Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 128: คนที่หลีกเลี่ยงสงครามคือคนที่รู้ว่าถ้าสู้แล้วจะแพ้
- Home
- Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา
- บทที่ 128: คนที่หลีกเลี่ยงสงครามคือคนที่รู้ว่าถ้าสู้แล้วจะแพ้
ทั้งสี่รอนแรมอยู่ในป่าหลายวันหลายคืนแต่ในที่สุดพวกเขาพบกับทางออก เบื้องหน้าคือถนนลูกรังที่ทอดยาวซ้ายและขวาสุดสายตา เซกันเดาว่าจุดหมายปลายทางก็คงไม่ห่างออกไป
โซนาตา ซีวี เซกัน และเคสเทรลต้องผ่านหมู่บ้านหลายต่อหลายแห่งที่เปลี่ยนสภาพไปจากผลของสงคราม บางหมู่บ้านแทบจะกลายเป็นหมู่บ้านร้าง คนหนุ่มถูกเกณฑ์ไปร่วมรบ คนแก่ เด็กและผู้หญิงที่โชคดีหน่อยก็สามารถย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่ที่ปลอดภัยกว่า แต่ก็มีคนแก่ คนเจ็บ และคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกไม่น้อยที่ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังจนกลายเป็นภาพที่น่าสลดใจ
“สงครามขยายมาถึงที่นี่แล้วเหรอ แบบนี้อีกไม่นาน...” ซีวีรู้สึกใจเสีย เธออาจไม่มีโอกาสได้กลับไปเวนเซลอีก แต่ก็ยังภาวนาไม่ให้สงครามลุกลามจนไปถึงที่นั่น
ที่บ้านหลังหนึ่งเซกันและโซนาตารู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดได้เกือบจะพร้อมกัน โดยไม่ต้องเสียเวลานัดแนะซีวีทิ้งระยะจากข้างหลัง ส่วนหนุ่ม ๆ ทั้งสามก็ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็แน่ใจว่าที่บ้านแห่งนี้ไม่หลงเหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ อยู่แล้ว
เซกันคือคนแรกที่บุกเข้าไปดูให้เห็นกับตา มันเป็นไปอย่างที่คาด บ้านหลังเล็ก ๆ นี้เต็มไปร่องรอยจากการต่อสู้ คราบเลือด และตรงกลางห้องก็ยังมีร่างของชายหนึ่งหญิงหนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่
“ยังอุ่นอยู่เลย ทั้งคู่เพิ่งเสียชีวิตครับ” เซกันเม้มปากด้วยความเจ็บใจ ถ้าเขามาถึงที่นี่เร็วกว่านี้อีกนิด เรื่องแบบนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น ฝีมือพวกปีศาจเหรอ” ซีวียังกล้า ๆ กลัว ๆ แต่เธอก็ย่องตามมาดูด้วย
“ไม่รู้สิ” เคสเทรลตอบ “อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้”
“บ้านหลังนี้มีเด็ก” โซนาตากวาดตามองถ้วยชามที่ล้มระเนระนาด เขาเห็นถ้วยและแก้วที่เล็กกว่าอีกสองอัน และในห้องนอนก็ยังมีเตียงที่เล็กกว่าเตียงอื่นอีกด้วย
“มีเด็ก แต่ไม่มีศพ… เด็กถูกจับไป” เซกันว่ายังไม่ทันจบประโยคดีก็วิ่งบึ่งออกไปทันที “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวจะรีบกลับมา”
“ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ” โซนาตาออกคำสั่ง
สำหรับเซกันที่อยู่ในป่าจนคุ้นชิน ร่องรอยที่ผู้ลักพาตัวเหลือไว้มันไม่ต่างกับป้ายชี้ทางขนาดยักษ์ เขาสามารถบอกจำนวน ระยะเวลา ทิศทาง ได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งยังบอกได้ด้วยว่าพวกนี้ไม่ใช่ปีศาจอย่างที่ซีวีกังวลใจ
“ว่าไงนะ ไม่ใช่ปีศาจงั้นเหรอ” ซีวีวิ่งจ้ำตามมาติด ๆ เหลือเชื่อที่เธอวิ่งทันคนทั้งสามได้
“จากรอยรองเท้า ระยะก้าว การเดินผิดปกติเพราะต้องแบกเด็กไปด้วย ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นมนุษย์ครับ”
“ในช่วงสงครามแบบนี้เนี่ยนะ มนุษย์กับมนุษย์จะยัง…”
“แปลกตรงไหน ช่วงเวลาสงครามแบบนี้แหละที่พวกนักฉวยโอกาสชอบ ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับกองทัพปีศาจ มันเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะปล้นไม่ใช่เหรอ” โซนาตาหัวเราะในลำคอ
“มีแต่คนนิสัยไม่ดีอย่างเจ้านั่นแหละถึงจะคิดแบบนั้น” ซีวีอดไม่ได้ที่จะต่อปากต่อคำ
ทันทีที่ถึงคฤหาสน์ร้างที่พวกโจรใช้เป็นที่ซ่อน สามรายที่เฝ้ายามถูกโซนาตา เคสเทรล และเซกันอัดจนหมอบไปก่อน จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันออกไป
คฤหาสน์หลังนี้มีขนาดใหญ่โต แต่มันก็ไม่ใหญ่พอจะถ่วงเวลาได้ เซกันคือคนแรกที่เจอกับพวกโจรเพิ่ม นอกจากนั้นหนึ่งในนั้นก็แบกเด็กที่หมดสติอยู่ด้วย
“คนนี้หน้าตาดี อย่าให้มันฟกช้ำที่หน้านะ เดี๋ยวเสียราคา” โจรร่างท้วมพูดกับโจรอีกราย พวกเขามองไม่เห็นว่าเซกันกำลังพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง เขาซัดทั้งคู่ล้มพร้อมกับอุ้มเด็กเอาไว้ก่อนที่จะร่วงลงพื้น
โจรสิบรายตั้งแต่หัวแถวยันลูกน้องถูกจัดการจนหมดอย่างรวดเร็ว พวกเขาเอาร่างที่หมดสติของพวกโจรมากองไว้รวมกันที่ห้องโถง ก่อนที่เซกันจะไปสำรวจห้องใต้ดินและพบว่าที่นี่ยังมีเด็กถูกขังอยู่อีกมาก
“ไม่ต้องกลัวนะ พวกพี่มาช่วยแล้ว” ซีวีวิ่งแซงเซกันและเป็นคนแรกที่ถึงประตูห้องใต้ดิน แล้วไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ในมือของเธอมีกุญแจของห้องขังแล้วด้วย
“ช่วยด้วย ช่วยพวกเราด้วยนะคะ” เด็กหญิงอายุไม่น่าจะเกินสิบสามสิบสี่ร้องไห้ เขาดูค่อนข้างโตเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ
“หนูอยากกลับบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย แง้” เด็กชายหัวแดงร้องไห้เสียงดังจากนั้นอีกหลายคนก็เริ่มร้องตามเหมือนกับการร้องไห้เป็นโรคติดต่อ
