Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 11: ผู้คุ้มกันในห้องสมบัติ
“พูดไม่ผิดหรอก ถ้ามันดีนักหนาพวกเราก็ใช้ตั้งแต่แรกแล้ว” พูดเสร็จโซนาตาใช้สตีลมายด์ นี่เป็นการเลียนแบบความสามารถของเพื่อน เขาดึงเวเนหายเข้าไปในกำแพงพร้อมกับอัลโตอย่างฉิวเฉียดก่อนที่ทหารยามจะโผล่ออกมาเห็น
ปราสาทแห่งนี้มีเวทมนตร์ตรวจจับผู้บุกรุกที่ใช้เวทมนตร์หรืออุปกรณ์ลวงตา ดูเหมือนว่าในอดีตได้เคยมีใครบางคนพยายามใช้วิธีเดียวกันนี้เพื่อลักลอบเข้ามา แต่ตราบใดที่ไม่มีคนสามารถแก้ทางพลังพิเศษของอัลโตได้ เรื่องที่จะหยุดพวกโซนาตาไว้ก็เป็นเรื่องยาก
สองหนุ่มและอีกหนึ่งสาวบุกทะลวงผ่าเหล่ากองทหารซึ่งพยายามเข้าจับกุมและจัดการผู้บุกรุก พวกเขาวิ่งไปตามทางเดินในปราสาท สถานที่แห่งนี้สลับซับซ้อนและยังใหญ่โต แต่ไม่ได้เป็นปัญหาเมื่อพวกเขาสามารถวิ่งทะลุกำแพงได้อย่างอิสระด้วยพลัง “อินฟิลเทรท” ของอัลโตเมื่อต้องการ
“อาร์เรสต์” นักบวชระดับสูงคนหนึ่งโผล่ออกมาพร้อมกับร่ายคาถา ความเร็วในการร่ายของเขารวดเร็วจนอัลโตหลบไม่ทัน คาถาที่ปรากฏขึ้นเป็นรูปร่างของโซ่แสงรัดเลื้อยรอบตัวชายหนุ่ม
“หืมมม” อัลโตมองกลับด้วยสายตาเย็นยะเยือก
โซ่แสงหายไป ทั้งที่มันควรจะพันธนาการเขาไว้อย่างแน่นหนา เหตุการณ์นี้เล่นเอานักบวชคนนั้นหน้าถอดสี
“ทำไมกัน เวทมนตร์อาร์เรสต์ไม่เคยไม่ได้ผลนี่” เขาร้องโวยวาย มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ใช้เวทเพื่อแก้เวทด้วยซ้ำ
“เขาเรียกสเปลอิมมูนิตี” โซนาตาตอบให้แทน “เวทมนตร์ใช้กับไซเลนเซอร์ไม่ได้หรอก”
โซนาตาไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด เวทมนตร์ใช้กับไซเลนเซอร์ไม่ได้ก็ต่อเมื่อมันเป็นเวทมนตร์ที่ส่งผลโดยตรงเช่นเวทจับกุมที่นักบวชผู้นี้ใช้ แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากเวทเองยังคงอยู่ พวกเขาอาจจะไม่มีทางถูกไฟเวทมนตร์เล่นงานโดยตรง แต่ความร้อนที่รุนแรงจนไฟจริงติดขึ้นมา ก็ยังคงเป็นความเสียหายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังจากจัดการกับนักบวชและอัศวินอีกกลุ่มใหญ่ซึ่งตามมาสมทบ โซนาตาพบกับทางลับสู่คุกใต้ปราสาท เขาลงไปตามทางนั้น แล้วหันกลับไปฟันกำแพงและส่งพลังขึ้นไปทำลายเพดานจนถล่ม ปิดทางลับเพื่อไม่ให้ใครตามลงไป
คุกใต้ดินนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่เขียนไว้ในแผนผังที่สายของเชอรีสวาดไว้ให้ มันมีเพดานสูงเท่ากับอาคารสามถึงสี่ชั้น ห้องถูกแบ่งซอยย่อยออกเป็นหลายเขตหลายห้อง และแน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยผู้คุ้มกัน
