Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 115: แบล็กเฟนเซอร์อีกคน
หลังการต่อสู้จบลงเซกันก็ทิ้งหมู่บ้านไว้เบื้องหลังโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา เขากลัวว่าหากอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานเกินไปก็อาจจะมีใครรู้ตัวจริงของเขาได้ เซกันไม่รู้ว่าโซนาตาได้ออกมาก่อนและมาดักรอโดยมีทั้งกองไฟและปลาที่กำลังถูกย่าง
“เซกัน เอเทเซีย” โซนาตาเรียกชื่อ มันทำให้เซกันเกือบสะอึกเพราะความตกใจ
“คุณรู้…”
“แต่ก็แค่จากเรื่องเล่า นั่งตรงนั้นสิ” โซนาตาชี้ไปทางหินอีกก้อน
เซกันนั่งลงอย่างระมัดระวัง เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน แต่ที่มั่นใจคือชายตรงหน้าไม่ปล่อยจิตสังหารออกมา อย่างน้อยที่สุดเขาก็คงไม่โจมตีในตอนนี้แน่
“โซนาตา ดิอาลโน” เขาแนะนำตัวเองเป็นครั้งแรกพร้อมกับส่งไม้ที่เสียบปลาย่างให้เซกัน
“คุณไม่ใช่พวกเฟทใช่ไหม”
“ไม่ใช่แน่นอน” โซนาตาหัวเราะ “กินก่อนเถอะ ไม่มียาพิษหรอกน่า”
โซนาตาไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเองอย่างละเอียด เขายังคงยืนกรานว่าตนเองเป็นนักเดินทางที่มาจากดินแดนไกลโพ้น และเคยรับฟังเรื่องของเซกันมาไม่น้อย
“เรื่องเล่าก็เป็นแค่เรื่องเล่า เราไม่ควรตัดสินใครเพียงเพราะคนอื่นบอกว่าเขาดีหรือเลวใช่ไหมล่ะ”
“คุณไม่เหมือนคนแถวนี้จริง ๆ ด้วย”
“ฉันเข้าใจนะ ในโลกที่ข้อมูลมีอยู่อย่างจำกัด มันช่วยไม่ได้หรอกที่จะถูกทำให้เชื่อเพียงเพราะใคร ๆ เขาก็เชื่อกัน และการออกมาพูดว่าฉันไม่เชื่อโดยที่ตัวเองก็ไม่มีหลักฐานมาแย้งมันก็ไม่มีน้ำหนักหรอก” โซนาตาคิดถึงประวัติศาสตร์ที่เรียนไปเมื่อนานมาแล้ว “ทั้งที่เชื่อในสิ่งที่ถูก แต่บางทีพูดไปไม่มีหลักฐาน คนไม่หาว่าบ้า ก็จะเอาไปฆ่าซะอีกด้วย”
เซกันพยักหน้าและปล่อยให้โซนาตาพูดต่อ
“มนุษย์เราน่ะชอบสร้างปีศาจร้ายขึ้นมาเอง เมื่อเกิดเรื่องแย่ ๆ ขึ้นมาก็แค่โยนทุกอย่างไปที่ปีศาจตัวที่ว่า มันสบายใจกว่าที่จะมองว่ามีบางอย่างคือต้นเหตุของความเลวร้ายทั้งปวง เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องโทษว่าตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความเลวร้ายด้วย”
เซกันไม่แน่ใจว่าเขาตามทันเรื่องที่โซนาตาพูดหรือไม่ แต่เขาก็ยังพยักหน้าตอบเป็นจังหวะ
“ฉันอยากได้นายมาเป็นพวก” อยู่ ๆ โซนาตาก็วกไปที่เป้าหมายของเขาแบบไม่ให้ตั้งตัว
“ผม…” เซกันลังเล เขาดีใจที่ถูกชวนแม้ว่าจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นตัวเอง และโซนาตามีจุดมุ่งหมายใด
“ฉันกำลังตามหาคนเก่ง ๆ ที่เชื่อใจได้ และฉันคิดว่าคน ๆ นั้นคือนาย”
