Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 126: หนุ่มโฉดกับสาวดื้อ
ลึกเข้าไปในใจกลางป่า เด็กสาวที่มอมแมมและเนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลถลอกพยายามข่มตาหลับหลังจากที่เธอจุดกองไฟเพื่อขับไล่ความมืดและสัตว์ร้ายโดยลืมนึกไปว่าเธอกำลังถูกตามล่าและไฟจะดึงดูดพวกคนเหล่านั้นมา
“เทพแห่งอะไรก็ช่าง โปรดช่วยข้าให้รอดจากการตามล่านี่ด้วยเถอะ” เธอพูดประโยคสุดท้ายก่อนที่จะหลับตาลง
น้ำตาแห่งความกลัวและความเหงากำลังจะไหลริน แต่ยังไม่ทันจะร้องออกมาจริง ๆ ครู่ต่อมาเธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวจากเสียงดังราวกับป่าแตก
เสียงของกลุ่มชายฉกรรจ์หลายสิบคน เสียงปะทะกันของโลหะและเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังไปทั่วบริเวณ ในเสี้ยวหนึ่งของความคิดเธอคิดว่าเธอคงจะถูกพบแล้ว ภาพในหัวจินตนาการว่าตนเองกำลังจะถูกจับกลับไปรับโทษ เด็กสาวอย่างเธอไม่มีทางหนีรอดทหารที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี
…มันจบสิ้นแล้ว…
แต่เมื่อลองตั้งสติให้ดี ซีวีก็พบว่าเสียงดังกล่าวมันผิดปกติ มันเป็นเสียงของการต่อสู้กันของคนหลายคน ถ้าพวกทหารจะเข้ามาจับเธอ แล้วเขากำลังสู้กับใครกันล่ะ
“โจรป่า! เดวัล? หรือว่าทหารที่ตามมาจับเราเจอกับตัวอันตรายเข้า” ซีวีจินตนาการเป็นเรื่องเป็นราว
“อ๊ะ จริงด้วย! งั้นตอนนี้ต้องหนีสินะ” คิดได้ดังนั้นซีวีก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง แต่มันไม่ง่ายเลยเพราะขาทั้งคู่ของเธอนั้นหนักอึ้งจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดหลายวัน
พลักก…
ร่างเล็ก ๆ ของซีวีปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างจนเซถอยหลัง ต้นไม้เหรอ เธอมั่นใจว่าไม่ใช่ ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับชนเข้ากับมนุษย์มากกว่า ก่อนที่จะล้มก้นจ้ำเบ้า มือข้างนึงก็ประคองร่างที่เบาหวิวของซีวีเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว
“ซีวี แอนเทอร์โลนา” ชายหนุ่มผิวขาวผมดำร่างสูงโปร่งพูดขึ้น ประโยคที่ออกจากปากเป็นทั้งคำถามและประโยคบอกเล่าพร้อม ๆ กัน เขาแน่ใจว่าคงไม่มีผู้หญิงคนอื่นที่หนีการตามล่าของทหารเวนเซลอยู่แถวนี้นอกจากเธอ
“ท่าน” ซีวีตกใจมองใบหน้านั้นแทบไม่กะพริบตา ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้กับเธอมาก
“รอตรงนี้” อีกฝ่ายออกคำสั่ง แม้จะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่ซีวีก็พยักหน้าหงึกหงักรับคำแต่โดยดี
“แกจะเป็นใครไม่รู้หรอก แต่คิดผิดแล้ว เข้ามายุ่งกับเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง” กราโดโกรธจัดเมื่อเห็นลูกน้องนับสิบรายของตนหมดสภาพในพริบตาด้วยฝีมือของชายแปลกหน้าเพียงสามคนเท่านั้น
“คุณเอาชนะพวกเราไม่ได้หรอกครับ” เซกันซัดทหารคนสุดท้ายนอกจากกราโดจนลงไปจูบพื้น แม้จะฟันทั้งที่สวมปลอกดาบอยู่ แต่เสียงที่ดังมากชวนให้คิดว่าไม่น่าแปลกที่เหยื่อจะกระดูกหักไปบ้าง
