Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 110: ศึกในหอคอยสวรรค์
ขณะที่กำลังสวมใส่เซกันก็สำรวจเกราะใหม่ไปด้วย มันดูเทอะทะน้อยกว่าเกราะเดิมแต่ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยเวทเสริมการป้องกัน แต่ก็ยังมีลักษณะที่คุ้นเคย อาจเป็นเพราะมันมีสีดำและน้ำตาลเข้มแบบเดียวกัน ฟานาเรฟอธิบายว่ามันคือดาร์คบลัดอาร์เมอร์ของจริงซึ่งแตกต่างจากเกราะที่เขาได้รับมาจากเควนตัสอีกที
“ของจริงดูสยองไม่เท่ากับของปลอมสินะ” โรราหัวเราะ “เหมือนกับเจ้าน่ะแหละ ชายต้องสาปตัวปลอมดันดูมืดมนกว่าตัวจริงซะอีก”
เซกันหน้าเจื่อนลงไปเมื่อถูกเหน็บ แต่เขาพยายามไม่สนใจเพราะกำลังสำรวจดาบเล่มใหม่
“เทียบกับดาบจันทราฮาร์เบลไม่ได้ แต่มันก็เป็นดาบที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเรามี”
“ให้ผมยืมของสำคัญแบบนี้จะดีเหรอครับ”
“อะไรกัน อะไรกัน ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า เดี๋ยวเจ้าถูกฆ่าตายเมื่อไหร่พวกเราก็เก็บคืนได้” โอทิสแสยะยิ้ม
“พร้อมแล้ว ก็มาเริ่มยกสองกันเถอะ” เทรอสเผยรอยยิ้มเลือดเย็น “บอกไว้ก่อนนะว่าคราวนี้พวกเราไม่ออมมือให้หรอกนะ”
ทะเลเพลิงของเทรอส ดาบไฟและแสงของโอทิส เวทแสงและแรงดึงดูดของฟานาเรฟและลูกบอลเพลิงต่อเนื่องของโรรา เซกันแม้แต่จะหลบยังทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ เขาถูกต้อนจนกระเด็นไปมาซ้ายทีขวาที ร่างกายมอดไหม้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เกราะดาร์คบลัดอาร์เมอร์และดาบใหม่ไม่ได้ถูกทำลายเพราะไฟของทั้งสี่ นอกจากดาบดำ สิ่งของทั้งสองมีความทนทานต่อความร้อนยิ่งกว่าวัตถุทุกชนิดที่เซกันเคยพบมา
หากไร้การฟื้นตัวในพริบตา เซกันคงตายไปแล้วหลายสิบครั้งในช่วงไม่กี่นาทีที่ผ่านไป เซกันรู้ว่าหากตั้งรับแบบนี้ต่อไปเขาจะถูกฆ่าตายในไม่ช้า ทางรอดเดียวของเขาคือต้องสวนกลับให้ได้
…ก่อนอื่นก็ต้อง เทพโอทิส…
เป็นความคิดที่ฝืนไปสักหน่อย แต่เซกันคิดว่าคนที่ทำให้เขาเคลื่อนไหวลำบากที่สุดก็คือเธอนี่เอง โอทิสไม่ได้ยี่หระต่อไฟที่พรรคพวกของเธอสร้างขึ้นสักนิด ในทางตรงกันข้ามร่างของเธอมี “แอบซอร์บไฟร์” ที่เปลี่ยนความเสียหายจากไฟมาเป็นการรักษาแทน ในสภาพที่ทุกอย่างกลายเป็นทะเลเพลิงเธอก็กลายเป็นอมตะไม่แพ้เซกัน
…ต้องแกร่งกว่านี้ให้ได้ ต้องเหนือกว่านี้ให้ได้…