เซกันฟังแล้วรู้สึกเขินจนเกือบทำปลาย่างหลุดมือ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกชมต่อหน้าและถูกบอกว่าเป็นที่ต้องการ มันเป็นคำพูดที่แม้แต่ตอนอยู่กับพวกกราเทียเขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ผมดีใจที่คุณชวน แต่ผมยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกหลายเรื่อง ผมไม่แน่ใจว่า…”
“ยังไม่ต้องตอบตอนนี้หรอก เอาไว้นายจัดการธุระให้เสร็จก่อนก็ได้ นายควรจะทำทุกอย่างให้เรียบร้อยเพราะถ้าเราออกจากที่นี่แล้ว บางทีนายอาจจะไม่ได้กลับมาอีก”
ทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องเกี่ยวกับวิชาดาบ เรื่องของอาหารการกินของคนในยุคนี้ เรื่องของทวีปอื่นที่คนในเอเทซียเชื่อว่าล่มสลายไปแล้ว ไปจนเรื่องที่เป็นหัวข้อหนักอึ้งอย่างเรื่องของเทพปีศาจ เรื่องของเดวัลสายพันธุ์ใหม่
นอกจากนั้ันเซกันยังได้เล่าเรื่องราวในชีวิตเขาอย่างหมดเปลือก เขารู้สึกแปลกใจที่ตนเองรู้สึกเชื่อใจโซนาตาทั้งที่เพิ่งรู้ชื่อเขายังไม่ทันข้ามวัน แต่เขาก็ไม่คิดจะปิดบังอะไร
เรื่องเล่าของเซกันคล้ายกับที่โซนาตาอ่านมาจากนิยาย อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็มักจะเป็นในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญมาก และบางเรื่องที่นิยายก็ข้ามไป
“นายรู้จักกับอรันโดมาก่อนเกิดเรื่องกับชินาเหรอ”
“ครับ สมัยที่ผม ชินา ทอลโด และกราเทียทำงานให้อัลกราด พวกเราเคยรับภารกิจจากอรันโดหลายครั้ง บางครั้งก็ทำงานร่วมกันด้วย”
“แล้วเรื่องเควนตัสล่ะ” โซนาตาถาม เพราะบทบาทของขุนพลเฒ่าในนิยายหายไปหลังจากที่เลกันใช้กองทัพเฟทยึดประเทศเอาไว้ ไม่มีตรงไหนที่เขียนบอกว่าเควนตัสเป็นหรือตายตอนไหน
“คุณนี้รู้ละเอียดดีจังเลยนะครับ” เซกันตาโตขึ้น “ขนาดคำทำนายของท่านดานิกายังไม่เขียนละเอียดขนาดนี้เลย”
“เอาน่า เล่ามา ๆ”
“กองทัพของท่านตา… ไม่สิกองทัพของเควนตัส บอร์มาร์พ่ายแพ้ให้กับทัพหลวงและทัพของเฟทที่มีหัวหน้าเป็นคน ๆ เดียวกัน ส่วนใหญ่ถูกฆ่า บางส่วนถูกจับกุมและประหารในเวลาต่อมา และอีกไม่น้อยที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ผมได้ยินข่าวลือว่าเควนตัสยังมีชีวิตอยู่และยังคงวางแผนจะเอาคืน แต่ข่าวลือจะมีมูลแค่ไหนผมก็บอกไม่ได้”
…แปลว่าก่อนที่เรื่องนี้จะจบ เควนตัสก็ยังมีโอกาสโผล่มาได้ทุกเมื่อสินะ… โซนาตาหวังว่าเขาจะแค่ระแวงเกินกว่าเหตุ
แล้วเซกันก็สรุปถึงภารกิจที่เขาต้องสะสางเป็นอย่างสุดท้าย
“ตอนนี้มีข่าวลือว่า กราเทีย ทอลโด และอรันโดกำลังถูกสอบสวนเรื่องที่เคยเกี่ยวข้องกับผม… และอาจจะถูกโยงไปเรื่องของเฟทด้วยครับ”
“ฟังดูก็รู้ว่าเป็นกับดัก”
“ครับ แม้ว่าผมจะไม่ฉลาด แต่ก็คิดว่ามีโอกาสเป็นแบบนั้นสูงมาก”
“แต่นายก็ยังจะไปสินะ”
“เลกัน แม้แต่พ่อแม่ของเขาเอง เขาก็ยังกล้าลงมือ ผมกลัวว่าถ้านิ่งเฉย ทุกคนคงจะถูกเล่นงาน”
“เอาเถอะ ก็เดาแล้วล่ะว่าจะพูดแบบนี้ งั้นเตรียมตัวเสร็จเมื่อไหร่พวกเราก็ไปกันเลย”
“พวกเรา?”
