Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 125: ออกล่าซีวี

ซีวี แอนเทอร์โลนา
ณ ท้องพระโรง แห่งเวนเซล...
หญิงสาวผู้มีนามว่า โดมิเนผู้เผลอหลับไปบนบัลลังก์ของตนได้ตื่นขึ้นจากภวังค์เพราะเสียงโหวกเหวกโวยวายของชาวบ้านและบรรดาทหารจากภายนอก หลังจากกวาดตามองไปรอบ ๆ เธอก็พบกับชู้รักของเธออยู่ตรงนั้น เขาคือกราโด อัศวินอันดับหนึ่งของประเทศและชายที่เธอมอบให้ทุกอย่างทั้งกายและใจ
“อา… กราโดที่รัก” โดมิเนเอื้อนเอ่ย
อัศวินคู่บังลังก์ขยับเข้าไปใกล้เธอ
“เด็กคนนั้นจะทำให้เทพปีศาจพิโรธ เด็กผู้มีสายเลือดเอลเลนนอส สายเลือดแห่งแสงสว่าง ซีวี แอนเทอร์โลนา…”
ด้วยทักษะในการพยากรณ์อันล้ำเลิศ โดมิเนไม่เพียงแค่มองเห็นใบหน้าศัตรูของเธอ แต่เธอยังมีนิมิตไปถึงชื่อของเป้าหมายอีกด้วย “ข้าต้องการให้เจ้าสังหารนางเสีย”
กราโดได้รับคำสั่งก็รีบรับคำ ตามปกติต่อให้ไม่มีคำสั่งนี้ เขาก็ไม่เคยคิดจะปล่อยให้คนที่ทำผิดกฎหนีรอดไปได้ เด็กคนนั้นบังอาจใช้เวทธาตุแสงทั้งที่มันคือกฎเหล็กที่ห้ามฝ่าฝืนในดินแดนนี้
ทั้งสองร่ำลากันอีกพอเป็นพิธีจากนั้นกราโดก็รีบรุดออกไป เขาสาบานว่าจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับหัวของเป้าหมาย…
ห่างออกมาจากอาณาจักร ชายหนุ่มจากต่างมิติเวลาทั้งสามเคลื่อนไหวออกจากจุดที่พวกเขาตกลงมา
หนึ่งคือชายหนุ่ม อยู่ในชุดเครื่องแบบทหารล้ำสมัยที่ผสานเข้ากับอุปกรณ์ประหลาดที่ยากจะคาดเดาว่าคืออะไรบ้าง นอกจากนี้ยังสวมทับด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาวที่คล้ายกับเสื้อกาวน์ ชื่อของเขาคือโซนาตา ดิอาลโนผู้บัญชาการของกลุ่มนักเดินทางข้ามเวลา “กองกำลังอะบีส”
ชายอีกคนมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาคือเคสเทรล ฟอร์ทีส ผู้แต่งกายด้วยเครื่องแบบที่ละม้ายคล้ายกับโซนาตา จะต่างกันก็เพียงเขาไม่มีเสื้อคลุมสีขาว แต่กลับใส่ชุดและหมวกปีกแบบที่เห็นได้ในหนังคาวบอยทับเอาไว้
ที่สะดุดตาอย่างน่าประหลาดอีกคน ชายคนสุดท้าย เซกัน เอเทเซีย เขาดูอ่อนวัยกว่าสองคนแรกเล็กน้อย สวมใส่ชุดเกราะเบาแบบที่นักดาบชอบใช้กัน แต่สีดำสนิทของทั้งชุดและดาบที่เขาพกนั้นชวนให้รู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าอึดอัดเมื่อได้เห็น
ทั้งสามกำลังเคลื่อนที่ลัดเลาะผ่านชายป่าของอาณาจักรแห่งหนึ่ง รวดเร็วผิดมนุษย์แต่เงียบและแทบไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ เอาไว้ พวกเขาเคลื่อนไหวราวกับเป็นเพียงเงาที่ไร้ตัวตนวูบไหว