เซกันมีคุณสมบัติที่จะแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่านี้ สิ่งที่เขาขาดไปมีเพียงแรงกระตุ้นอย่างรุนแรงเพื่อให้ก้าวข้ามขีดกำจัด ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความเป็นตาย เขากำลังเกิดใหม่เพื่อกลายเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด
“อะไรกัน อะไรกัน แค่จิตต่อสู้ก็ดันไฟทั้งหมดออกไปได้เหรอ” โอทิสทำหน้าเหลอหลา ทั้งเธอทั้งไฟในห้องถูกผลักออกมาโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสตัวเซกัน ราวกับว่ามีอาณาเขตที่มองไม่เห็นอยู่รอบตัวเขาอยู่
“อาณาจักรนี้ยังมีความหวังเหลืออยู่สินะ” ฟานาเรฟเปรยขึ้น
“ยังพัฒนาขึ้นได้อีกหรือเนี่ย นี่มันเกินกว่าที่คาดไว้ซะอีก” เทรอสซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
ด้านกราเทียและเลกันทั้งสองมาถึงหอคอยนี้ก่อนหน้าเซกัน แต่พวกเขากลับไม่พบกับผู้พิทักษ์ทั้งสี่หรือใครอื่นเลยแม้แต่คนเดียว เลกันมั่นใจว่าข้อมูลของเขาไม่ผิดพลาด ทั้งคู่ตระเวนค้นทุกห้องทุกชั้นแต่ก็ไม่มีวี่แววของเตาหลอมหรือสิ่งใดที่ดูใกล้เคียง
“หอคอยนี้ใหญ่กว่าที่เห็นจากภายนอกมาก” เลกันเริ่มวิตกว่าพวกเขากำลังเผชิญกับเวทมนตร์เพราะจากที่คะเนจากสายตา ภายในของหอคอยกว้างกว่าที่เขาคาดไว้สองถึงสามเท่า นอกจากนี้มันยังมีจำนวนชั้นสูงนับร้อย
“แบบนี้เดินทั้งวันก็ไม่มีทางทั่วแน่เลยค่ะ”
“มีจำนวนชั้นมากก็จริง แต่หลายชั้นก็มีเพียงแค่พื้นที่โล่ง ๆ ค่อย ๆ สำรวจไปต้องเจอแน่นอน”
แล้วทั้งสองก็สำรวจต่อไป พวกเขาไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าชั้นล่างสุดเซกันกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับสี่ผู้พิทักษ์ ราวกับโลกทั้งสองถูกตัดขาดออกจากกัน โชคดีที่แม้จะมีห้องมากมายแต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเพียงห้องเปล่า มันทำให้ทั้งสองไม่ต้องเสียเวลาหยุดเพื่อมองหาเตาที่ว่า
ยี่สิบชั้นแรกผ่านไป จากนั้นก็เป็นอีกยี่สิบชั้นต่อมา ทั้งสองมาได้เกือบจะครึ่งทางแล้วแต่ก็ไม่เห็นวี่แววสิ่งที่ตามหา ซ้ำร้ายที่สุดคือเมื่อมองเพดานที่เปิดโล่งขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด พวกเขาก็พบว่าเส้นทางอาจจะไกลยิ่งกว่าที่คาด
“นี่มันสูงยิ่งกว่าที่เห็นจากชั้นล่างสุดหรือเปล่าคะ” กราเทียรู้สึกแบบนั้น
“…” เลกันไม่ได้ตอบ แต่เขาก็รู้สึกแบบเดียวกัน ราวกับจำนวนชั้นของหอคอยมันเพิ่มขึ้น
“ไปกันต่อเถอะค่ะ” เปล่าประโยชน์ที่จะคิดหาคำตอบ กราเทียอุ้มดาบดำไว้แนบอกและออกวิ่งไป เธอรู้สึกสังหรณ์ใจว่าสิ่งที่ตามหาอยู่ชั้นบนสุดนี่เอง
