมาเล็กน้อยนี่จึงเป็นวิธีการฉุกเฉินที่เขาต้องใช้ไปก่อน
ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงคำรามและเสียงการปะทะระหว่างมนุษย์และเดวัลก็ดังขึ้นจากแทบทุกทิศของเมือง เซกันไม่จำเป็นต้องหาคำตอบว่าคืออะไร เพราะเดวัลหลายตัวได้ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าแล้ว
สิงโตตัวใหญ่ที่มีปีกและยืนด้วยสองขาหลัง งูไฮดราที่มีลวดลายเกล็ดสีสายรุ้ง ปูตัวใหญ่ที่มีฟันซี่โตอยู่เต็มปาก เดวัลจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเป็นปริศนาถึงที่มาของมัน หรือแม้แต่ตัวตนของผู้ที่ปลุกมันหรือเรียกมันออกมา
ไม่มีเดวัลตนไหนที่ไม่ส่งจิตสังหารออกมา บางตัวยังมีคราบเลือดติดอยู่ที่ปากและกรงเล็บ หรือที่หนักว่านั้นบางตัวก็คาบร่างของมนุษย์ติดมาด้วย
“พวกมันฆ่าเทมเมอร์” อรันโดเสียงเครียด พอเห็นเดวัลสายพันธุ์ที่ตนไม่รู้จัก มันก็ทำให้เขานึกถึงเดวัลดัดแปลงทีพวกเฟทมักจะใช้
“เดวัลพวกนี้โจมตีไม่เลือกหน้า ระวังให้ดี”
“ผมจะเปิดทางให้ พวกคุณรีบหนีไป” เซกันเสนอตัว
ทอลโดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา จนป่านนี้เซกันก็ยังทำตัวเป็นคนดีไม่เลิก ทั้งที่ตนเองบาดเจ็บขนาดนั้น ทั้งที่อาวุธก็ถูกกราเทียชิงไปแล้วด้วยซ้ำ
“หอคอยสวรรค์เป็นอาณาเขตของเทพ เดวัลอย่างพวกนี้ต้องไม่กล้าเข้าใกล้แน่นอน” ทอลโดกวาดตาอย่างรวดเร็วแต่นัยน์ตาแฝงการใช้ความคิด เขามองเซกันทางสายตา “เจ้ารีบไปเถอะ เข้าไปในนั้น พวกเราจะเปิดทางให้”
เซกันขยับริมฝีปาก
“ไปซะ ไม่ต้องเถียง” ทอลโดไม่ยอมให้เซกันได้เปล่งเสียงโต้
จากนั้นทั้งสามก็วิ่งไปด้วยกัน ทอลโดและอรันโดใช้คลื่นดาบสร้างเส้นทางไปจนถึงหอคอยสวรรค์ แต่แค่พริบตาเดียวเดวัลตัวใหม่ก็เข้ามาปิดเส้นทางเอาไว้ ทั้งคู่จึงต้องแหวกเส้นทางซ้ำ
เซกันวิ่งตรงไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง เขาเชื่อใจว่าทอลโดและอรันโดจะสามารถเปิดทางให้เขาไปจนถึงปลายทางได้
“ขอบใจนะที่เชื่อใจกันจนถึงที่สุด” ทอลโดพึมพำ เขาถูกกรงเล็บของเดวัลตนหนึ่งตะปบใส่เต็มหลัง
ทอลโดไม่สนอาการบาดเจ็บของตนเอง เขายังคงโจมตีเพื่อสร้างเส้นทางต่อไป
วินาทีนั้นเองอรันโดก็ได้รับรู้สิ่งเดียวกัน เขาเคยสงสัยถึงความสัมพันธ์ที่ยึดเซกัน กราเทีย และทอลโดเอาไว้ พวกเขาต่อสู้และฆ่ากันหลายต่อหลายครั้ง มันจะอาจจะมีความเกลียดชังอยู่จริงแต่ความรู้สึกที่ต่างก็นับถือกันและกันก็เป็นของจริงด้วยเช่นกัน
อรันโดคิดว่าเซกันอาจจะยังสงสัยก็ได้ ว่าเหตุใดทั้งคู่ถึงเปลี่ยนใจกลับมาช่วย แต่เขาก็ยังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งต่อไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าข้างหลังมีคนที่พร้อมสนับสนุนเขาอยู่
“เจ้าหมอนั่น… ทั้งที่เคยถูกหักหลังมานับครั้งไม่ถ้วน ทำยังไงถึงจะสามารถเชื่อใจคนอื่นได้ขนาดนั้น” อรันโดพึมพำขณะที่ร่างของเขากำลังลอยสูงขึ้นจากการโดนเดวัลตัวหนึ่งงัดขึ้นฟ้า