“อย่าคิดว่ากราโดอัศวินอันดับหนึ่งผู้นี้จะเหมือนเจ้าพวกนี้นะ” กราโดเงื้อดาบใส่โซนาตา
เป็นเพลงดาบที่ร้ายกาจไม่เบา การที่เขาเรียกตัวเองว่าเป็นอัศวินอันดับหนึ่งของเวนเซลไม่ได้เป็นการยกยอจนเกินจริง กราโดแข็งแกร่งมากอาจจะแทบไม่ต่างจากพาลาดินของเอเทเซียเลยด้วยซ้ำ
แต่มันใช้อะไรกับโซนาตาไม่ได้ เขาเบี่ยงหลบคมดาบของอัศวินอย่างไม่ยี่หระ และเมื่อเบื่อที่จะหลบโซนาตาก็หันมาใช้นิ้วเดียวหยุดคมดาบนั้นไว้ได้อย่างอัศจรรย์
กราโดประหลาดใจกับภาพที่เห็น เขาดันดาบต่อไปแต่ก็ถูกฝ่ายนั้นกดกลับมาเฉย ทั้งที่ใช้สองมือกดดาบจนสุดแรงแต่มันไม่มีสักนิดที่จะขยับ เขาทำไม่ได้แม้แต่จะฝากรอยบาดเล็ก ๆ ไว้ที่นิ้วชี้ขวาของโซนาตา
ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้กราโดตั้งสติและวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ถึงจะดูแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดแต่เขาก็เคยพบเห็นนักรบที่ใช้ทักษะที่คล้ายกัน มันคือเทคนิคที่รวบรวม “จิตต่อสู้” มารวมไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่าง วิชานี้สามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นราวกับเหล็กกล้าหรือแม้แต่ใช้มือเปล่าโจมตีแทนอาวุธ
…ถึงกระนั้นการใช้นิ้วเดียวหยุดดาบของกราโดผู้นี้ มันบ้าเกินไปแล้ว…
กราโดไม่เคยพบเคยเห็นผู้ที่มีจิตต่อสู้เข้มแข็งขนาดนี้มาก่อน มันเป็นเรื่องที่ไม่อยากยอมรับแต่โซนาตาอาจจะเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยพบมาด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่วิธีต่อสู้แบบอื่นนอกจากเชื่อมั่นในชั้นเชิงดาบของตนเท่านั้น
เขาแน่ใจว่าศัตรูตรงหน้าไม่สามารถใช้ลูกเล่นแบบนี้ได้ตลอดไป จึงระดมฟาดดาบลงไปตามตำแหน่งต่าง ๆ อย่างไม่ยั้ง กราโดหวังว่าโซนาตาจะไม่สามารถป้องกันได้เสียทุกครั้งไป
กราโดโจมตีต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว เพลงดาบที่เฉียบคมนั้นถ้าเป็นคนทั่วไปคงจะถึงฆาตไปแล้วตัั้งแต่การโจมตีครั้งแรก ๆ แต่โซนาตาก็ยังคงใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวปัดป้องไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โซนาตาเริ่มชินกับเพลงดาบของกราโดที่เริ่มจะวนกลับไปใช้รูปแบบการโจมตีเดิม ๆ หลังจากที่กราโดงัดทุกอย่างออกมาใช้แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ โซนาตาที่เริ่มเบื่อจึงเปิดฉากโจมตีบ้าง เขาปล่อยหมัดอัดลำตัวคู่ต่อสู้ราวกับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยว่าเป้าหมายนั้นสวมใส่เกราะเหล็กหนาอย่างดีป้องกันไว้
“หลบไปซะ นี่มันไม่เกี่ยวกับแกเลย ข้าต้องการแค่หัวของนาง”
“ไม่ใช่ว่าจะจับตัวไปสอบสวนก่อนเหรอ” โซนาตาแกล้งถาม ไม่ว่ากราโดจะตอบยังไงเขาก็ไม่คิดจะคืนตัวให้
“ไม่จำเป็น ถ้าท่านโดมิเนบอกว่านางสมควรตาย หน้าที่ของข้าก็คือสังหารนาง”
“นั่นก็คือต่อให้นายแพ้ ก็คงไม่ยอมรามือสินะ”
“แน่นอน จนกว่าจะได้….”