“ไอ้พวกบ้านั่นจับมากี่คนกันเนี่ย” โซนาตาเป็นคนสุดท้ายที่มาถึง แต่เขาหยุดอยู่ที่หน้าประตูเพราะได้กลิ่นเหม็นอบอวลอยู่ในห้อง
“โหดร้าย” ซีวีน้ำตาคลอ เธอมองดูเด็ก ๆ ที่ดูอิดโรย ผอมโซและเกือบทุกคนยังมีร่องรอยถูกประทุษร้าย ไม่ต้องเดาเลยว่ามันเกิดจากฝีมือพวกโจรกลุ่มนี้นี่เอง
ขณะที่ซีวีกำลังไขกรงและช่วยเด็กให้ออกมาทีละห้อง ๆ เสียงร้องไห้ของเด็กก็ยังดังระงมไปทั่ว มีทั้งเสียงร้องจากความดีใจที่ได้รับความช่วยเหลือ เสียงร้องสะอื้นจากความเจ็บป่วย ทรมานหรือแม้แต่ความหิว เด็กบางคนก็น้ำตาแตกคิดถึงบ้านและครอบครัวที่เกือบจะคิดว่าคงไม่ได้พบอีกแล้ว
“เราต้องช่วยพาพวกเขาไปส่งบ้านนะคะ” ซีวีว่าในขณะที่เธอกำลังร่ายเวทรักษา นอกจากเวทธาตุแสงและไฟที่เธอเรียนรู้ได้เองโดยไม่มีใครสอน เวทมนตร์สำหรับรักษานี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เธอทำได้ดี
“บางคนก็ถูกลักพาตัวมาจากหมู่บ้านที่ห่างไกลครับ” เซกันสอบถามจากเด็กที่ค่อนข้างโต เด็กบางคนรู้จักกันเพราะถูกลักพาตัวมาจากละแวกเดียวกัน แต่ก็มีอีกเยอะที่มาจากที่อื่น ซ้ำร้ายคือเด็กบางคนก็บอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพวกเขามาจากที่ไหน
“เรื่องเด็กน่ะ ไว้ก่อนเถอะ จะทำยังไงกับพวกโจรพวกนี้ดี” เคสเทรลเปลี่ยนเรื่อง การที่อยู่ ๆ ก็เลิกคุยเรื่องของเด็กทั้งที่ยังไม่จบเรื่องดีทำให้ซีวีจ้องเขาตาเขียว
“เธอรักษาเด็กไป เซกัน นายช่วยดูให้หน่อยว่าพวกโจรมีเสบียงเหลือหรือเปล่า จะได้เอามาแจกให้เด็ก เสร็จธุระกับโจรแล้วค่อยพาเด็ก ๆ ไปส่งในหมู่บ้านใกล้ ๆ นี้” โซนาตาสั่งการอย่างรวดเร็วจากนั้นเขาและเคสเทรลก็หายออกไปด้วยกัน
โซนาตาและเคสเทรลช่วยกันขนร่างของโจรออกไป ทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเงียบเชียบ ซีวีแทบไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าร่างสิบร่างหายไปตั้งแต่เมื่อไร
“พวกเจ้าคงไม่ได้ฆ่าพวกเขานะ” ซีวีถามด้วยความกังวล ทั้งคู่ออกไปพร้อมกับโจรแต่กลับมาพร้อมกับของมีค่าอีกเล็กน้อย
“พวกเราไม่ฆ่าคนหรอก...” เคสเทรลหัวเราะ “คิดว่าฉันกับโซนาตาจะพูดอะไรงี่เง่าแบบนั้นเหรอ”
“ซีวี… พวกเราน่ะไม่ใช่ผู้พิทักษ์คุณธรรมนะ เราช่วยเด็กพวกนี้เพราะรู้ว่าเธอกับเซกันปล่อยไปไม่ได้ และเราก็แค่อยากช่วยเพื่อนเท่านั้น”
“แต่ว่า…”
“เราสอบสวนแล้ว พวกนั้นทำแบบนี้มานาน ปล้นฆ่า ลักพาตัว ค้ามนุษย์ ปล่อยไปมันก็จะกลับไปทำอีก”
“พวกเราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสิน เธอจะบอกแบบนั้นล่ะสิ” เคสเทรลขัดขึ้นราวกับเดาใจซีวีได้