“ระวังนะ มีพาลาดินปะปนอยู่ในกลุ่มผู้คุมด้วย” เวเนตะโกนเตือน แต่ไม่ทันการแล้ว พาลาดินคนหนึ่งอาศัยจังหวะชุลมุนเข้าหาโซนาตาจากด้านหลัง
“แฮนด์ออฟเฮฟเวน” พาลาดินตะโกนพร้อมกับกระแทกฝ่ามือใส่ นี่เป็นหนึ่งในท่าไม้ตายระดับสูงที่เผาผลาญชีวิตของผู้ใช้จนทำให้เกิดพลังโจมตีมหาศาล แต่ด้วยพลังของผู้รับใช้พระเจ้าพาลาดินที่ใช้ท่านี้จึงไม่ได้รับผลสะท้อนที่รุนแรง
“เกือบไปแล้ว” โซนาตารอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด เป็นอีกครั้งที่ต้องขอบคุณความสามารถของอัลโตที่เขาเลียนแบบมา มือของพาลาดินคนนั้นทะลุผ่านร่างเขาไปแถมมันยังไปถูกศัตรูอีกคนจนลอยปลิวไปตามแรงส่ง
“บอกแล้วว่าอย่าประมาท” อัลโตเสียงเขียว
เขากระโดดถีบใส่พาลาดินที่ก่อเรื่อง อีกฝ่ายยกแขนขึ้นตั้งรับ แต่ลูกเตะดันทะลุผ่านแขนและแล่นเข้าปะทะใบหน้าของเขาอย่างจัง
“แฮนด์ออฟเฮฟเวน” คราวนี้เป็นโซนาตาที่ใช้ท่าไม้ตายของพวกพาลาดินบ้าง เขาเลียนแบบท่าที่เพิ่งเห็นครั้งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ และด้วยพรสวรรค์ระดับอัจฉริยะ โซนาตาจึงใช้ท่าไม้ตายนี้ได้อย่างไร้ที่ติยิ่งกว่าพวกพาลาดินที่ฝึกฝนมาหลายปีที่เขาเพิ่งก็อปปี้ท่ามา
เวเนและเพื่อนแฟรีคอยสนับสนุนสองชายหนุ่มอย่างเต็มที่
แฟรีบางตนไม่ได้มีแค่ผงเพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บ แต่ยังมีผงพิษ ทำให้เกิดอาการชา ปวดแสบปวดร้อน ตาพร่า หรือแม้แต่งงงวยสับสน แม้ผงของแต่ละตนจะให้ผลไม่รุนแรง แต่เมื่อเป้าหมายติดพิษซ้ำซ้อนก็จะยิ่งอันตรายจนส่งผลให้เสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน
กว่าที่พวกผู้คุมจะสำนึกได้ว่าควรเล่นงานแฟรีที่อ่อนแอก่อน พวกเขาก็ติดพิษกันถ้วนหน้าแล้ว นักบวชรายหนึ่งเมื่อแน่ใจแล้วว่าคงไม่มีทางรอด เขาก็ตัดสินใจใช้เวทระเบิดพลีชีพโดยหวังว่าอย่างน้อยก็น่าจะลากเอาแฟรีทั้งฝูงไปโลกหน้าด้วยกัน
บรึ้มมมมม
แฟรีนับสิบได้รับผลของเวทเข้าอย่างจัง ร่างที่เหมือนกับเด็กน้อยติดปีกแหลกกระจายไปทั่วบริเวณ เวเนเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เข้า แต่เธอไม่ได้ตื่นตระหนก
“แฟรีคาร์นิวาล” เธอร่ายเวทใหญ่ทันทีด้วยสีหน้ามั่นใจ
เวทนี้คือเวทมนตร์ที่เธอเคยเล่าให้โซนาตาและอัลโตฟัง มหาเวทที่มีแต่เธอผู้ซึ่งแฟรียอมรับเป็นเพื่อนแท้เท่านั้นจะใช้มันได้
ร่างเล็กที่กระจัดกระจายกลับมาประกอบกันใหม่ ความเสียหายเมื่อครู่หายไปราวกับโกหก เวทมนตร์บทนี้เกินกว่าขอบเขตของการรักษา แต่มันคือการคืนชีพหมู่อย่างสมบูรณ์แบบ เพียงแค่ว่ามันสามารถใช้ได้กับแฟรีเท่านั้น
