Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 119: สู่เวทีสุดท้าย
“ธุระของพวกเรายังไม่จบนะ รีบใส่ชุดซะ” ฟานาเรฟเร่งให้เซกันใส่ชุดใหม่และเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อีกครั้งแต่พอเซกันสวมชุดเสร็จ ทั้งสองฝ่ายก็ยังพูดคุยเกี่ยวกับเกราะใหม่อีกพอหอมปากหอมคอ
โซนาตาที่เงียบอยู่สังเกตว่าเซกันดูสับสนแปลก ๆ ก็น่าอยู่ละ ถูกอีกฝ่ายไล่ต้อนจนแทบปางตาย แล้วจู่ ๆ อีกฝ่ายก็ทำเป็นพูดคุยราวกับไม่ได้ประสงค์ร้ายซะอย่างนั้น ทางเซกันส่งสายตามาทางเขา ซึ่งโซนาตาก็แค่นิ่ง ๆ ไว้ เขามองเซกันที่รักษามารยาท ไม่ยุติบทสนทนาซะเอง
“พร้อมแล้ว ก็มาเริ่มยกสองกันเถอะ” เทรอสพาเซกันกลับเข้าเรื่องในที่สุด เขาเผยรอยยิ้มเลือดเย็น “บอกไว้ก่อนนะว่าคราวนี้พวกเราไม่ออมมือให้หรอกนะ”
ราวกับกลับมาอ่านนิยายซ้ำอีกรอบ รายละเอียดปลีกย่อยอาจมีต่างไปบ้าง แต่เนื้อหาสำคัญก็ยังเหมือนเดิม ทะเลเพลิงของเทรอส ดาบไฟและแสงของโอทิส เวทแสงและแรงดึงดูดของฟานาเรฟและลูกบอลเพลิงต่อเนื่องของโรรา ทุกอย่างย้อนกลับมาให้โซนาตาเห็นและสัมผัสกับตา
มันไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน ๆ เทพทั้งสี่รุมโจมตีจนแทบมองไม่เห็นช่องว่าง เซกันถูกต้อนกระเด็นไปมาอยู่กลางกองเพลิง ร่างกายของเขาไหม้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เกราะใหม่มีพลังต้านทานไฟสูงกว่าของเดิมมาก ด้วยความแรงของเพลิงขนาดนี้เเกราะเดิมน่าจะเริ่มละลายไปแล้ว แต่เกราะใหม่ที่ได้รับมากลับทนรับได้อย่างไร้ปัญหา และพลังฟื้นตัวของเซกัน ขณะที่เซกันต่อสู้กับเทพทั้งสี่ พลังนี้ก็กำลังต่อสู้อย่างหนักหน่วงไม่แพ้กัน ไหม้จนถึงกระดูก จากนั้นก็ฟื้นกลับมาใหม่ เป็นเช่นนี้สลับไปมา
เซกันเล็งเล่นงานโอทิสก่อนเพราะเชื่อว่าหากไม่มีเธอคอยพัวพันในระยะประชิด เขาก็จะเคลื่อนไหวได้อิสระมากขึ้น แต่โอทิสไม่ใช่ศัตรูที่เขาสามารถล้มได้โดยง่าย ยิ่งเขาพยายามเร่งมือมันก็ยิ่งเข้าทางอีกฝ่าย
…ต้องแกร่งกว่านี้ให้ได้ ต้องเหนือกว่านี้ให้ได้…
“นายทำได้ สู้ซะ ดึงทุกอย่างที่มีออกมา” โซนาตาตะโกนให้กำลังใจ มันทำให้เซกันยิ้มออกมาได้
ว่ากันว่าเซกันมีทุกสิ่งพร้อมสำหรับการก้าวสู่ขั้นถัดไป เขาเพียงต้องการแรงกระตุ้นเล็กน้อยเพื่อให้ตัวเองได้เติบโตขึ้น แค่แรกผลักเบา ๆ จากใครสักคนที่ยอมรับในตัวเขา มันก็มีพลังมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ
“อะไรกัน อะไรกัน แค่จิตต่อสู้ก็ดับไฟทั้งหมดออกไปได้เหรอ” โอทิสทำหน้าเหลอหลา ทั้งเธอทั้งไฟในห้องถูกผลักออกมาโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสตัวเซกัน ราวกับว่ามีอาณาเขตที่มองไม่เห็นอยู่รอบตัวเขา
“อาณาจักรนี้ยังมีความหวังเหลืออยู่สินะ” ฟานาเรฟเปรยขึ้น
“ยังพัฒนาขึ้นได้อีกหรือเนี่ย นี่มันเกินกว่าที่คาดไว้ซะอีก” เทรอสซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
ทุกอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เซกันจากที่เคยเป็นฝ่ายถูกเล่นงานข้างเดียว ตอนนี้เขาสูสีกับเทพทั้งสี่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
“เยี่ยมเลย คราวนี้ก็เหลือแค่ใช้ไม้ตายนั่นปิดฉากซะ”
เซกันเข้าถึงการควบคุมพลังของเทพปีศาจได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกยินดีที่ตัวเองมีคำสาปนี้ ตราบใดที่ความแค้นยังกลายเป็นพลังให้เขาได้ เขาก็จะใช้มันอย่างเต็มที่ เพื่อผู้คนที่เชื่อมั่นใจตัวเขา เพื่อโซนาตา
โอทิสและโรราล้มลงไปเป็นคู่แรก พวกเธอพ่ายแพ้หมดรูปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองถูกอะไรเข้าไป เสี้ยววินาทีถัดมาฟานาเรฟก็ล้มตามไปจากการโจมตีที่เทรอสเห็นว่าเป็นแค่แรงอัดอากาศเท่านั้น
“ยอดเยี่ยม” เทรอสดีใจออกนอกหน้า
“ต่อไหมครับ” เซกันไม่ได้ตั้งใจจะอวดดี แต่เขาไม่คิดว่าเทรอสจะเหลืออะไรมาสู้กับตนในตอนนี้อีก ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากความจริงที่อีกฝ่ายรู้สึกเช่นกัน
“ข้ายังเหลือท่าไม้ตายสุดท้ายอยู่” เทรอสยิ้มแบบฝืน ๆ
เซกันไม่ตอบแต่ตั้งท่ารับมือ สมาธิของเขาจดจ่อไปกับคู่ต่อสู้คนสุดท้ายที่เหลืออยู่
“วงแหวนโคโรนา” เทรอสตะโกน สิ้นคำคลื่นความร้อนสูงก็วนเวียนอยู่รอบร่างของเทรอส
“ไฟนอลแคแทคลิซึม!” เซกันตะโกนสวน คลื่นดาบของเขาก่อตัวขึ้นเป็นมัจจุราชสีดำ
การโจมตีทั้งสองอย่างปะทะกันกลางอากาศ แต่คลื่นดาบที่มีรูปร่างของปีศาจไม่สะเทือนสักนิด วงแหวนโคโรนาถูกพลังที่เหนือกว่ากลบทับก็กลืนหายไปในความมืดมิด
ระเบิดสีดำครอบคลุมไปทั่วบริเวณ โซนาตาไม่ได้ฝืนต้านเพราะรู้ว่าเซกันได้เหลือช่องว่างเล็ก ๆ ไว้ให้ตนกับพวกเทรอสในขณะที่คลื่นสีดำนี้ทำลายอย่างอื่นจนย่อยยับ
“เกือบไปแล้ว” เทรอสถอนหายใจ เขาพบว่าตัวเอง พื้นที่ยืนและพรรคพวกไม่ได้หายไปด้วยการโจมตีที่ลบทุกอย่างทิ้ง
“ผ่านไหมครับ” เซกันถามด้วยสีหน้าซื่อ ๆ
“ทำขนาดนี้ ถ้ายังไม่ให้ผ่านอีกก็ไม่ไหวแล้วล่ะ” โซนาตาตอบให้แทน มันทำให้เทรอสรู้สึกเคืองที่ถูกแย่งพูด
“พวกเราจะหยุดเลกันให้ได้” เซกันหันไปยกนิ้วโป้งให้โซนาตา
“ข้าแน่ใจว่าพวกเจ้าจะทำได้” เทรอสหันมาตอบเซกัน เขาวาดมือไปมากลางอากาศแล้ววงเวทปรากฏขึ้นใต้เท้าของทั้งสอง “ฝากโลกนี้ด้วย”
เซกันพยักหน้าขอบคุณเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทั้งสองจะหายไปในแสงสว่างและรู้ตัวอีกครั้งในสถานที่ที่ทั้งคู่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เกาะลอยฟ้า” ทั้งคู่กล่าวพร้อมกับหันมาสบตากัน
หลายสิบนาทีก่อนหน้านั้น…
กราเทีย ทอลโด และอรันโด ต่างก็วิ่งวุ่นหลังจากรู้ตัวอีกทีก็ไม่พบทั้งเซกันและชายลึกลับ พวกเธอตระเวนหาจนทั่วชั้นแรก ๆ ของหอคอยแต่ก็ไม่มีวี่แววของใคร
“พวกเราต้องหาเตาหลอมให้เจอ” เลกันโผล่ออกมาขวางตรงหน้าและออกคำสั่ง
“แก….” ทอลโดตั้งท่าโจมตีทันทีแต่กราเทียและอรันโดช่วยกันดึงเขาเอาไว้
“ได้ยินที่ข้าพูดหรือเปล่า เราต้องหาเตาหลอมให้เจอก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยหาเซกันและชิงดาบมา”
“ท่านปล่อยเดวัลพวกนั้นออกมาสินะ ท่านรู้ใช่ไหมว่าพวกเราก็อยู่ตรงนั้นด้วย” กราเทียถามทั้งที่เธอรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เธอหวังว่าจะได้ยินคำแก้ตัวดี ๆ จากเขา
“พูดอะไรของเจ้า”
กราเทียเกือบจะยิ้มได้ เธอคิดว่าเขาจะอธิบายเรื่องเหล่าเดวัลว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือเรื่องที่เขาเองก็ไม่รู้ไม่เห็น แต่เธอเข้าใจผิด
“พวกเจ้าไม่มีทางสู้เซกันได้ ถ้าข้าไม่ทำแบบนั้นป่านนี้พวกเจ้าทุกคนก็ตายไปแล้ว”
“เกือบฆ่าพวกเราทุกคน แล้วยังมาพูดทวงบุญคุณอีกเหรอ” ทอลโดจะวิ่งเข้าใส่แต่กราเทียและอรันโดยังยึดตัวเขาไว้แน่น
“ถ้าพวกเจ้าได้เรื่องกว่านี้ ดาบก็จะถูกหลอม เซกันก็จะพ้นจากคำสาป และโลกเราก็จะรอดแล้วแท้ ๆ พวกเจ้าบีบให้ข้าต้องใช้วิธีอันตรายเองนะ”
“เอาเถอะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว” กราเทียก้มหน้าก้มตาตะโกน
ทอลโดโกรธจนไม่สนใจว่าอีกฝ่ายสูงศักดิ์กว่าตนแค่ไหน เขาเกลียดการถูกหักหลังยิ่งกว่าสิ่งใด ทั้งที่มีดวงตาแบบเดียวกับเซกันแต่ทอลโดรู้สึกไม่ถูกชะตากับเลกันผู้นี้เลย
กราเทียต้องขอร้องทอลโดอยู่พักหนึ่งกว่าเขาจะยอมสงบศึก ทอลโดรับปากว่าจะช่วยหาเตาหลอมให้ด้วย แต่เขาก็ยังยืนกรานกับเพื่อน ๆ ว่าเลกันผู้นี้ไม่น่าไว้วางใจ
“เจ้าหมอนี่เป็นตัวอันตราย จำคำพูดข้าไว้เลย”
กราเทียไม่ได้ตอบไปว่า “เธอรู้” อย่างที่ใจจริงคิด เธอแค่ตอบไปว่า “อย่าเพิ่งกังวลเลย”
พวกเขาสำรวจจากชั้นล่างสุด ไล่ไปทีละห้องทีละชั้น ยิ่งสำรวจก็ยิ่งพบว่าหอคอยนี้ประหลาดมาก มันใหญ่โตซับซ้อนและยังสูงขึ้นไปราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด
หลายห้องมีข้าวของประหลาดที่พวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าคือสิ่งใด บางห้องมีแม้แต่เดวัล “มิมิก” ที่สามารถปลอมตัวเป็นหีบสมบัติได้ การที่ต้องแยกแยะหาเตาหลอมที่ไม่รู้หน้าตากับข้าวของพิลึกมันทำให้พวกเขาเสียเวลามากขึ้น
“อยู่ข้างบนนี่แหละ” กราเทียแหงนมองชั้นบนสุด จากชั้นที่เธออยู่ เพดานนั้นเปิดโล่งขึ้นไปจนเห็นหลังคาโปร่งใสของหอคอย
“ทำไมถึงรู้ว่าอยู่ข้างบน” อรันโดถาม เขาแหงนมองตามแต่ไม่ได้คำตอบอะไร
“สัญชาตญาณไงล่ะ” ทอลโดตอบ เขาเองก็รู้สึกเหมือนกราเทียว่าต้องขึ้นไปให้ถึงชั้นบนสุด
ที่ชั้นสูงสุดของหอคอยมีห้องโล่งที่บรรยากาศแตกต่างจากห้องอื่น พวกเขาพยักหน้าให้กันจากนั้นก็เดินไปเข้าไปสำรวจพร้อมกัน
“ห้องโล่ง ๆ แต่มีอะไรอยู่แน่” เลกันไม่ได้เชื่อสัญชาตญาณของคนอื่น แต่เขารู้สึกถึงพลังเวทจากในห้องนี้ และถ้าเดาไม่ผิดมันต้องเป็นเวทเคลื่อนย้ายที่อย่างแน่นอน
แสงสว่างจากเวทเคลื่อนย้ายกลืนกินทุกคนที่เข้าไปในบริเวณพื้นยกระดับที่อยู่กลางห้อง ทีละคน ๆ พวกเขาถูกย้ายจากหอคอยสวรรค์ไปสู่เกาะลอยฟ้าที่มีความสูงเทียมเมฆ
หลายสิบนาทีต่อมา…
เซกันและโซนาตาก็ได้มายืนประจันหน้ากับเลกัน กราเทียและพรรคพวก แต่ละฝ่ายเตรียมพร้อมแล้วสำหรับศึกสุดท้ายที่จะตัดสินชะตาของทุกคน