“ฉันว่าน่าจะกลับไปรวมตัวกับทุกคนก่อนนะ” เคสเทรลยังยืนกรานแบบเดิมแม้จะรู้ว่าโซนาตาคงไม่ยอมเปลี่ยนใจง่าย ๆ
“มิเนอร์วาเสียหายหนักขนาดนั้น คงจะซ่อมทั้งยานและอุปกรณ์ แล้วมาออกตามหาพวกเราไม่ได้ในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นไม่ต้องรีบร้อนหรอก” โซนาตาตอบ
“งั้นเราก็ควรจะรีบไปช่วยไม่ใช่เหรอ” เคสเทรลไม่แน่ใจว่าทางนั้นจะปลอดภัยดีหรือไม่ ยิ่งเมื่อขาดหัวเรือใหญ่อย่างโซนาตาไป
“ทางนั้นมีคนเยอะแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก ทั้งทีมของด็อค ทั้งพวกอลินา” โซนาตาตอบเลี่ยง ๆ เคสเทรลไม่แน่ใจว่ามันเกิดจากความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนอย่างปากว่าหรือเพราะโซนาตาอ้างขึ้นมาให้หมดห่วงด้วยกำลังนึกสนุกที่จะได้ผจญภัยในยุคใหม่ และ แผ่นดินใหม่ที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน
เพราะเป็นดินแดนที่ไม่เคยสำรวจและเพราะถูกทิ้งไว้เพียงแค่สามคน เคสเทรลจึงอดไม่ได้จะกังวล แม้ว่าวิสัยปกติของเขาจะเป็นคนมั่นใจในตัวเองอย่างมากและกล้าเสี่ยง เขาหันไปถามความเห็นของเซกันที่เงียบมาตลอดตั้งแต่เมื่อครู่ แต่มันไร้ประโยชน์ สมาชิกใหม่ของกลุ่มตอบกลับมาง่าย ๆ เพียงว่าตนไม่มีความเห็น และพร้อมจะทำตามคำสั่งของโซนาตาไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องยากลำบากแค่ไหน
ด้วยความเร็วของทั้งสามและระยะห่างที่ไม่ได้มากมายจากจุดตกกับจุดหมายที่โซนาตาตั้งใจไปให้ถึง ในที่สุดพวกเขามองเห็นจุดหมายได้ด้วยตาเปล่า อาณาจักรที่พวกเขาเคยเห็นเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ จากยานมิเนอร์วา บัดนี้มันปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
“เมืองข้างหน้านี่แหละ” เคสเทรลเริ่มชะลอฝีเท้าเมื่อพวกเขาวิ่งพ้นแนวป่าและเห็นกำแพงเมืองขนาดใหญ่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา “ลำแสงนั่นน่าจะมาจากที่ไหนสักแห่งในเมืองนี้”
“ดูแปลก ๆ นะครับ เหมือนจะมีเสียงอึกทึกในเมืองเลย”
“ก็นะ…” ยังไม่ทันที่โซนาตาจะได้พูดอะไรต่อประตูเมืองก็ค่อย ๆ เปิดออกกว้าง ทั้งสามซ่อนตัวใกล้กับสุมทุมพุ่มไม้แถวนั้นโดยไม่ต้องเสียเวลานัดแนะ
พวกเขาเห็นกลุ่มคนขี่ม้าผ่านพ้นประตูออกมาอย่างเร่งรีบคนแล้วคนเล่า การแต่งตัวของแต่ละคนแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาเลยว่าเป็นทหารของเมืองนี้นั่นเอง หัวหน้าของทหารสั่งการอะไรบางอย่างก่อนที่ลูกน้องของเขาจะแยกออกเป็นหลายกลุ่มและมุ่งไปคนละทิศละทาง