“โห ไม่เลวเลยนี่นา” โซนาตาถึงกับตาลุกวาว รู้สึกผิดเล็กน้อยที่แอบปรามาสเพื่อนใหม่คนนี้ว่าคงหวังพึ่งอะไรเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้
“จะชมตอนนี้ยังเร็วไป” เวเนหัวเราะก่อนปักไม้เท้าลงกับพื้นและร่ายเวทอีกบท
“แฟรีวอล์ค” สิ้นคำเวเนก็หายวับไปเหลือเพียงแค่ไม้เท้าที่มีอัญมณีสีน้ำเงินเข้ม
อัลโตรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ดวงตาของเขาซูมได้จึงเห็นอย่างชัดเจน เวเนไม่ได้ล่องหนหายตัวไป เธอเข้าไปในไม้เท้านั่น เมื่อมองลึกเข้าไปในอัญมณีก็จะเห็นป่า หมู่บ้าน และเวเนที่นอนหอบตัวโยนเนื่องจากใช้พลังเวทมากไป
“ขอพักเหนื่อยนิดนึงนะ” เวเนรีบแก้ตัว เสียงเล็ก ๆ ของเธอลอดออกมาจากไม้เท้า
“ปล่อยให้ศัตรูมันหยิบไม้เท้าไปจะดีไหม” อัลโตหัวเราะหึ ๆ
ทางที่โซนาตาปิดเอาไว้ ช่วยถ่วงเวลาไม่ให้กองกำลังเสริมตามมาทันที่คุกใต้ดิน พวกเขาจึงมีเวลาอยู่มากเพื่อแหวกทางไปต่อ เล่นงานผู้คุมและปลดปล่อยนักโทษ เวเนที่ฟื้นฟูกำลังออกมาวาดลวดลายต่อ เธอเองไม่รู้ว่าพวกนักโทษที่กำลังช่วยอยู่เป็นใคร หรือที่มาของพวกเขา
แต่การที่พวกเขาถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ปราสาท แสดงว่าพวกเขาน่าจะเป็นนักโทษคนสำคัญ
“มีแต่นักโทษ ไหนล่ะอาวุธร้ายแรง” โซนาตาวิ่งมาหยุดที่หน้ากำแพงแห่งหนึ่ง มันไม่มีทางเข้า แต่เขาสัมผัสจิตของบางอย่างอยู่ด้านหลังของกำแพง “ข้างหลังกำแพงนี่มีบางอย่างอยู่ด้วย”
“หรือว่าจะเป็นห้องสมบัติ” เวเนพยายามคลำหากลไกแต่ไม่พบ
เธอสองจิตสองใจว่าห้องแบบนั้นจะมีอยู่จริงหรือเปล่า
“ห้องสมบัติจะมาอยู่ในคุกได้ยังไง” อัลโตกำลังจะแย้งแต่ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ถึงจะอยู่ในชั้นใต้ดินเหมือนกันแต่มันอาจจะไม่ได้เชื่อมถึงกันก็ได้ บางทีพวกเขาอาจจะไม่สามารถพบกลไกที่กำแพงฝั่งนี้ เพราะสิ่งที่อยู่อีกด้านของกำแพงอาจจะเป็นห้องใต้ดินที่ต้องลงมาจากทางลับเส้นอื่น
เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัด เขาใช้ความสามารถพาโซนาตาและเวเนทะลุผ่านเข้ากำแพงนั้นไป
กำแพงนั้นหนาหลายเมตร เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามันไม่ได้เจตนาสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมกับคุก การเดินผ่านกำแพงบาง ๆ และหนานั้นมีระดับความยากคนละเรื่อง เขาต้องระวังไม่ให้ร่างทั้งร่างจมลงไปในพื้นระหว่างที่ความสามารถนี้ทำงาน และหลังจากผ่านไปมากกว่าสิบก้าวอัลโตก็พาทุกคนทะลุออกมาในห้องโล่งที่มืดมิด
