Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 120: แฉ
“มันหลอมไม่ได้หรอก” โซนาตาส่ายหน้า
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไง” เลกันเถียง
“เอ่อ….” เซกันพยายามหยุดแต่เขาไม่รู้ว่าจะพูดเข้าข้างใคร
“ที่สำคัญ พวกนายมีปัญญาชิงดาบไปเหรอ” โซนาตาหัวเราะเย้ย
“ชิงมาให้ได้” เลกันออกคำสั่ง
แล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น โซนาตาประเมินไว้แล้วว่าต่อให้เขาไม่ช่วยเซกันในตอนนี้ก็สามารถจัดการกับทั้งสี่คนได้ไม่ยากเลย สิ่งเดียวที่จะกลายเป็นปัญหาก็คือยามที่เลกันตัดสินใจสังเวยตัวเองจนกลายเป็นปีศาจ
เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรจะแทรกแซงที่ตรงไหน ควรฆ่าเลกันเสียตั้งแต่ตรงนี้และตอนนี้ หรือจะปล่อยให้เขากลายเป็นปีศาจเสียก่อนและช่วยเซกันในวินาทีสุดท้าย
โซนาตาชอบวิธีที่มีความเสี่ยงน้อย ถ้าให้ตัดสินจากข้อมูลที่มีเขาคิดว่าการกำจัดเลกันหรือแย่งฮามังคิวลัสจากเขาคือหนทางจบเรื่องที่เร็วที่สุด แต่เขาสัญญากับเวเนเอาไว้ว่าจะแทรกแซงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และเขาก็ไม่ชอบผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อน
…ช่วยไม่ได้แฮะ ไอ้ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ผิดเพี้ยนพอแล้ว ดังนั้นเฉพาะส่วนนั้นก็ปล่อยไปแล้วกัน…
“นี่… รู้ไหมเจ้าเลกันน่ะ มันเป็นหัวหน้าตัวจริงของเฟทนะ” โซนาตากระซิบบอกทอลโดขณะที่ทั้งคู่แลกดาบกัน
“เพ้อเจ้อ” ทอลโดสวนกลับ
“นายเองก็ไม่ชอบหมอนั่นไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้”
ทอลโดหงุดหงิดที่ถูกเลกันชี้หน้าใช้งาน เขาเป็นทหารรับจ้างที่ไม่ขึ้นอยู่กับใคร เลกันจึงไม่ใช่ราชาของตนและไม่มีวันเป็นด้วย แต่เขาคิดว่าเรื่องของชายแปลกหน้ามันดูเหลือเชื่อเกินไป
“เฟททำลายผู้คนไปตั้งมากมาย เอเทเซียเองก็เคยถูกเฟททำจนเกือบสิ้นประเทศ”
“ทำลาย… แล้วตอนนี้เอเทเซียล่มสลายไปหรือยังล่ะ มันตรงกันข้ามไม่ใช่เหรอ ถึงจะเสียหายหนักแต่ตอนนี้เลกันก็กลายมาเป็นวีรบุรุษ” โซนาตาเห็นว่าเซกันเห็นอีกฝ่ายเป็นเพื่อน เขาอยากให้ทอลโดตื่นจากเรื่องหลอกลวงเสียที
“…”
“หลายเมืองที่เคยแยกตัวออกไปก็แทบสิ้นเมืองเพราะพวกเฟทเช่นกัน ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าอำนาจทั้งหมดกลับไปรวมศูนย์ที่เอเทเซียอีกครั้งแล้ว” โซนาตาเห็นทอลโดไม่ตอบโต้ก็ยิ่งแฉใหญ่
“มันเหลือเชื่อเกินไป” ทอลโดตอบ เขารู้สึกว่าโซนาตาเองก็มีกลิ่นของความมืดไม่ได้ด้อยไปกว่าเลกัน แต่สิ่งที่ทำให้ทอลโดเริ่มรู้สึกว่าคำพูดของโซนาตามีน้ำหนักเพราะเขาก็จับไม่ได้ว่าชายผู้นี้กำลังโกหก
“มันจะดูเหลือเชื่อน้อยลงไหมล่ะ ถ้ารู้ว่าเขาคือชายต้องสาป”