“จะรอให้เช้าก่อน แล้วค่อยเข้าไปสืบดีไหมครับ” เซกันเสนอความเห็น เขาคิดว่าการซุ่มดูอยู่ตรงนี้ไม่ได้ช่วยให้รู้อะไรเกี่ยวกับแสงที่พุ่งขึ้นมาเป็นเสาแสง และเล่นงานมิเนอร์วาจนตกได้
โซนาตาส่ายหัว
“ขี้เกียจรอ จับทหารซักคนสองคนมารีดข้อมูลง่ายกว่ามั้ง”
เป็นวิธีเดิม ๆ ที่โซนาตาชอบใช้แต่ก็ได้ผลดีทุกครั้ง เคสเทรลได้ยินดังนั้นก็แสยะยิ้มรับคำทันที
“เดี๋ยวจัดการให้…” ยังไม่ทันจบประโยคดีเขาก็หายตัวเข้าไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างช่างง่ายดายเหลือเชื่อ เพียงไม่กี่อึดใจเคสเทรลก็จับตัวทหารนายหนึ่งที่รั้งท้ายแถวโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวสักนิด แม้แต่ทหารโชคร้ายที่ถูกจับก็ยังประหลาดใจที่ถูกจับมาได้อย่างไร เขาดิ้นรนต่อสู้เพียงเล็กน้อยก่อนที่จะยอมรับความจริงว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมทำตามสิ่งที่คนแปลกหน้าพวกนี้ร้องขอ
“ถ้าพูดโกหก ฉันจะจับได้ทันทีแล้วนายก็จะถูกฆ่า ถ้าตอบช้า ไม่ตอบ หรือพยายามบ่ายเบี่ยง นายจะถูกฆ่า ถ้าไม่รู้ให้ตอบว่าไม่รู้ เข้าใจไหม”
“หาาา พวกแกเป็นใครกัน” ทหารร้องโวยวาย
“ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ฉันจะยกให้ เคสเทรลถ้ามันพูดนอกเรื่องอีกก็ฆ่าได้เลย”
“รับทราบ” เคสเทรลหยิบดาบของทหารขึ้นมาแกว่งเล่นแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขาคันไม้คันมือเต็มที่
“ก่อนอื่น… ที่นี่ที่ไหน ทวีปอะไร ปีอะไร” โซนาตาเริ่มคำถามจริง เซกันรู้สึกใจคอไม่ดี
“อาณาจักรเวนเซล ทวีปซีโรเปีย ปี 4011” แม้จะรู้สึกแปลกใจกับคำถาม แต่เชลยรายนี้ก็ตอบกลับไปโดยดี เขาคิดว่าชายกลุ่มนี้ออกจะเพี้ยน ๆ นิดหน่อยแต่ก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำ เพราะสายตาที่ไม่เป็นมิตรของเคสเทรลมันบอกได้ว่าเขาพร้อมลงมือทุกเมื่อหากได้คำตอบที่ไม่เข้าท่า
“นายเห็นยานของพวกเราใช่ไหม ยานสีขาวขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่บนฟ้า” เคสเทรลพยายามทำไม้ทำมืออธิบายรูปร่างยาน
ทหารที่เพิ่งนึกขึ้นได้ตกใจอ้าปากค้าง คนพวกนี้โดยสารมากับวัตถุสีขาวที่ปรากฏขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน
“พวกเราไม่ได้โจมตีเรือบินของพวกท่านนะ นั่นน่ะเป็นฝีมือของยัยเด็กนั่น พวกเราก็กำลังตามล่าเธออยู่” ทหารรีบแก้ตัวพัลวันเพราะกลัวจะถูกคิดบัญชีแทนตัวการที่แท้จริง
ทหารเล่าย้อนไปในเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มันเกี่ยวกับเด็กสาวที่แอบฝึกปรือเวทมนตร์แห่งแสงจนกระทั่งเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น โดมิเนเจ้าเมืองแห่งนี้เชื่อว่าเด็กสาวผู้นั้นจะเป็นผู้ทำให้สงครามโลกที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนี้ลุกลามมาจนถึงเวนเซล
