Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 109: สี่เทพเจ้าแห่งหอคอย
เซกันถูกแรงที่มองไม่เห็นเหวี่ยงจนลอยกระแทกเพดาน พื้นและกำแพง ความรุนแรงของแรงกระแทกทำให้เขาถึงกับกระอักเลือดออกมา แต่ถึงกระนั้น เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมแรงกระแทกขนาดนี้มันไม่ส่งเขาทะลุออกไปภายนอก คำตอบเดียวที่นึกออกก็คือหอคอยนี้มีสภาพเหมือนมิติที่ปิดกั้น
ฟานาเรฟไม่ได้อธิบายเหตุผลชัดเจนที่เล่นงานเซกัน เขาอ้างแต่คำพูดเดิม ๆ ว่าผู้บุกรุกอาณาเขตของเทพต้องถูกกำจัด
เซกันถูกคนหมายหัวมาตั้งแต่ยังเด็ก มีทั้งผู้ที่อยากฆ่าเขาเพราะความหวาดกลัว ผู้ที่อยากฆ่าเพราะความเกลียดชัง หรือแม้แต่อยากฆ่าเพราะผลประโยชน์ แต่เขาไม่รู้สึกถึงจิตสังหารจากเทพผู้นี้
“อย่าเพิ่งรีบตายซะล่ะ ข้ายังไม่ได้เอาจริงเลยนะ”
นอกจากการโจมตีด้วยแรงที่มองไม่เห็น ฟานาเรฟยังระดมโจมตีด้วยเวทธาตุแสงอย่างต่อเนื่องซึ่งเซกันเพิ่งพบว่าเขาแพ้ทางเวทสายนี้มากกว่าที่คาด
โชคดีก็คือพลังฟื้นตัวของเซกันกลับมาแล้วเล็กน้อย มือขวารู้สึกเจ็บอย่างรุนแรงซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีบอกว่ามันกำลังจะกลับมาขยับได้อีกครั้ง ความเจ็บปวดจากแมลงพิษลดลงมาก รวมทั้งคำสาปบางอย่างก็หมดฤทธิ์ไปแล้ว
เซกันจับทิศทางของพลังได้หลังจากที่ถูกเหวี่ยงกระแทกพื้นและผนังจนน่วมไปทั้งตัว ปัญหาต่อไปคือเวทแสงของฟานาเรฟที่แม้จะรู้ว่าจะมาจากทางไหน เซกันก็ไม่มีทางหลบได้
ต่อให้แกร่งขนาดไหนและต่อให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อม เซกันก็ไม่มีทางเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง สิ่งที่เขาต้องอ่านให้ออกไม่ใช่ทิศทางของเวทเมื่อฟานาเรฟโจมตีแต่เป็นทิศทางก่อนที่เขาจะร่ายเวท
“กิกะไลท์” แสงสว่างพุ่งออกจากมือ มันเฉียดต้นแขนของเซกันไปและทำให้ผิวของเขาไหม้ไปแถบนึง เซกันคิดว่าเขาเริ่มจับจังหวะได้ แต่ฟานาเรฟกลับยิ่งเร่งความเร็วขึ้น
เซกันเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจความเจ็บปวด เขาเร่งความเร็วพร้อมกับอ่านทิศทางไปด้วย แต่มันก็เป็นเช่นเดิม ทุกครั้งที่เขาชิน ฟานาเรฟจะยกความเร็วขึ้นไปอีกระดับ มันเป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากมีใครมาชมการต่อสู้นี้ พวกเขาคงเห็นเพียงแสงสว่างวาบกะพริบถี่ ๆ และเงาวูบไหวของเซกันที่ตาคนทั่วไปไม่สามารถจับภาพได้ นี่กลายเป็นการต่อสู้ที่เหนือมนุษย์เข้าไปทุกที
แล้วความพยายามของเซกันก็เริ่มส่งผล เขาตามความเร็วล่าสุดได้แล้ว ส่วนฟานาเรฟก็เพียงแค่ยกยิ้มบาง ๆ ให้ เขาไม่ได้เร่งความเร็วไปมากกว่านั้น
ใบหน้ายินดีของเซกันเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ก็ต้องเลือนหายไปเมื่อเจ้าบ้านรายที่สองปรากฏตัว
“วันนี้มีผู้บุกรุกมากมายจริง”
เธอคือหญิงสาว เครื่องแต่งกายรุ่มร่ามของเธอมีสีแดงและทองเหมือนฟานาเรฟ เซกันแน่ใจว่าเธอก็คือสาวกเทพแห่งดวงอาทิตย์เช่นกัน