ทอลโดตะโกนเสียงดังเรียกสุดเสียง แต่อรันโดเห็นแค่เขาขยับปาก เสียงทั้งหมดถูกกลบด้วยเสียงของเลือดที่ทะลักจากอกราวกับน้ำตก
เซกันได้ยินทุกอย่างแต่เขาก็ไม่หันกลับไป เพื่อตอบแทนน้ำใจของทั้งคู่สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล
การโจมตีระยะไกลยังคงถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง มีหลายครั้งที่มันเฉียดเซกันไปเพียงแค่ปลายเส้นผม ในที่สุดเดวัลตัวสุดท้ายที่ขวางทางอยู่ก็ถูกคลื่นดาบหมาป่าของทอลโดขย้ำกระเด็นออกไป
เวลาเดียวกันนั้น ประตูของหอคอยสวรรค์เปิดอ้าออกเอง เซกันไม่สนใจว่ามันเป็นอีกหนึ่งกับดักหรือไม่ เขาก้าวเท้าเข้าไปในทันที
ทันทีที่เท้าข้ามพ้นเส้นแบ่งเขตระหว่างด้านในและข้างนอก ประตูก็ปิดลงเอง
เซกันพบกับความมืดและความเงียบสงบ ไม่มีเสียงใด ๆ จากภายนอกเล็ดรอดเข้ามาแม้แต่น้อย ราวกับโลกในหอคอยถูกตัดขาดจากภายนอก
“ยินดีต้อนรับสู่หอคอยสวรรค์” เสียงหนึ่งดังกังวาลขึ้นท่ามกลางความมืด
“คุณ…. ไม่สิ ท่านคือเทพเจ้าที่ปกป้องหอคอยสินะครับ”
“ฟานาเรฟ ข้าคือข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยคนหนึ่งเท่านั้น”
เซกันไม่ได้มีความรู้แตกฉานเกี่ยวกับเรื่องราวของเทพเจ้า แต่เขาก็เคยได้ยินชื่อของฟานาเรฟมาก่อน เขาและเทพรับใช้อีกสามองค์คือผู้รับใช้สุริยเทพ และแม้ว่าเขาจะถ่อมตนว่าเป็นเพียงมนุษย์ แต่สัมผัสรุนแรงที่เซกันจับได้บอกว่าชายผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์
“เทพเจ้า…” โซนาตาเกาคางครุ่นคิด
ช่วงที่โซนาตาและเจเนวีฟได้มีโอกาสสำรวจห้องสมุดของอัลกราด พวกเขาพบว่ามีตำรามากมายที่กล่าวถึงเผ่าพันธุ์ที่ยกตนเองเป็นเทพเจ้า ในตอนแรกโซนาตาเข้าใจว่ามันเป็นความหมายเชิงเปรียบเปรยเท่านั้น แต่เมื่อเขาได้เห็นพลังแฝงของดีวาน โซนาตาก็เริ่มเปลี่ยนความคิด
โซนาตามองเห็นอะไรบางอย่างในเผ่า “เอลเลนนอส” แม้จะยังไม่มีโอกาสตรวจสอบอย่างละเอียด แต่เขากล้าพนันว่าเผ่านี้คืออีกหนึ่งผลงานที่พวกเซอร์เรียนทิ้งเอาไว้ และยังแน่ใจว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับอีกเผ่าพันธุ์โบราณที่เขารู้จักดีเป็นการส่วนตัว
“ท่านเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในนี้พร้อมกับดาบไหมครับ” เซกันถามโดยซื่อ เขาไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจแผ่แรงกดดันมาใส่ตน
“เห็นสิ… รวมทั้งผู้ชายอีกคนที่ตามมาด้วย”
“ผู้ชายอีกคน”
“ผู้ชายที่มีดวงตาเหมือนกับเจ้า”
“เลกัน ก็เข้ามาเหรอ ไม่สิ ยังไงเค้าก็ต้องมาแน่ ๆ อยู่แล้ว”
“เธอเข้ามาเพื่อขอยืมเตาหลอมดาบดำเล่มนั้น… แต่ดูเหมือนคงไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้ว”
ราวกับเดาได้ว่าฟานาเรฟจะพูดอะไรต่อ เซกันกระโดดถอยหลังสุดตัวก่อนที่เสาแสงจะตกลงมาใส่เขาพอดี
“ผู้ที่บังอาจรุกล้ำเขตแดนของเทพจะต้องถูกลงทัณฑ์”