“หาาาา” ทอลโดร้องเสียงหลง ดังลั่นซะจนเซกัน เลกัน กราเทีย และอรันโดที่สู้อยู่ห่างออกไปต้องหันมามอง
“อดีตราชาบาริกันเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ เขาใช้วิชานั้นแก้ไขคำทำนาย เปลี่ยนชายต้องสาปจากเลกันมาเป็นเซกัน”
“บ้าไปกันใหญ่แล้ว ใครจะเชื่อ…”
“ถามจริงเถอะ” โซนาตาชี้ดาบไปทางกลุ่มเซกัน เขาคิดว่าถึงเวลาต้องสาดความจริงใส่ให้ตาสว่างตรง ๆ สักที “สองคนนั่น นายว่าใครเหมือนตัวหายนะมากกว่ากัน”
เหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ทอลโดพยายามคิดหาเหตุผลมาค้าน ไม่ใช่เพราะเขารู้สึกดีกับเลกันและอยากเชื่อในตัวราชาผู้นี้ แต่หากเรื่องที่โซนาตาพูดเป็นความจริง มันจะกลายเป็นว่าเขาเป็นคนโง่งมที่ทำร้ายเพื่อนตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า
โซนาตาเข้าใจว่ามันไม่ง่ายที่จะทำให้คนที่เชื่ออะไรสักอย่างเปลี่ยนความคิดอย่างฉับพลัน มีกรณีที่สามารถอธิบายสิ่งนี้ไว้ได้ดี
สมมุติว่ามีคนสองคนถูกต้มตุ๋นโดยพวกสิบแปดมงกุฎ คนแรกเพิ่งถูกหลอกให้เสียเงินไปไม่มาก ส่วนคนที่สองถูกหลอกจนทุ่มเททรัพย์สินจนหมดตัว ตามสถิติแล้วคนแรกจะมีโอกาสได้ตาสว่างได้ง่ายกว่า
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ คนที่ถูกหลอกจนหมดตัวไม่ควรมีโอกาสตาสว่างก่อนเหรอ
มันไม่เป็นเช่นนั้น… เพราะคนยิ่งทุ่มเทกับอะไรไปมากก็ยิ่งพร้อมจะหลอกตัวเองต่อไป หากยอมรับว่าถูกหลอก ก็เท่ากับยอมรับว่าตัวเองเป็นคนเขลา รวมทั้งอาจจะต้องยอมรับว่าสิ่งที่ลงทุนลงแรงทั้งหมดไปจะสูญเปล่า
มันเป็นเรื่องแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในเอเทเซียตอนนี้ คนส่วนใหญ่เกลียดชังเฟทและชายในคำทำนาย เกลียดเสียจนไม่เหลือเผื่อใจสำหรับความผิดพลาด เกลียดจนบางครั้งก็มองข้ามความผิดปกติที่หากเปิดใจมองสักนิดก็จะมองเห็น
“ราชาบาริกัน… โยนบาปของลูกคนนึงไปให้ลูกอีกคนเหรอ” ทอลโดยังกังขา
“ไม่ใช่ลูกหรอก” โซนาตาไม่ได้อธิบายชัดเจน เขาเห็นแววตาของการใช้ความคิดของทอลโด จงใจปล่อยให้ทอลโดคิดเอาเองว่าคำพูดของเขาสื่ออะไร
“ถ้าที่เล่ามาเป็นความจริง มันคือเรื่องต่ำช้าที่สุด” ทอลโดเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหงุดหงิด แววตาของเขากร้าวขึ้น กายที่ยืดสูงเล็กน้อยทำให้เห็นหน้าตั้งใจจะรามือจากการต่อสู้
“มันเป็นความจริง” โซนาตาลดดาบลง คนตรงหน้าไม่ส่งความรู้สึกว่าเป็นศัตรูออกมาอีกแล้ว
กราเทีย และ อรันโด ตกใจจนตาค้างเมื่อเห็นโซนาตาและทอลโดเดินมาด้วยกัน ไม่เพียงเท่านั้นประโยคแรกที่ทอลโดพูดก็ยังชวนให้สับสนเข้าไปอีกเพราะเขาบอกให้ทั้งคู่วางอาวุธและมาคุยกัน
“มันอาจจะฟังดูไม่ค่อยสมกับเป็นข้า แต่เชื่อเถอะพวกเราหยุดต่อสู้แล้วหันมาคุยกันเถอะ”
“นี่เจ้าถูกล้างสมองไปแล้วหรือไง” อรันโดกระแทกเสียง