“อะไร? อย่าบอกนะว่าจะไปคนเดียว”
“แต่มันอันตรายนะครับ เลกันต้องเตรียมอะไรที่เลวร้ายไว้แน่” เซกันกล่าวด้วยน้ำเสียงหวั่นวิตก ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อมือโซนาตาแต่เขามองว่ามันเป็นเรื่องที่เขาต้องสะสางเอง จะดึงผู้อื่นมาร่วมรับผิดชอบไม่ได้
“ฉันถือว่านายเป็นพรรคพวกคนนึงแล้ว เรื่องอะไรจะปล่อยให้ไปเสี่ยงตายคนเดียวล่ะ”
“ผม..” เซกันไปต่อไม่ถูก น้ำตาเริ่มเอ่อล้น เขารู้สึกว่าถ้ายังดื้อดึงปฏิเสธก็คงจะเสียมารยาท สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงแค่พูดขอบคุณย้ำ ๆ
โซนาตาอาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เซกันต้องการที่สุดไม่ใช่คนที่จะช่วยเขาสู้ แต่คือคนที่ยอมรับและเชื่อในตัวเขา เป็นครั้งแรกที่มีใครสักคนรับฟังทุกอย่างที่เขาพูด ไม่ตัดสินตัวเขาและยังหยิบยื่นความจริงใจให้
“บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่กอดกับผู้ชาย” โซนาตาแสยะยิ้ม เขาต้องดักคอไว้ก่อน
ด้วยประสบการณ์ บางครั้งเพื่อนก็จะโผเข้ามาหา เขาดูเซกันออก
เซกันหัวเราะขรึม ๆ ส่ายหน้า
แล้วหลังจากนั้น พวกเขาทั้งสองที่นับเป็นพรรคพวกกันแล้วก็เริ่มออกเดินทางด้วยกัน
ตลอดเส้นทางสู่อัลกราด การโจมตียังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงเลกันจะเล่นละครว่าเฟทถูกเขาปราบปรามไปหมดแล้ว แต่พวกนี้ไม่ได้หายไปไหน จากโจรกลายมาเป็นลัทธินอกรีตและตอนนี้ก็กลับไปเป็นโจรอีกครั้ง
เซกันตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อพบว่าห่อผ้าที่โซนาตาพกมาตลอดคือดาบดำเช่นกัน ตอนแรกเขาเข้าใจว่าเป็นของที่ทำเลียนแบบ แต่มันไม่ใช่ วิญญาณที่ผนึกอยู่ในดาบเป็นของจริง
“เอาไว้จบเรื่องก่อนแล้วจะอธิบายให้ฟังอีกที ตอนนี้ให้คิดซะว่าฉันคือแบล็กเฟนเซอร์อีกคน”
“ไม่ว่าจะมองยังไง มีดาบสองเล่ม เทพปีศาจฮาร์เบลสองตน มันก็พิลึกนะครับ” เซกันสับสน แต่โซนาตาไม่ใช่คนชั่วร้าย เขาก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรที่อีกฝ่ายครอบครองดาบดำไว้ แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่เผชิญอยู่นี้เข้าข่ายปกติ มันดูเหลือเชื่อเกินไป
“เอาน่า… บอกตอนนี้ก็จะสับสนเปล่า ๆ จัดการเลกันเสร็จแล้วค่อยว่ากัน” โซนาตาเดาะลิ้น รอยยิ้มของเขาส่งให้เซกัน มองเข้าไปในดวงตาของเซกัน อีกฝ่ายนั้นพร้อมจะรอจนกว่าจะเสร็จเรื่องแน่นอน ความเชื่อใจนั้นเป็นสิ่งที่โซนาตารู้สึกชื่นชมที่ได้เห็น