“สงครามซีนครั้งที่สาม” โซนาตาขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าที่ห้องสมุดของอัลกราดจะมีบันทึกเกี่ยวกับสงครามคราวนี้ไว้เพียงเล็กน้อย
เมื่อแน่ใจว่าทหารรายนี้ไม่ได้มีข้อมูลอื่นที่เป็นประโยชน์อีก เคสเทรลจึงจัดการทุบเขาจนสลบและลากตัวออกไปทิ้งให้ห่างจากบริเวณนั้น
“ซีวี แอนเทอร์โลนา” เซกันทวนชื่อของหญิงสาวและเพิ่งจะระลึกได้ว่าเขาเคยได้อ่านเรื่องของเธอมาก่อนจากหนังสือที่ไหนสักเล่ม
“ผมนึกได้แล้วครับ! เธอคือสายเลือดเอลเลนนอสที่ยังหลงเหลืออยู่ในยุคนี้”
“เอลเลนนอส แบบเดียวกับดีวานน่ะเหรอ”
“คุณดีวานเป็นสายเลือดที่เจือจางที่ฝึกฝนจนพลังตื่นขึ้นครับ แต่ในยุคนี้ยังเหลือคนที่มีสายเลือดเข้มข้นอยู่ ถ้าจำไม่ผิดผมคิดว่าสงครามครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเทพปีศาจ โดยมีกองทัพมนุษย์ที่นำโดยสายเลือดเอลเลนนอสกับกองทัพปีศาจจากเนเธอร์เวิลด์” เซกันพยายามเค้นความจำสุดฤทธิ์แต่นั่นแทบจะเป็นทั้งหมดที่เขาพอจะนึกออกแล้ว
“แล้วเด็กที่ชื่อซีวีที่ยิงยานเราร่วงนั่นเกี่ยวอะไรกับสงครามที่ว่า” เคสเทรลพยายามปะติดปะต่อ
“ผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่ถ้าซีวี ฟังจากชื่อน่าจะเป็นหนึ่งในสายเลือดเอลเลนนอสจริง เธออาจจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับสงครามไม่ช้าก็เร็ว”
โซนาตาได้ยินแล้วก็ทำท่าครุ่นคิด เขากำลังนึกหาเหตุผลที่สายเลือดเทพคนนั้นโจมตีมิเนอร์วา จากที่ทหารเล่า เวนเซลนี้มีกฏห้ามการใช้เวทแสง ทำไมซีวีถึงจงใจใช้มันจนตัวเองต้องถูกตามล่า
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ถ้าเสาแสงมันไม่ใช่อาวุธของเมืองนี้ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะเข้าไปยุ่งมากไปกว่านี้” จากนั้นเคสเทรลก็เสนอว่าควรจะหยุดทุกอย่าง เพราะหากข้องเกี่ยวกับคนพวกนี้ต่อไปมันคงไม่แคล้วที่พวกเขาจะถูกลากเข้าไปในสงครามครั้งใหญ่แน่
แต่โซนาตาหยุดความสนใจที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ คำว่าสงคราม โดยเฉพาะมหาสงครามที่สะเทือนไปทั้งโลกแบบนี้ มันจะต้องทำให้เขาได้พบการผจญภัย รวมถึงเจอคนที่มีความสามารถที่กำลังหาอยู่อย่างแน่นอน
…กองทัพพันธมิตรมนุษย์ปะทะกองทัพปีศาจอย่างนั้นเหรอ…
โซนาตากระตุกมุมปากเกือบจะยิ้มออกมา เลือดนักผจญภัยในตัวสูบฉีดมากกว่าเดิม