“ทอลโดขอให้หยุดสู้เพื่อที่จะเจรจาเนี่ยนะ อย่างทอลโดเนี่ยนะ” กราเทียพึมพำเสียงไม่ค่อย เธอไม่รู้ตัวว่าคำพูดนั้นมันเสียมารยาทกับคนฟังแค่ไหน
“ต้องถูกสะกดจิตแน่นอน คนป่าเถื่อนอย่างทอลโดน่ะ ไม่มีทางชวนคุยด้วยเหตุผลได้หรอก” อรันโดก็เสริมด้วยถ้อยคำที่เสียมารยาทไม่แพ้กัน
“ชักจะอยากเชือดไอ้พวกนี้ขึ้นมาแล้วสิ” ทอลโดโมโหจนเกือบลืมตัว
“ไม่เอาน่า”
แม้จะได้โซนาตาห้ามไว้แต่การพูดคุยอย่างสบาย ๆ ก็ไม่ได้เกิดขึ้น อรันโดปักใจเชื่อว่าทอลโดถูกเวทมนตร์หรือวิชาสะกดจิตเข้าไป และเขาคิดว่าทางเดียวที่จะช่วยได้ก็คือการซัดให้หมอบสักครั้ง ซึ่งเหมือนกับราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ทอลโดเองก็พร้อมมีเรื่องอย่างเต็มที่
“เออก็ดี ข้าก็อยากพิสูจน์มานานแล้วว่า ข้ากับเจ้า ใครจะแกร่งกว่ากัน” ทอลโดหลบการจู่โจมของอรันโดได้
“เจ้าเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดคนนึง แต่ก็ยังเอาชนะข้าไม่ได้หรอก” อรันโดพูดไปตามที่เขาคิด เคลื่อนไหวเพื่อจู่โจมอีกฝ่าย หางตายังคอยสังเกตโซนาตาที่เลือกจะกระโดดถอยออกไปอย่างต้องการหลีกทาง
โซนาตารู้สึกป่วยการที่จะห้ามชายหนุ่มทั้งคู่ เขาจงใจเข้าไปใกล้กับกราเทียแทน
“ข้าอยากเกลี้ยกล่อมเจ้าระหว่างที่สองคนนั้นลงไม้ลงมือกัน” โซนาตาสนทนากับกราเทียที่หน้าเครียด หันปลายดาบมาทางเขา
“อย่ามาเกลี้ยกล่อมเลย ข้าไม่ฟังอะไรเจ้าหรอก” เธอตะโกนใส่โซนาตา
“กลัวจะถูกล้างสมอง หรือกลัวที่จะได้รู้ความจริงล่ะ” ทอลโดเสียงดัง ไม่แน่ว่าจะไม่ได้ตั้งใจคุยแค่กับอรันโดเท่านั้น
ด้านเลกัน ถึงจะมีภาพลักษณ์ของจอมบางการผู้ทำทุกอย่างอยู่เบื้องหลังโดยไม่ยอมให้มือตัวเองเปื้อน แต่เขาก็ไม่ใช่คนไร้ฝีมือ เขามีทั้งสายเลือดของวีรกษัตริย์แห่งเอเทเซีย สายเลือดตระกูลนักรบบอร์มาร์ที่มาจากทางแม่ มันช่วยส่งเสริมให้เขากลายเป็นนักรบที่ไม่ด้อยไปกว่าใคร
แต่มันก็เป็นฝีมือในระดับของมนุษย์เท่านั้น มันเทียบชั้นไม่ได้สักนิดกับเซกันที่ทะลุขีดจำกัดไปไกลแล้ว อย่าว่าแต่สิบหรือร้อยเลกันเลย ต่อให้เอาเผ่าเอลเลนนอสสายเลือดแท้มาอยู่ตรงหน้าก็ยากที่จะรับมือเซกันได้ง่าย ๆ
เลกันพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย ทุกกระบวนท่าที่ถูกเอาออกมาใช้ไม่เป็นผลสักนิด วิชาดาบเอเทเซียที่ตนใช้ก็แพ้อย่างหมดรูป กำลัง ความเร็ว เวทมนตร์ นั้นไม่ต้องพูดถึง สิ่งเดียวที่พอจะพูดได้ว่าเหนือกว่าคงมีเพียงแค่ไหวพริบและวิชาเล่นแร่แปรธาตุที่เขาได้มาจากบาริกันอีกที
“ไม่มี… แฮ่ก ทางชนะ เลย เรอะ” เลกันหายใจหอบตัวโยน
“ยอมแพ้ซะเถอะ ถึงเรื่องที่คุณทำจะไม่น่าให้อภัย แต่ถ้าสำนึกผิดและยอมกลับตัวกลับใจ…”
“พล่ามบ้าอะไรวะ! เป็นแค่ไอ้สวะเซกันแท้ ๆ ถือดียังไงมาชี้หน้าสั่งสอนข้า” เลกันแผดเสียงอย่างโมโห เหตุการณ์ทุกอย่างไม่เป็นอย่างใจเอาซะเลย