“ในโลกที่ฉันจากมา กฎหมายน่ะถูกสร้างขึ้นโดยคนมีอำนาจเพื่อใช้ควบคุมคน มันอาจจะศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนที่มีอำนาจอยู่แล้ว แต่บ่อยครั้งมันกลับกลายเป็นเครื่องมือที่คนมีอำนาจนำมาใช้รังแกคนอ่อนแอเสียเอง… “ โซนาตาดึงให้ซีวีเข้าใจหลักความคิดของเขา พวกเขายังต้องเดินทางไปด้วยกัน เธอต้องเรียนรู้เอาไว้
“คนที่มีอำนาจคือคนที่ออกกฏยังไงล่ะ อย่างพวกเราแค่คนใดคนหนึ่งก็มีกำลังรบเท่ากับทั้งประเทศแล้ว ดังนั้นพวกเรานี่แหละคือกฎ” เคสเทรลเสริมให้สิ่งที่โซนาตาต้องการสื่อมีความชัดเจนขึ้น เพราะดูจากสีหน้าของซีวี เธอยังสรุปใจความสำคัญเองไม่ได้
“ตรรกะของพวกเจ้ามันบ้าบอและเข้าข้างตัวเองที่สุด” ซีวีขมวดคิ้ว เธอยอมรับเรื่องที่คนเข้มแข็งคือผู้ถูกต้องไม่ได้หรอก แม้ว่าตอนที่อยู่ที่เวนเซลเธอก็เคยเจอเรื่องแบบเดียวกันมาเหมือนกัน
มันเป็นความจริงที่ซีวีเคยเจอกับเรื่องที่คล้ายกันมาก่อน หลังจากโดมิเนยึดอำนาจ เธอก็เปลี่ยนแปลงกฎหมายมากมายเพื่อตนเอง มีกฎหมายมากมายที่ทุกคนตั้งข้อสงสัยว่ามันถูกต้องแล้วเหรอ แต่สุดท้ายพวกเขาก็แค่ก้มหน้ายอมรับมันเพราะมันคือกฎหมายนั่นเอง
…เพื่อความสงบเรียบร้อย… มันเป็นข้ออ้างที่ซีวีได้ยินบ่อยจนชินชา
ตามที่ตกลงกันเอาไว้กับซีวี เด็กทั้งหมดถูกพาไปส่งตัวที่หมู่บ้านที่อยู่ไม่ห่างออกไป ซีวีรู้สึกเป็นห่วงกลัวว่าพวกเด็กจะไม่ได้กลับถึงบ้าน แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านั้น
“มีคนรับช่วงต่อแล้ว วางใจเถอะครับ” เซกันพยายามปลอบ เขายังโบกมือลาพวกเด็ก ๆ ด้วยความใจหาย
“แต่ภาวะสงครามแบบนี้ ข้าไม่แน่ใจอะไรเลย” ซีวียังจำสีหน้าของผู้ใหญ่บ้านได้ดี ชายแก่ไม่เต็มใจรับภาระเลยสักนิด แต่เขาก็พูดไม่ได้เต็มปากเพราะเด็กบางคนในนั้นก็เป็นลูกหลานของคนหมู่บ้าน
“เข้าใจก็ดีแล้ว หมู่บ้านนี้เองก็ไม่ได้ไกลจากสงครามเลย พวกเขาอาจจะต้องทิ้งหมู่บ้านเมื่อไหร่ก็ได้” โซนาตาว่าพร้อมกับตบหัวของเธอเล่น
“อ้าววว แล้วทำไมถึงทิ้งพวกเด็ก ๆ ไว้ที่นั่นล่ะ” ซีวีทำท่าจะย้อนกลับไปหมู่บ้านแต่โซนาตารั้งเธอไว้
“พวกเราต้องรีบลงใต้เพื่อส่งตัวเธอ ถ้าอยากให้สงครามนี้จบเร็วที่สุดเราก็ยิ่งต้องเร่งเดินทาง”
ซีวีหวังว่าสิ่งที่โซนาตาพูดจะไม่ใช่แค่การปลอบใจ เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าแค่หญิงสาวคนเดียวแบบเธอจะช่วยทำให้สงครามนี้จบได้อย่างไร แต่เธอก็ทำได้แค่เชื่อเขา
ทุกครั้งที่ผ่านชุมชน โซนาตา เซกัน และเคสเทรลจะแวะเวียนเข้าไปในโรงเหล้าเสมอ แต่ละคนแทบจะไม่ได้แตะต้องเครื่องดื่มเลย พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคุยกับผู้คนเพื่อเก็บข้อมูลสถานการณ์ต่าง ๆ ในสงครามที่นับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