ตูมมมมม
โซนาตาเบื่อที่จะคุยด้วยต่อจึงตัดสินใจปิดฉากด้วยกำปั้นที่เร็วจนกราโดมองไม่เห็น
โซนาตายั้งมือแล้ว แต่การโจมตีก็ยังแรงพอที่จะทำให้ร่างของกราโดงอขดเหมือนกุ้ง เกราะเหล็กแผ่นใหญ่ที่ปกป้องช่วงอกของเขาถูกทะลวงแตกกระจายเหมือนของเล่น อัศวินอันดับหนึ่งของอาณาจักรลอยละลิ่วไปหลายช่วงตัวก่อนที่จะล้มลงและกระอักเลือดตายในทันที
เซกันและเคสเทรลมองดูการต่อสู้นั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหมือนกับรู้ดีว่าผลที่ออกมาไม่มีทางเป็นอื่นนอกจากนี้ไปได้ ทุกคนมัวแต่สนใจการต่อสู้จนเกือบจะลืมเด็กสาวอีกคนที่นั่งหมดแรงดูการต่อสู้นั้นมาตั้งแต่ต้นเช่นกัน
“ว้าวว สุดยอดเลย” ซีวีพูดทั้งที่มือยังปิดปาก
“เสาแสง…” โซนาตาหันมาสนใจที่เธออีกครั้ง “ฝีมือเธอใช่ไหม”
ประโยคที่ตามมาทำให้ซีวีใจหายวูบเธอรู้สึกว่ามันมีกลิ่นของความแค้นเจือปนอยู่เล็กน้อย
“เอ่อ… คือข้า” ซีวีหลบสายตา
โซนาตาจับหัวเธอและหมุนให้มาจ้องตากับเขา ด้วยความตกใจเธอดิ้นรนพยายามผลักเขาออกไปให้พ้นแต่ก็ไม่อาจสู้แรงยักษ์แรงมารของโซนาตาได้ หลังจากจ้องตากันสักพักโซนาตาก็มั่นใจว่าคนที่เขาหาคือเธอไม่ผิดตัวแน่ เขารู้สึกถึงพลังเวทมนตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธออย่างมหาศาลเพียงแต่มันยังขาดการขัดเกลาเท่านั้น
ยิ่งเพ่งพินิจโซนาตาก็พบว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าแม้จะดูมอมแมมราวกับลูกแมวที่ถูกทิ้ง แต่เธอก็มีโครงหน้าและผิวพรรณที่งดงาม โซนาตาแน่ใจว่าหากได้ล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนชุดซะใหม่เธอต้องดูสวยขึ้นจนผิดตาแน่
“ปล่อยข้านะ เอามือออกไปได้แล้ว ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ” หญิงสาวดิ้นรนหนี แต่มือของชายหนุ่มราวกับมีแม่เหล็กดูดเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่เหมือนไม่ได้ออกแรงแต่เธอกลับไม่สามารถขัดขืนได้เลยสักนิด
“อย่าดิ้น! เดี๋ยวก็เชือดทิ้งซะหรอก” ไม่มีใครรู้ว่าโซนาตาหมายความอย่างที่พูดรึเปล่าแต่ซีวีก็รู้สึกกลัวจนไม่กล้าขยับตัว
เซกันเห็นซีวีที่กำลังเสียขวัญก็รู้สึกสงสาร
“เอ่อ… คุณโซนาตาครับ” เซกันรวบรวมความกล้าพูดขัด “นี่น่าจะไม่ใช่เวลามาทำแบบนี้ไม่ใช่เหรอครับ”