“พวกนั้นขึ้นไปแล้วเหรอ” ฟานาเรฟถามผู้มาใหม่
“ข้าส่งขึ้นไปแล้ว… ว่าแต่ยังจัดการเจ้าหนูนี่ไม่ได้อีกเหรอ”
“ก็เพราะเจ้ามาขัดจังหวะนี่แหละ”
“งั้นต่อไปตาข้าแล้วกัน”
“อย่ามาตัดสินเอาเองสิ” ฟานาเรฟพยายามห้ามแต่ไม่ทันแล้ว
“ข้าโรรา” ผู้มาใหม่แนะนำตัวพร้อมกับโจมตี
เช่นเดียวกับฟานาเรฟ วิชาของโรราก็เกี่ยวกับ “แสง” และ “ไฟ” เธอโจมตีเซกันด้วยเวทลูกบอลไฟอย่างต่อเนื่อง
เซกันหลบลูกบอลไฟสิบลูกแรกได้ไม่ยาก ถ้าเทียบกับความเร็วของฟานาเรฟแล้วเวทของโรราก็ช้าเสียจนน่าหาว แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงเริ่มหลังจากนั้น
ความต่อเนื่องคือจุดแข็งของเธอ โรราร่ายเวทซ้ำออกมาได้ราวกับเธอไม่ต้องใช้แหล่งพลังเวท ลูกบอลไฟที่มีขนาดราวสองคนโอบถูกยิงออกมาติดกันจนดูผิวเผินเหมือนลูกประคำที่ถูกร้อยเป็นเส้น เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่เกี่ยวกับความเร็วแล้ว ทุกที่ในหอคอยสามารถเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเตาย่างสดเขาได้
เซกันรู้สึกขอบคุณจากใจที่ฟานาเรฟไม่ได้ร่วมประสานการโจมตี เขานึกภาพไม่ออกว่าตนเองจะเอาชนะทั้งคู่พร้อมกันได้อย่างไร ไม่กี่อึดใจต่อมาเซกันก็คิดว่าเขาพลาดไปแล้วที่คิดขอบคุณเร็วไป
“อะไรกัน อะไรกันคะ มาสนุกกันสองคนไม่ชวนข้าเลย” หญิงอีกรายปรากฏตัวขึ้น ไม่ต้องสงสัยสักนิด เธอคือหนึ่งในเทพผู้ดูแลหอคอยนี้เช่นกัน
“อย่ามาแทรกนะโอซิส”
อีกฝ่ายไม่สนใจคำห้ามปราม เธอผสมโรงด้วยการกระโดดเข้าไปประชิดเซกัน
มือหนึ่งคือเพลิงที่ก่อตัวขึ้นเป็นดาบ ส่วนอีกมือคือแสงที่กลายเป็นดาบเช่นกัน โอซิสไม่ได้สนใจว่าตัวเธอกำลังเดินผ่านเวทเพลิงของโรรา ความร้อนไม่ได้เป็นอุปสรรคกับเธอเลยสักนิด
ดาบสองข้างฟาดฟันใส่โดยไม่เกรงใจว่าอีกฝ่ายนั้นแค่มือเปล่า เธอสู้ไปพร้อมกับหัวเราะไปด้วยอย่างสนุกสนาน “อะไรกัน อะไรกัน ไม่เห็นจะเก่งอย่างที่คิดเลย”
ด้านโรราเธอหงุดหงิดที่ถูกเพื่อนแย่งเหยื่อไป แต่แทนที่เธอจะหยุดมือและปล่อยให้โอซิสสำแดงพลังอย่างเต็มที่ เธอกลับยกระดับการโจมตีขึ้นอีกโดยหวังว่าเธอต่างหากที่จะเป็นผู้เผด็จศึกก่อน
แล้วความสิ้นหวังที่แท้จริงก็เริ่มขึ้น สี่ผู้พิทักษ์หอคอยสวรรค์คนสุดท้ายได้ปรากฏตัวขึ้น หากเดาจากที่โรราและโอซิสต้องหยุดมือ มันบอกได้ว่าเขาคือหัวหน้าของทั้งสี่คน
“เสียงดังเอะอะขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดเลยนะ”
“โอซิสน่ะสิ ทำอะไรไม่ระวังเลย”
“อะไรกัน อะไรกัน คนที่ทำเสียงดังสุดมันเจ้านะโรรา”
“เลิกเถียงกันได้แล้ว” ฟานาเรฟเห็นทั้งคู่ยังทะเลาะกันก็ถอนหายใจ
ทั้งสี่คือเทพเจ้าไม่ผิดอย่างแน่นอน แต่ชายคนสุดท้ายนั้นแตกต่างออกไป เขาหลับตาอยู่ตลอดและมีทีท่าสงบนิ่งกว่าคนอื่นแต่เซกันรับรู้ได้ว่าแรงกดดันของเขาเหนือกว่าอีกสามคนมาก
“ชายผู้นี้สินะ….” เขายิ้มเล็กน้อย “ยินดีที่ได้พบ ขออภัยด้วยที่เสียมารยาท ข้าคือเทรอสหนึ่งในสี่ผู้ดูแลที่นี่”
“ผะ ผม… เซกัน” เซกันแนะนำตัวอย่างเคอะเขิน เขาไม่ค่อยชินกับการบอกชื่อจริงของตัวเอง