หนทางยาวไกลกว่าที่เห็น ทั้งคู่แน่ใจว่าจำนวนชั้นของหอคอยเพิ่มขึ้นจริง แต่มันก็ไม่ได้ไร้จุดสิ้นสุด หลังจากออกแรงวิ่งจนต้องพักหลายครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็มาจนถึงชั้นสุดท้ายจนได้
“เหลือแค่ห้องนี้แล้วเท่านั้น” เลกันพูดพร้อมกับผลักประตูบานใหญ่เปิดออก มันคือห้องโล่ง ๆ ที่มีบันไดและพื้นตรงกลางที่ยกสูงขึ้น ไม่มีอะไรอย่างอื่นที่หน้าตาเหมือนกับเตาที่ล่ำลือกัน
“ทำไมล่ะ” กราเทียกรีดร้อง “นี่ห้องสุดท้ายแล้วนะ หรือว่าเราจะพลาดอะไรไป”
เลกันไม่ได้โวยวาย เขาแค่ขมวดคิ้วอย่างผิดหวัง ในหัวกำลังนึกย้อนว่ามีอะไรเล็ดลอดสายตาไปหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่าดูห้องทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นอย่างดี จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนแบบเขาจะพลาดเรื่องง่าย ๆ แบบนั้น
…ไม่ใช่หรอก เราไม่ได้พลาดอะไรไป… เขาคิดขณะที่เดินตรงไปที่บันได สายตาพลางสำรวจพื้นไปด้วยแล้วก็พบว่ามันมีไม่ใช่พื้นธรรมดา
“พื้นตรงนี้มีเวทมนตร์กำกับไว้อยู่”
“อะไรนะคะ”
“นี่มันเวทมนตร์เคลื่อน…” เลกันพูดไม่จบก็เกิดแสงสว่างวาบล้อมตัวเขา
“ท่านเลกัน” กราเทียเรียกชื่อแต่เจ้าของชื่อได้อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา
กราเทียก้าวตามเข้าไปโดยไม่ทันได้คิด แล้วตอนนั้นเองแสงสว่างวาบก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เธอรู้สึกประหลาดเหมือนกำลังลอยขึ้นที่สูงจากนั้นก็ดิ่งลงมาจนรู้สึกเสียวสันหลัง พอรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าบรรยากาศโดยรอบนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
กลิ่นของหญ้าและกลิ่นหอมของดอกไม้ลอยเข้ามาแตะจมูก สายลมที่พัดตีใส่หน้า แสงแดดจ้าและความรู้สึกถึงกลิ่นอับที่หายไป ช่วยทำให้กราเทียแน่ใจว่าเธอไม่ได้อยู่ในหอสวรรค์อีกแล้ว
…ที่ไหนกัน…
กราเทียเหลียวมองโดยรอบ เลกันปลอดภัยดี เขากำลังจับต้นชนปลายไม่ถูกแบบเดียวกันเธอ รอบข้างของทั้งคู่คือป่า พื้นดิน ท้องฟ้า ทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้ป่าขึ้นแซม และอาคารขนาดใหญ่อีกหลายหลังที่ดูไม่เข้ากันกับสิ่งอื่น
อาคารดูเก่าและทรุดโทรม มันเต็มไปด้วยกิ่งก้านรากไม้ ตะไคร่ที่เกาะจนเขียวครึ้ม และซากบางส่วนที่พังลงตามกาลเวลา แต่ถึงสภาพจะแย่แค่ไหนกราเทียก็ยังมองออกว่ามันคือวิหารเก่า