ในห้องใหม่ที่เพิ่งมาถึงเวเนใช้เวทสร้างแสงสว่างขึ้น ตามมาด้วยโซนาตาและอัลโตที่ฉายแสงออกมาจากกลางฝ่ามือ ห้องนี้มีความสูงและกว้างกว่าห้องที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือแสงสีทองระยิบระยับสะท้อนกับแสงไฟที่สร้างขึ้น เผยให้เห็นว่าตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางเหรียญทอง มงกุฎ ข้าวของที่ทำจากทองคำ และสร้อยเพชรกับหีบบรรจุสมบัติล้ำค่าจำนวนมากมาย
ตรงกลางห้องมีข้าวของที่ทำจากทองคำกองสูงจนท่วมหัว
“มีห้องสมบัติจริงด้วย” เวเนร้อง ส่วนอัลโตกุมขมับเพราะเขาไม่คิดว่าจะได้เจอเข้าจริง ๆ
“เงียบก่อน” โซนาตาและอัลโตพูดขึ้นพร้อมกัน พวกเขารู้สึกว่ามีอะไรกำลังจ้องมองจากความมืด มันคือสัมผัสที่โซนาตารู้สึกได้ตอนอยู่อีกฟากของกำแพง เพียงแต่เขาไม่ได้คิดว่ามันจะใช่มนุษย์
เดวัลร่างใหญ่ปรากฏตัวขึ้น มันไม่ได้สูงเท่ากับแมนโทเดียวาส แต่ก็ตัวใหญ่กว่าคนทั่วไปหลายเท่า ผิวของมันประกอบไปด้วยเกล็ดสีขาวราวกับไข่มุก ปีกที่กางออกมีระยะน่าจะเกือบสิบเมตร ใบหน้าที่ยื่นยาวเต็มไปด้วยฟันคมสีขาว เขาสองข้างม้วนตรงกลางก่อนจะชี้แหลมออกไปด้านข้าง
“ดราโกเนียน! ไม่ใช่สิ มังกรธรรมดา” อัลโตโวยวาย ตอนแรกเขาเผลอหลุดเข้าใจว่ามันคือเผ่าพันธุ์ที่คุ้นเคย
แต่ตระหนักดีว่าสิ่งที่เห็นไม่มีสำนึกสูงไปกว่าสัตว์ประหลาดเท่านั้น
“ธรรมดาที่ไหนกัน” เวเนหวนนึกถึงภาพคำทำนายที่ตกทอดกันมาของเฮอร์มิต รายละเอียดของคำทำนายหายไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่ภาพและชื่อของมัน “โครนิเคิลดรากอน”
เวเนถูกไล่ให้ออกไปนอกระยะ มีเพียงโซนาตาและอัลโตที่เข้าสู้ในระยะประชิด พวกเขาตัดสินใจสู้กับสัตว์ประหลาดที่เจอทั้งที่จะหนีก็สามารถทำได้ ทางโซนาตาไม่คิดว่ามังกรตัวนี้จะคืออาวุธลับอย่างข่าวที่ได้มา แต่เขาก็ยังอยากจัดการมันเพื่อจะได้ใช้เวลาในห้องสมบัตินี้ และสำรวจทุกอย่างได้เต็มที่
เขาคิดว่าต้องมีของพิเศษ ๆ ให้หยิบติดมือไปบ้าง
“เจ้านี่มีอะไรคล้ายสนามพลังด้วย เจาะแทบไม่เข้าเลย” อัลโตเริ่มเสียงเครียด กระสุนปืนธรรมดาไม่ระคายผิวของมังกรตัวนี้ และแม้ว่าจะใช้พลังอินฟิลเทรทแล้วมันก็ได้ผลไม่มาก
นอกจากพลังป้องกันที่เหลือเชื่อ โครนิเคิลดรากอนยังมีพละกำลังที่น่าหวั่นเกรง เรี่ยวแรงของมันพอฟัดพอเหวี่ยงกับโซนาตาที่เด็ดหัวแมนโทเดียวาสด้วยมือเปล่า หางของมันเองก็ทั้งยาว คมและมีพลังทำลายมหาศาล ปากเองไม่ได้มีแค่แรงกัดที่สามารถบดขยี้ช้างทั้งตัวได้ แต่ยังสามารถปล่อยคลื่นความร้อนออกไปได้ด้วย
…มันไม่มีจุดอ่อน หรือพวกเขายังหาไม่พบในตอนนี้…