แม้จะโดนหักหลังมาหลายครั้ง แต่เซกันตรงหน้าไม่เคยขาดจากความหวัง ความหวังที่จะเชื่อใจใครสักคน โซนาตาจะไม่ดับมันลง แต่จะทำให้เซกันได้เห็นว่าถ้าเชื่อใจเขาแล้ว เซกันจะไม่ต้องผิดหวังอีกต่อไป
เซกันเป็นพรรคพวกของกลุ่มอะบีสแล้ว
ในเวลาเดียวกันกับที่โซนาตาเหมือนกำลังเล่นสนุก สมาชิกกลุ่มอะบีสคนอื่น ๆ ก็กำลังง่วนอยู่กับงานของพวกเขา
เวเนและเจเนวีฟพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มเฟทอยู่ที่เมืองเรฟลินตันและเกิดการต่อสู้ขึ้น แน่นอนว่าพวกเฟทไม่ใช่คู่มือของทั้งคู่ที่เคยผ่านการต่อสู้หนักหน่วงจากเนเธอร์เวิลด์มาแล้ว
อลินาและเคสเทรลเกือบถูกหมายหัวจากการที่ทั้งคู่เที่ยวไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเซกัน มันทำให้ทั้งสองต้องล่าถอยจากเมืองหลวงโดยที่อลินายังได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่เธอต้องการ
อีลิทไฟว์และพวกทหารรวมแล้วยี่สิบชีวิตแทรกซึมไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ บางคนก็ปลอมตัวเป็นพ่อค้า หมอยา นักเดินทาง หรือแม้แต่นักรบรับจ้าง
ข้อมูลที่แต่ละกลุ่มรวบรวมมาค่อนข้างสับสน มันแตกต่างจากนิยายที่เล่าในมุมมองที่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ พวกเขาเชื่ออย่างจริงจังว่าเซกันคือหัวหน้าของเฟท ส่วนเลกันคือราชาผู้กอบกู้ดินแดนที่เกือบล่มสลายเพราะพวกเฟท
โซนาตาได้รับรายงานแล้วแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับมัน เขาเชื่อในสิ่งที่เห็น สัมผัส หรือมีหลักฐานชัดเจนเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นต่อให้เซกันเป็นวายร้ายตัวจริง โซนาตาก็อยากจะฟังเหตุผลของเขา
แม้ว่าจะได้คำตอบแบบนั้น แต่กลุ่มที่ทำหน้าที่สืบข่าวก็ยังคงเก็บข้อมูลต่อไป ส่วนกลุ่มที่มีหน้าที่เตรียมความพร้อมด้านอื่น ๆ ก็กำลังเร่งงานของพวกเขาอย่างเต็มที่
ด็อกมาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการปรับปรุงไทม์แมชชีน ยิ่งศึกษาเขาก็ยิ่งพบกับเรื่องที่ยากจะเข้าใจและหาคำอธิบายไม่ได้ เขาไม่เห็นเหตุผลที่ตัวควบคุมเวลาไม่สามารถทำงานอย่างถูกต้อง ข้อสรุปที่เขาได้มีเพียง “บางอย่าง” ที่มีอำนาจมากกว่าชี้นำมิเนอร์วาให้มาสู่ยุคนี้ด้วยความตั้งใจ
อาจจะฟังดูตลกสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่สรุปแบบนั้น แต่สำหรับตอนนี้มันคือคำตอบเดียวที่เขาบอกได้