“กองทัพปีศาจที่นำโดยเซเลนอสกำลังเสียเปรียบ” ผู้เฒ่าคนหนึ่งเปิดปากเล่าให้ฟังหลังจากที่โซนาตาเลี้ยงเหล้าเขาไปหลายแก้ว “ข้าได้ยินว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจแข็งแกร่งกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า แต่พวกมันไม่มีผู้นำเลยได้แต่สู้อย่างสะเปะสะปะ มีเหรอที่จะเอาชนะกองทัพพันธมิตรมนุษย์ที่ล้วนแต่เป็นทหารกล้าที่รวบรวมมาจากทั่วโลก”
“ได้ยินมาว่าทางนั้นกำลังส่งคณะทูตไปต่อรอง ไม่รู้จะมาไม้ไหน” ชายแก่อีกคนเสริม
“ใครก็ดูออกว่าเจ้าพวกปีศาจต้องการถ่วงเวลา ป่านนี้แล้วยังจะมาเจรจาอะไรอีก” ขี้เมาอีกคนก็พูดขึ้นเช่นกัน
“ทัพหลวงอยู่ห่างจากที่นี่อีกไกลไหมลุง” โซนาตาเปลี่ยนเรื่อง
“ไปทุ่งราบทางตะวันออกเฉียงใต้จากที่นี่ไม่เกินสองวันก็ถึงแล้ว ว่าแต่พ่อหนุ่มจะไปทำไมเรอะ ตอนนี้ที่นั่นไม่ให้คนทั่วไปเข้าออกง่าย ๆ หรอกนะ” โซนาตาฟังแล้วไม่ได้กังวล นี่คือเหตุผลที่เขาพาตัวซีวีมาด้วยตั้งแต่แรก
“ดูนั่นสิครับ” เซกันกระซิบบอกให้โซนาตาดูกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาในโรงเหล้า คนกลุ่มนี้ทุกคนแต่งกายดูผิดแปลกจากชาวบ้าน นอกจากนั้นเคสเทรลก็มองเห็นว่ารถม้าที่จอดทิ้งไว้หน้าร้านมีธงสัญลักษณ์ของทัพปีศาจอีกด้วย
“คณะทูตจากเนเธอร์เวิลด์ที่คนเค้าล่ำลือกันสินะ นึกว่าจะเป็นพวกปีศาจซะอีก ดันเป็นพวกมนุษย์เหรอเนี่ย” เคสเทรลแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย
คณะทูตที่ว่าหยุดพักระหว่างทางที่เดียวกับพวกโซนาตา พวกโซนาตาจึงมีโอกาสได้สังเกตการเคลื่อนไหวง่ายขึ้น ซีวีแปลกใจที่ทุกคนทำไมถึงสนใจกลุ่มทูตกลุ่มนี้นัก รวมทั้งไม่เข้าใจด้วยว่าหากคนพวกนี้สามารถทำให้สงครามจบลงได้มันจะเสียหายอย่างไร
“เคยได้ยินไหมว่า คนที่หลีกเลี่ยงสงครามคือคนที่รู้ว่าถ้าสู้แล้วจะแพ้” โซนาตาเปิดประเด็นขึ้นทันทีหลังจากพวกเขาถึงห้องพัก
“ไม่จริงสักหน่อย สงครามมีแต่ความสูญเสีย คนสติดี ๆ ไม่กระโจนลงไปหรอกต่อให้แข็งแกร่งมากก็ตาม” ซีวีแย้ง “ใครจะไปบ้าสงครามแบบเจ้า”
“เธอมองในมุมมองของประชาชนน่ะสิ คนที่เขาเป็นผู้นำประเทศเขาไม่คิดแบบนี้กันหรอก” โซนาตาสวนกลับ “ ไม่อยากมีสงครามเรอะ ก็แน่ล่ะ เพราะว่ายังไม่มีกำลังเพียงพอน่ะสิ พอมีกองทัพที่เข้มแข็งก็ต้องหาเรื่องก่อสงครามขยายอำนาจอยู่ดี เพราะประเทศหนึ่ง ๆ จะมั่นคงต้องมีทั้งทรัพยากรและแสนยานุภาพทางการทหาร”