โซนาตาได้ยินเข้าก็ยักไหล่ก่อนที่จะปล่อยมือที่ยึดหัวสาวน้อยเอาไว้ หญิงสาวที่ได้รับอิสรภาพทำท่าจะหนีอีกครั้งแต่ก็ถูกขวางโดยเคสเทรลที่เข้ามายืนขวางโดยพลัน
“อย่าเพิ่งรีบร้อน เรายังคุยกันไม่จบ” เคสเทรลขู่เธอด้วยท่าทางและแววตาที่น่ากลัวยิ่งกว่าโซนาตาอีก
คืนนั้นคณะของทั้งสี่ก็ก่อไฟและตั้งค่ายพักแบบง่าย ๆ ในป่าบริเวณนั้นเอง ซีวีเพิ่งสังเกตเห็นว่าทหารทุกคนที่ถูกชายทั้งสามเล่นงาน นอกจากกราโดแล้วก็ไม่มีใครบาดเจ็บถึงชีวิตสักคน และเมื่อพวกเขารู้สึกตัว โซนาตาก็ปล่อยให้คนเหล่านั้นหนีเตลิดไปโดยไม่ได้ทำอะไรอีก
“เอาศพหัวหน้าพวกแกไปด้วย แล้วคงไม่ต้องเตือนสินะว่าถ้าเห็นหน้าพวกแกอีกครั้งมันจะเป็นยังไง” เคสเทรลทิ้งท้ายพร้อมกับสลายหินก้อนโตให้ชมเป็นของแถมก่อนกลับ แน่นอน ทหารพวกนั้นวิ่งหนีกันแทบไม่คิดชีวิต
การปล่อยทหารกลับไปทำให้ซีวีรู้สึกไว้ใจชายแปลกหน้าทั้งสามมากขึ้น อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใช่คนโหดร้ายป่าเถื่อนที่ฆ่าคนไม่เลือกหน้า
ทั้งที่ความจริงแล้วสาเหตุเดียวที่โซนาตาไม่ได้ฆ่าพวกคนเหล่านั้นทิ้ง มีเพียงเพราะว่าเขาไม่อยากให้มีป่าเต็มไปด้วยศพเกลื่อนกลาดจนพักแรมไม่สะดวก
ในตอนนั้นเอง ซีวีจึงเล่าเรื่องของเธออย่างละเอียด เริ่มจากวันที่จิลนาเพื่อนสนิทของเธอได้ชักชวนให้มาทดลองฝึกฝนเวทมนตร์ทั้งที่ประเทศของเธอมีข้อห้ามเอาไว้
ซีวีก็ไม่รู้เหตุผลชัดเจน ประเทศเวนเซลหวาดกลัวการใช้เวทมนตร์ธาตุแสง ล่ำลือว่า “โดมิเน” ผู้ปกครองเมืองในขณะนี้มีพลังในการมองเห็นนิมิต เธอเชื่อว่าผู้ที่ใช้พลังแห่งแสงจะเป็นจุดเริ่มต้นของมหันตภัยของประเทศ
ไม่มีใครกล้าตั้งข้อสงสัยในกฎหมายพิลึก หรือต่อให้เคลือบแคลงก็ไม่มีใครกล้าไปงัดข้อกับเจ้าเมือง จะมีพวกที่กล้าลองของก็คงจะเป็นพวกคึกคะนองแบบจิลนา เธอไม่เข้าใจว่าแค่การฝึกฝนเวทธาตุแสงมันจะทำให้เกิดเรื่องใหญ่ได้อย่างไร และวันหนึ่งเธอก็ตื้อจนซีวียอมช่วยเธอทำการทดสอบ
แม้แต่จิลนาก็คงไม่คาดคิด ทันทีที่ซีวีร่ายคาถามันก็ปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอขึ้นมา ในวิหารเก่าที่ทั้งคู่ใช้แอบฝึกเวทมนตร์ เสาแสงได้ก่อตัวขึ้นโดยที่ซีวีไม่สามารถควบคุมได้ มันทำให้ชีวิตของเธอไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป…
ใครจะไปคาดคิดว่าคาถาที่เธอไม่รู้ความหมายด้วยซ้ำจะทำให้เกิดเสาแสงแบบนั้นขึ้น แถมยังปะเหมาะเคราะห์ร้ายยิงไปถูกอะไรไม่โดน ดันไปโดนเข้ากับมิเนอร์วาในขณะที่เพิ่งเดินทางมาถึงยุคนี้