“ผมก็แค่…”
“ไม่เคยมีใครเชื่อถือ ไม่เคยมีคนรัก ยังกล้ามาพูดอวดเบ่งอีกนะ” เลกันจงใจขยี้ความรู้สึกของเซกัน เขายังรู้สึกเหนือกว่าเมื่อยกเอาเรื่องที่ตนจะสมเพชเซกันขึ้นมาพูดได้
“…”
“อย่างแกน่ะ จะอยู่หรือตายก็ไม่มีผลอะไรหรอก ถามจริงเถอะ ทนอยู่กับตัวเองตอนนี้ได้ยังไง” เลกันอยากราดเกลือลงไปบนแผล อยากเห็นสีหน้าของเซกันที่รู้สึกเจ็บปวด มันจะได้ทำให้เขาสาแก่ใจขึ้น
“คุณอยากจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะครับ”
เซกันไม่ได้หวั่นไหวอย่างที่เลกันคิด เขารู้ว่าคำพูดของเลกันมันเต็มไปด้วยคำโกหก เซกันที่ได้เจอกับโซนาตาแล้วแน่ใจว่าชีวิตของเขาไม่ได้ไร้ค่า เพราะโซนาตาทำให้เขาเชื่อแบบนั้น
เลกันนำหลอดบรรจุฮามังคิวลัสออกมา อาจจะต่างสถานที่และเวลา แต่เหตุการณ์ก็เป็นไปตามประวัติศาสตร์ เขาพล่ามตามประสาตัวร้ายปากมากจากนั้นร่างปีศาจของเขาก็ถือกำเนิดขึ้น
โซนาตา กราเทีย ทอลโด และอรันโดต้องวางมือจากการต่อสู้เพื่อหลบระเบิดที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนร่างของเลกัน บัดนี้เบื้องหน้าพวกเขาไม่มีราชาหนุ่มในชุดชนชั้นสูง
จะมีก็เพียงสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายมนุษย์ ที่มีทั้งปีกค้างคาวและหางเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน
“เลกัน!” กราเทียส่งเสียงร้องเรียก แน่นอนว่ามันไปไม่ถึงอีกฝ่าย
เซกันถูกเท้าที่มีกรงเล็บเหมือนนกเตะจนกระเด็น เขายกดาบขึ้นกันทันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายแต่แรงกระแทกมหาศาลก็ทำให้เขาพุ่งกระเด็นไปไกลจนเกือบหลุดจากขอบของเกาะลอยฟ้า
โซนาตาพุ่งเข้าไปเป็นฝ่ายรับมือแทน เขาระดมยิงปืนใส่หลายนัด กระสุนระดับที่ถล่มทั้งภูเขาได้ทั้งลูกถูกเลกันในร่างปีศาจทุกนัด แต่มันกลับหลงเหลือร่องรอยความเสียหายที่สร้างได้ไว้เพียงเล็กน้อย
“ตั้งความแรงไว้สูงขนาดนี้แล้วยังยิงไม่เข้าอีกแฮะ”
เลกันบินเลียบพื้นด้วยความเร็วเหนือเสียง ราวกับหายตัวไปและปรากฏขึ้นอีกครั้งต่อหน้าโซนาตา แต่โซนาตาไม่ได้ตกใจอย่างที่เลกันคิดสักนิด ซ้ำยังโจมตีสวนกลับมาในทันที
เป็นการปะทะกันอย่างดุเดือด ดาบ กำปั้น ศอก เข่า เท้า ถูกประเคนใส่กันอย่างไม่ยั้งมือ ผิวหนังของเลกันแข็งแกร่งปานเหล็กกล้าแต่ดาบดำก็ยังเรียกเลือดจากเลกันได้ แต่ในขณะเดียวกันทักษะการอ่านคู่ต่อสู้ที่เหนือมนุษย์ของโซนาตาก็ยังหลบการโจมตีของเลกันไม่ได้ทั้งหมด
เลกันเชื่อมั่นว่าเขาเหนือกว่า เขาแน่ใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าตนเองจะจัดการโซนาตาได้ สิ่งที่เขากลัวก็คือเซกันกำลังจะกลับมาร่วมวงด้วย นั่นแหละที่จะทำให้เขาเสียเปรียบ
…ต้องเรียกพวกนั้นมา…