“แต่อย่างที่เธอว่ามาก็จริง ผู้ที่เกลียดกลัวสงครามก็มีไม่น้อย” เคสเทรลดึงคำพูดของซีวีมา และตั้งใจขยายเสริมสิ่งที่โซนาตาเพิ่งพูดไป “แต่ถ้ามีข้อเสนอที่ฟังดูดี คนที่กลัวหรือเกลียดก็พร้อมจะตะครุบโอกาสไว้อยู่แล้ว ฝ่ายเนเธอร์เวิลด์ถึงได้ส่งพวกนี้มา ดูท่าว่าทำแบบนี้คงเพื่อถ่วงเวลา…”
“พวกนั้นกำลังรออะไรอยู่เหรอครับ” เซกันถามด้วยความซื่อ
“เท่าที่ได้ยินมากองทัพเนเธอร์เวิลด์เกิดจากการใช้พลังพิเศษของผู้นำทัพควบคุม ถึงจะมีจำนวนมากและแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ลิบลับ แต่กลับเสียเปรียบเพราะว่าไม่สามารถรบอย่างมีแบบแผนได้ ถ้ามองจากแค่ตรงนี้สิ่งที่พวกนี้ต้องการอาจจะแค่การหาคนมาช่วยคุมกองทัพเหล่านี้” โซนาตาเดาจากสิ่งที่เขาได้รับรู้มาตลอดหลายวันนี้
“อืมม… แล้วยังไงต่อครับ” เซกันไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจรึเปล่า
“เมื่อต้องการหาคนมาช่วยคุม ก็คงแค่เจรจาเพื่อถ่วงเวลาไว้ ในอีกด้านหนึ่งก็คงพยายามชักจูงเหล่าราชาปีศาจกลุ่มต่าง ๆ ที่สูญเสียลูกน้องให้มาเข้าร่วมกับเขา”
การสนทนาระหว่างพวกเขาก็แค่การเดาแบบไม่มีหลักฐานใด ๆ มารองรับ แต่ซีวีรู้สึกไม่สบายใจกับการวิเคราะห์ของโซนาตาเลย แม้เขาจะย้ำเพิ่มตอนท้ายว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาจากข้อมูลเท่าที่มีเท่านั้น แต่ซีวีก็รู้สึกสังหรณ์ใจว่ามันจะเป็นอย่างที่เขาพูด
“ถ้าพวกราชาปีศาจเข้าร่วมกับกองทัพเนเธอร์เวิลด์ มนุษย์ก็จะแพ้สงครามสินะ” เสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวล
“ก็บอกแล้วว่าแค่เดา อย่าเพิ่งไปคิดมากไป ที่เรามั่นใจได้อยู่อย่างเดียวคือการส่งคณะทูตมา พวกนั้นก็แค่อยากจะซื้อเวลา…” โซนาตาลุกขึ้น “เดี๋ยวมานะ”
“เดี๋ยวสิ ยังคุยไม่จบเลย จะไปไหนน่ะ”
“ออกไปยืดเส้นยืดสายนิดหน่อย” เขาบิดขี้เกียจทิ้งท้าย เคสเทรลและเซกันลุกตามไปด้วยเพราะเดาออกว่าเขาจะทำอะไร
ครู่ต่อมาทั้งสามก็กลับมา ในมือของแต่ละคนมีชุดและอุปกรณ์ที่ดูคุ้นตา ซีวีจำได้ว่าพวกมันคือชุดของคณะทูตเหล่านั้น
“พวกนั้นกลับบ้านไปแล้ว เห็นลืมชุดทิ้งเอาไว้ก็เลยไปเก็บมา” โซนาตาพูดด้วยสีหน้านิ่ง
นี่มัน! แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
“ข้าไม่ใช่เด็กอมมือนะ ถึงจะได้ไม่รู้น่ะ” ซีวีถอนหายใจ ใจหนึ่งก็รู้สึกกลุ้ม แต่อีกใจก็รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก
“รถม้าก็ได้มาแล้วด้วย ตั้งแต่พรุ่งนี้เราจะปลอมเป็นทูต” เขาเฉยเมินกับแววตาประท้วงของซีวี ใช้อำนาจเผด็จการตัดสินสิ่งที่จะทำต่อไปเหมือนทุกครั้งในระหว่างการเดินทาง