เธอตั้งใจจะเข้าไปสำรวจ แต่ก็เกิดหน้ามืดขึ้นมาซะก่อน เลกันคว้าเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้มลงไป
“ระวังหน่อย”
“ขะ ขอโทษค่ะ”
“อากาศที่นี่เบาบางผิดปกติ จะหน้ามืดก็ไม่แปลก”
“อากาศเบาบาง” กราเทียทวนคำ จากนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ บางทีสิ่งที่อยู่หลังแนวป่ารอบด้านนี้อาจจะเป็นสิ่งที่เธอรู้จัก
แทนที่จะเข้าไปดูในวิหารทันที กราเทียรอสักครู่จนร่างกายเริ่มขยับได้เป็นปกติและหายใจได้โล่งขึ้น จากนั้นทั้งสองก็ตัดสินใจเดินทะลุแนวป่าออกไป ป่าที่อยู่ล้อมรอบไม่ได้มีพื้นที่มากมายอย่างที่เข้าใจในตอนแรก ทั้งสองใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถเดินทะลุออกมาได้
ภาพที่เห็นทำให้กราเทียตกใจจนเกือบล้มพับไปอีกรอบ เธอเห็นขอบของแผ่นดินที่ยาวสุดลูกหูลูกตา และเมื่อเดินเข้าไปใกล้ขอบ เธอก็ยิ่งเห็นบางอย่างที่อยู่เลยออกไปชัดมากขึ้น แผ่นดินหรืออาณาจักรเอเทเซียที่เธออยู่มาทั้งชีวิต มันอยู่ด้านล่างนี่เอง
“เราอยู่บนท้องฟ้า!” กราเทียร้องลั่น
“เกาะลอยฟ้า ที่นี่คือจามิว”
ไม่มีผู้ใดในทวีปเอเทเซียไม่รู้จักชื่อนี้ มันคือเกาะลึกลับที่ล่องลอยอยู่ห่างออกไปในทะเลทางทิศเหนือของทวีป ใกล้ในระดับที่ยังมองเห็นด้วยตา แต่ก็ไกลเกินกว่าผู้ใดจะเอื้อมถึง สำหรับผู้คนในดินแดนแห่งนี้จามิวก็ไม่ต่างจากอาณาเขตของดวงจันทร์ทั้งเก้าดวง เป็นเพียงแค่ความฝันที่มนุษย์ไม่สามารถไปถึงได้
แต่ตอนนี้กราเทียและเลกันกำลังยืนอยู่ที่นั่น
“ชั้นบนสุดของหอคอยมีคาถาโบราณกำกับเอาไว้ ข้าคิดว่ามันคือคาถาเคลื่อนย้ายมาที่นี่”
“แบบนี้นี่เอง” กราเทียพึมพำ “เดิมทีจามิวคือที่พำนักของเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ การที่หอคอยสวรรค์ที่ใช้บูชาเซเวียรามาตั้งแต่อดีตกาลเชื่อมต่อกับที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย”
“ถ้ามองแบบนั้น… บางทีของควรจะอยู่ในหอคอยแต่กลับไม่อยู่ ก็อาจจะอยู่ที่นี่ก็ได้”
คิดได้ดังนั้นทั้งคู่ก็รีบย้อนกลับเข้าไปในใจกลางเกาะทันที ทั้งคู่แยกย้ายกันออกไปตรวจดูอาคารต่าง ๆ ด้วยความหวังว่าคราวนี้พวกเขาจะได้พบกับสิ่งที่ตามหา
ด้านเซกันแม้จะเป็นการต่อสู้สี่รุมหนึ่ง แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เซกันค่อย ๆ แกร่งขึ้นจนราวกับเป็นคนละคนกับผู้ชายที่เข้ามาในหอคอยสวรรค์ตอนแรก เทรอสเชื่อว่าอย่างน้อยเขาก็แกร่งกว่าเดิมสี่ถึงห้าเท่าแล้ว
อะไรคือเคล็ดลับของพลังที่เพิ่มขึ้นราวกับกลโกง