เป็นความบังเอิญหนึ่งในไม่รู้กี่ล้านล้าน ท้องฟ้าออกจากกว้างใหญ่ และเดิมทีมิเนอร์วาก็มีสนามพลังป้องกันตัว มันเป็นเวลาสั้น ๆ ที่สนามพลังจะไม่ทำงานหลังจากการข้ามเวลา แต่เสาแสงของซีวีก็ดันอยู่ตรงนั้นถูกที่ถูกเวลาเสียเหลือเกิน
เรื่องที่ซีวีเล่ามันยิ่งทำให้เซกันแน่ใจว่าเธอคือสายเลือดเอลเลนนอส บางทีเธออาจจะเป็นทายาทของเทพที่เกี่ยวข้องกับแสงสว่าง การที่เธอลองใช้เวทธาตุแสงเป็นครั้งแรกมันจึงได้กระตุ้นให้พลังแฝงของเธอตื่นขึ้น
คราวนี้ก็เป็นฝ่ายโซนาตาที่เล่าบ้าง แต่แทนที่จะอธิบายอย่างละเอียดเขากลับแค่เล่าที่บทสรุป
“พวกเรามาจากที่ไกลแสนไกล แต่ยานของพวกเราเพิ่งจะมาถึงก็โดนเวทแสงของเธอนั่นพอดี”
“ก็บอกไปแล้วว่าข้าไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย” ซีวีประท้วง เสียงแผ่ว มองหน้าผู้ชายแปลกหน้าสามคนที่จ้องเธอเป็นตาเดียว นี่เป็นสถานการณ์ที่่ไม่คุ้นเคยและน่าอึดอัด ปากละล่ำละลักพูดความคิดที่ไหลออกมาจากสมอง “ที่สำคัญก็คือปกติบนท้องฟ้าแบบนั้นมันไม่ควรจะยิงไปโดนอะไรเข้าไม่ใช่เหรอ”
“อย่ามาเฉไฉ ถ้าเธอเขวี้ยงหินไปโดนหัวใครเข้า เธอจะอ้างหรือเปล่าว่าปกติตรงนั้นไม่มีควรมีใครอยู่ ยังไงเธอก็เลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้หรอก” โซนาตาแย้ง ส่วนซีวีก็คิดจนหัวหมุนที่จะปฏิเสธคำพูดแบบเอาแต่ใจเหมือนเด็ก ๆ ของเขา
“แล้วจะให้ข้าชดใช้อย่างไร” เธอถามแบบไม่เต็มเสียง สะอื้นในคอเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
“เราอยากร่วมสงคราม เลยคิดว่าถ้าพาคนที่มีสายเลือดเอลเลนนอสไปส่งให้กองทัพพันธมิตร มันน่าจะทำให้คุยง่ายขึ้น” เคสเทรลชิงเฉลยความตั้งใจของโซนาตาเพราะเบื่อตะล่อมวกไปวนมา แถมเขารู้สึกว่าเธอไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของพวกเขาและคิดวกวนหลายอย่างอยู่ในหัวจนจะสติแตกแล้ว
“สงคราม? สายเลือดเอลเลนนอส หมายถึงข้าน่ะเหรอ?” ซีวีตาโต คิดว่าเธอหูฝาด
เซกันช่วยย้ำอีกคนด้วยน้ำเสียงและท่าทีสุภาพบุรุษสุด ๆ ทำให้เธอเริ่มเบาใจว่าจะไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับตัวเอง และสิ่งที่ได้ยินมากับหูถูกต้อง