“เป็นเด็กหนุ่มที่ดูอ่อนโยนจริง ๆ นะ” เซกันไม่รู้ว่าเทรอสคิดอย่างที่พูดจริงหรือไม่เพราะเขายังไม่ได้ลืมตาขึ้นเลยตั้งแต่ตอนที่ปรากฏตัวออกมา
“จริง ๆ แล้วผมไม่มีเวลาแล้ว ได้โปรดเปิดทางให้เถอะ”
“ทำไมถึงไม่มีเวลาล่ะ”
“ท่านน่าจะรู้อยู่แล้ว ท่านพี่… ราชาเลกันกับสหายของผมได้เข้ามาที่นี่เพื่อจะขอยืมเตาหลอม…”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก” เทรอสหัวเราะและผู้พิทักษ์อีกสามก็หัวเราะตามกัน “เตานั้นมีอยู่จริงแต่คนทั่วไปใช้มันไม่ได้หรอก มันถูกออกแบบให้เฉพาะผู้สร้างมันเท่านั้นจะใช้งานได้”
“…” เซกันยังไม่ตามไม่ทัน “หมายความว่า”
“ดาบเจ้าปลอดภัยดี แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปากหรอกนะว่าทั้งอาณาจักรปลอดภัยไปด้วย” ฟานาเรฟช่วยอธิบาย “ตอนนี้ราชาเลกันน่าจะขึ้นไปถึงข้างบนแล้วและเมื่อเห็นว่าเขาไม่สามารถจัดการกับเจ้าได้ บางทีเรื่องเลวร้ายอาจจะเกิดขึ้นตามมา”
“ไม่เข้าใจอีกล่ะสิ ไม่ต้องเข้าใจซะทุกเรื่องก็ได้” โรราแวดเสียงใส่
“อะไรกัน อะไรกัน หมอนี่น่ะเหรอที่ถูกกำหนดมาให้ปราบชายต้องสาป ซื่อบื้อแบบนี้จะไหวเหรอ” โอทิสก็ร่วมจิกกัดตามไปด้วย
“พวกท่านรู้เรื่องคำทำนายของจริง!”
“แน่นอน มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พวกเราทำได้ พวกเรารู้คำทำนายก่อนที่ราชาองค์ก่อนแก้ไข น่าเสียดายที่พวกเราถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนั้น”
“ในเมื่อพวกท่านรู้ งั้นก็ได้โปรดเปิดทาง….”
“เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันคนละเรื่องกัน” เทรอสยิ้มกริ่ม “จะขึ้นไปข้างบน เจ้าต้องผ่านบททดสอบของพวกเราให้ได้”
สิ้นประโยค เทรอสก็ลืมตาขึ้น ในพริบตานั้นเซกันก็พบว่าตัวเขาลุกท่วมไปด้วยไฟที่ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟใด ๆ ที่เขาเคยพบ
ราวกับถูกจับโยนสู่ดวงอาทิตย์ ร่างกายของเขาเกือบจะไหม้เกรียมจนถึงกระดูก สาเหตุที่รอดมาได้อย่างฉิวเฉียดเกิดจากเทรอสหยุดการโจมตีเอาไว้ชั่วคราว
ไฟไม่ได้ทำลายเพียงร่างของเขา แต่มันยังทำลายพิษและคำสาปทั้งหมดไปด้วยพร้อมกัน ร่างที่ไหม้เกรียมจนดำเป็นตอตะโกหยุดนิ่งลงแต่พลังชีวิตของเซกันยังไม่มอดดับไปพร้อมกัน
ลึกลงไปในร่างของเขา บางส่วนที่เหลือรอดกำลังทำการฟื้นฟูด้วยความเร็วสูง ตอนนี้ไม่มีอุปสรรคจากคำสาปและพิษมาขวางกั้นอีกแล้ว
ไม่นานนัก ผิวไหม้เกรียมก็หลุดร่อนออก เซกันรู้สึกตัวอีกครั้งตรงหน้าของเขาก็มีเสื้อผ้า ชุดเกราะและดาบวางอยู่แล้ว
“ใช้ของพวกนี้แทนก็แล้วกัน” เทรอสส่งยิ้มให้
“นี่มันอะไรกันครับ”
“สภาพเดิมของเจ้าไม่มีทางชนะพวกเราได้ พวกเราก็เลยให้ยืมของพวกนี้ยังไงล่ะ” โรราตอบ
“ธุระของพวกเรายังไม่จบนะ รีบใส่ชุดซะ” ฟานาเรฟเร่งซึ่งเซกันก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย เขาใส่ชุดใหม่และเกราะใหม่รวมทั้งยังรับดาบใหม่มาด้วย
“เกราะนั่นเหนือกว่าเกราะเก่าที่เจ้าใช้”
“งั้นผมก็ไม่เกรงใจนะครับ”