คำตอบคือเซกันเข้าถึงการควบคุมพลังของเทพปีศาจได้อย่างสมบูรณ์แล้ว การที่ถูกแย่งดาบไปไม่ได้ทำให้ความเชื่อมโยงของดาบและผู้ใช้ขาดหายไป เขายังคงรู้สึกถึงพลังของเทพปีศาจที่อยู่ในเลือดเนื้อของตน
ชั่วขณะที่เวทมนตร์ของเทรอสกำลังเผาทำลายร่าง เซกันค้นพบว่าพลังของฮาร์เบลที่ตนเคยมองว่าเป็นเพียงคำสาป กลับกลายเป็นสิ่งที่คอยค้ำจุนเขาเสมอมา ไม่ว่าจะตอนที่เขาท้อแท้ ตอนที่ตัดใจเรื่องที่อยากมีชีวิต ตอนที่ต้องการความหวัง
เสียงจากดาบ… เสียงจากอีกวิญญาณที่เชื่อมต่อกับเขาจะอยู่ที่ตรงนั้นเสมอ
เขายังรู้สึกถึงความเกลียดชังของทุกคน เสียงก่นด่าสาปแช่งยังคงถูกส่งมาและเปลี่ยนเป็นพลัง สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงแค่เซกันไม่ได้รู้สึกเศร้าหรือเจ็บปวดกับการถูกเกลียดอีกแล้ว
มันจะเป็นอย่างไรก็ช่าง จะถูกเกลียดก็ไม่ว่า จะถูกเคียดแค้นก็ไม่สนใจ ตราบใดที่ความแค้นยังกลายเป็นพลังให้เขาได้ เขาก็จะใช้มันอย่างเต็มที่ เพื่อผู้คนที่เขารัก
เซกันเองก็ไม่รู้ตัวว่าความคิดนั้นผลักดันเขาไปถึงอีกระดับหนึ่ง บัดนี้วิญญาณของเขาได้ยกระดับขึ้นจนมีพลังเหนือกว่าสายเลือดของเทพไปแล้ว
โอทิสและโรราล้มลงไปเป็นคู่แรก พวกเธอพ่ายแพ้หมดรูปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองถูกอะไรเข้าไป เสี้ยววินาทีถัดมา ฟานาเรฟก็ล้มตามไป จากการโจมตีที่เทรอสเห็นว่าเป็นแค่แรงอัดอากาศเท่านั้น
“ยอดเยี่ยม” เทรอสดีใจออกนอกหน้า
“ต่อไหมครับ” เซกันไม่ได้ตั้งใจจะอวดดี แต่เขาไม่คิดว่าเทรอสจะเหลืออะไรมาสู้กับตนในตอนนี้อีก ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากความจริงที่อีกฝ่ายรู้สึกอยู่เช่นกัน
“ข้ายังเหลือท่าไม้ตายสุดท้ายอยู่” เทรอสยิ้มแบบฝืน ๆ
เซกันไม่ตอบแต่ตั้งท่ารับมือ สมาธิของเขาจดจ่อไปกับคู่ต่อสู้คนสุดท้ายที่เหลืออยู่
“วงแหวนโคโรนา” เทรอสตะโกน สิ้นคำคลื่นความร้อนสูงก็วนเวียนอยู่รอบร่างของเทรอส มันต่างจากเวทมนตร์ก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ไฟนี้สามารถส่งผลไปถึงตัวหอคอยที่ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นไฟแบบไหนก็ไม่สามารถสะกิดมันได้
ว่ากันว่ามันคือเปลวไฟจากดวงอาทิตย์ แม้แต่เซกันก็ไม่พ้นต้องเจ็บสาหัสหากทะเล่อทะล่าเฉียดเข้าไปใกล้ เทรอสราวกับมองว่ามันเป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย ไม่ได้สนใจว่ามันจะทำลายหอคอยสวรรค์ที่ตนต้องปกป้อง
เซกันเว้นระยะห่างจากเปลวสุริยะ ในขณะที่กำลังมองหาจังหวะสวนกลับ
“ไฟนอลแคแทคลิซึม!”