ซีวีอยากปฏิเสธว่าพวกเขาแค่คิดเองเออเองไปเท่านั้น แต่เรื่องที่ตนอาจจะมีสายเลือดเทพก็อาจตอบคำถามที่ว่าทำไมเด็กสาวธรรมดา ๆ อย่างเธอกลับสามารถร่ายเวทมนตร์สร้างเสาแสงแบบนั้นขึ้นมาได้
ตลอดการเดินทางรอนแรมในป่า ซีวีพยายามหนีนับครั้งไม่ถ้วน แต่มันไม่ง่ายเลยเพราะชายทั้งสามราวกับมีหูผีจมูกมดไม่ว่าเธอจะทำอะไร ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ทันท่วงทีและขัดขวางไว้ได้ตลอด โซนาตาที่รู้สึกรำคาญใช้เชือกประหลาดผูกมือของทั้งคู่เอาไว้ด้วยกันทำให้ซีวียิ่งรู้สึกอึดอัดขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ที่เธอพยายามหนีไม่ใช่เพราะคิดว่าคนเหล่านี้เป็นคนร้าย ในทางตรงข้ามเธอกลับสำนึกบุญคุณของพวกเขาที่ได้ช่วยเธอเอาไว้ด้วยซ้ำ แต่การที่จะต้องถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามอะไรก็ไม่รู้ แถมยังถูกพาตัวไปเหมือนกับเป็นของขวัญชิ้นหนึ่งเป็นตลกร้ายเกินไปสำหรับเธอ
“ขอโทษนะครับ แต่คุณอย่าพยายามหนีอีกเลย” เซกันเห็นซีวีพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายที่จะแกะเครื่องพันธนาการออก
ในขณะที่โซนาตาเห็นเธอทำหน้าหงิกหน้างอก็ยิ่งนึกสนุกอยากแกล้ง
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ เจ้าพวกบ้า” เด็กสาวหันมาออกฤทธิ์ใส่เขาอีกครั้งแต่ก็ถูกชายหนุ่มจับมาหมุนเล่นจนโลกหมุน
“เลิกดื้อสักทียัยบ๊องนี่ ทำตัวให้มันน่ารักหน่อยได้ไหม”
“ไอ้เจ้าบ้า! ปล่อยข้านะ” ซีวีได้ยินก็ยิ่งโวยวายลั่น
แม้จะพยายามขัดขืนในช่วงแรก แต่ความเป็นปฏิปักษ์ของทั้งสองฝ่ายก็คงอยู่ไม่นานอย่างที่เคสเทรลและเซกันคาดไว้ ซีวีคิดได้ว่าอย่างน้อยที่สุดการเดินทางกับคนกลุ่มนี้ก็จะช่วยไม่ให้เธอถูกจับกลับไปรับโทษ เธอควรจะมองว่านี่เป็นโชคของตัวเองด้วยซ้ำ
โซนาตามองออกว่าซีวีล้มเลิกความตั้งใจที่จะหลบหนี เขาเองก็เลิกพันธนาการเธอแล้วด้วยเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายตกลงว่าจะร่วมเดินทางด้วยกันโดยจะไม่มีการฝืนบังคับกันอีก
“จะสอนวิชาให้ข้าเหรอ” ซีวีถามย้ำ เธอไม่ได้คาดหวังอะไรแบบนี้ในตอนที่รับปากจะเดินทางไปด้วย
“ฉันสัญญาว่าจะปกป้องเธอ แต่ถ้าเธอเองสามารถดูแลตัวเองได้ด้วย มันน่าจะปลอดภัยกว่า”
“ถ้าคุณต้องการ ผมก็จะช่วยด้วยอีกแรงนะครับ” เซกันก็เสนอความช่วยเหลือด้วยอีกคน มีแค่เคสเทรลเท่านั้นที่คิดว่าเรื่องนี้มันค่อนข้างน่ารำคาญ