“ว่าแต่…” เคสเทรลแน่ใจว่าโซนาตากำลังวางแผนอะไรสักอย่าง แต่เขาต้องถามเพื่อยืนยันให้แน่ใจเป็นครั้งสุดท้าย “นายรู้ใช่ไหม เรื่องนี้ ถ้าเราเข้าไปยุ่งอีก มันจะส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ของซีน”
“อื้อ… และฉันก็คิดแล้วว่าเราเลี่ยงเรื่องยุ่ง ๆ ไปไม่ได้นานหรอก นึกดู ตั้งแต่เราถูกดึงไปปี 9594 ไม่สิ.. ตั้งแต่ที่พวกเซอร์เรียนเข้ามายุ่งกับดาวดวงนี้ มันก็ไม่มีอะไรที่เป็นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงอีกแล้ว และที่สำคัญคือต่อให้แก้ประวัติศาสตร์ไปเรื่อย ๆ ยังไงของที่มีอยู่แล้วก็ไม่หายไปหรอก”
“หมายความว่ายังไงเหรอครับ” เซกันได้ฟังเข้าก็ขมวดคิ้ว เขาไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการข้ามเวลานัก แต่ก็เคยเข้าใจว่า หากสิ่งหนึ่งถูกทำลายในอดีตมันก็น่าจะส่งผลไปถึงอนาคตด้วย
“หมายความว่าต่อให้เราแก้ประวัติศาสตร์จนเวเนในอนาคตไม่มีโอกาสเกิดขึ้น แต่สำหรับพวกเราที่เวเนกลายเป็นความเป็นจริงไปแล้วก็จะไม่เปลี่ยนไปหรอก มันจะมีทั้งอนาคตที่เธอหายไป และอนาคตทีี่เธอกลายเป็นพวกของเราไปแล้ว อนาคตน่ะมันเป็นไปได้หลายแบบไงล่ะ”
เซกันยังไม่แน่ใจว่าเขาตามทันนัก แต่เขาก็พยักหน้ารับรู้ เรื่องหนัก ๆ แบบนี้คิดไปก็ป่วยการ ถ้าลูกพี่ใหญ่อย่างโซนาตาบอกว่าดีแล้ว หรือไม่มีปัญหา เขาก็เห็นดีตาม
เมื่อสรุปแบบนั้นโซนาตาตัดสินใจต่อโดยไม่ได้ถามความเห็นของสหายทั้งสองเพิ่มอีก เขาอยากจะเห็นหน้าเด็กที่ชื่อซีวีนั่นสักครั้ง เคสเทรลที่สังหรณ์ใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องจะต้องลงเอยแบบนี้ ทำได้เพียงมองหน้าเซกันและส่ายหน้าอย่างปลง ๆ
“ถ้าเด็กคนนั้นมีผลต่อสงครามจริงและเราได้ตัวเธอมาก่อนก็น่าจะใช้ทำอะไรได้ไม่น้อยเลย” โซนาตาหัวเราะแฝงความชั่วร้าย
เมื่อคิดว่าจะได้แก้แค้นยัยเด็กที่บังอาจมายิงยานของเขาจนร่วง แถมยังใช้ประโยชน์จากเธอได้อีก มันก็ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
เวลาเกือบจะเช้าแล้ว สามสหายจึงพักเอาแรงกันสักนิดก่อนออกเดินทางต่อ โชคดีที่เซกันพบกับบ้านพักที่นักเดินทางมักจะใช้เป็นจุดแวะพักอาศัย คืนนี้พวกเขาจึงหมดปัญหาเรื่องที่พักแรมไป
ไม่นานนักหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้น ทั้งสามก็ออกเดินทางต่อในทันที รอยเท้าของคนและม้าจำนวนหลายรอยทำให้พวกโซนาตาสามารถแกะรอยตามไปได้อย่างไม่ยากเย็น พวกเขาเดินป่ากันอย่างไม่รีบเร่ง ด้วยพละกำลังและความสามารถ ฝีเท้าของพวกเขาเร็วกว่าฝีเท้าของคนทั่วไป
ด้วยความเร็วขนาดนี้ก็น่าจะพบกับพวกทหารก่อนที่พวกนั้นจะเข้าถึงตัวเด็กสาว