ด้านมินอา หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากโซนาตา เธอก็เริ่มงานก่อสร้างสถานที่พักในมิติของตัวเองไปพร้อม ๆ กับการจัดเตรียมห้องที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดีบนมิเนอร์วา งานของเธอฟังดูหนักและยุ่งยาก แต่ส่วนใหญ่ที่เธอต้องทำก็เพียงแค่เลือกรูปแบบอาคารจากแบบแปลนที่มีอยู่แล้วและปล่อยให้หุ่นยนตร์ก่อสร้างทำงานหรือแม้แต่หาทรัพยากรกันเอง
เธอตั้งใจจะสร้างโรงแรม แต่ถึงจะเรียกว่าโรงแรมมันก็เป็นโรงแรมที่ไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าพัก มันคือโรงแรมเฉพาะสำหรับกลุ่มอะบีส
เริ่มด้วยการปรับสภาพพื้นผิวถมและอัดดินให้แน่น มินอาขนดินและหินจำนวนหนึ่งมาจากป่าพรีวูดในบริเวณที่น่าจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีโอกาสที่มนุษย์จะนำไปใช้น้อยที่สุด
ดินที่นำมาใช้ถูกทำให้ปลอดเชื้อและปราศจากสิ่งมีชีวิต แม้แต่ลำธารจำลองเองก็ผ่านกระบวนการแบบเดียวกัน เธอตั้งใจจะให้มีการปนเปื้อนน้อยที่สุด แม้แต่ปลาทุกตัว ต้นไม้ทุกต้นต่างถูกคัดสรรมาอย่างระมัดระวัง
แบบแปลนที่เธอเลือกคือแปลนเดิมของโรงแรมชื่อดังที่โซนาตาเคยเป็นเจ้าของ มันเป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์นับไม่ถ้วนที่เขาซื้อเอาไว้ มินอายังจำได้ดีว่าเธอและโซนาตาเคยใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่โรงแรมแห่งนั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในความทรงจำที่มีค่าของเธอ
มันคือโรงแรมเลียบแม่น้ำระดับห้าดาว น่าเสียดายที่เธอไม่สามารถจับเอาทิวทัศน์ภูเขาที่เคยเป็นจุดขายของโรงแรมเดิมมาใส่ในมิติปิดกั้นได้ แต่ส่วนอื่นเธอก็ทำอย่างเต็มที่ อาคารสูงสี่สิบสี่ชั้น สวนลอยฟ้า รอยัลเพนท์เฮาส์สวีทที่มีพื้นที่ไม่ต่างจากคฤหาสน์หลังโต ห้องอาหารสุดหรูที่ยังไม่มีเชฟสักคน สปา และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้งในพื้นที่ส่วนรวมและพื้นที่ส่วนตัว
แน่นอนว่ามินอาไม่สามารถสร้างทั้งหมดได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เธอจึงใช้วิธีเดียวกับที่ใช้กับมิเนอร์วา นอกจากตัวโครงสร้างของอาคารแล้ว พื้นที่เกือบทั้งหมดถูกทิ้งไว้ในสภาพรอดำเนินการต่อ มีเพียงห้องสวีทไม่กี่ห้องที่ถูกเร่งทำจนเสร็จ
มินอาแทบจะอดใจรอไม่ไหว เธออยากเห็นสีหน้าของโซนาตาและสมาชิกคนอื่น ๆ ยามเมื่อเห็นว่าเธอได้เตรียมอะไรไว้ต้อนรับพวกเขา ในวันที่ต้องผจญภัยอย่างยากลำบาก ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ทุกคนจะต้องตกใจจนอ้าปากค้างเมื่อพบว่ามีโรงแรมสุดหรูรอพวกเขาอยู่