Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 13: ศึกที่ใกล้รู้ผล
ดาบของคิวริคเกือบหลุดมือจากการประดาบกับปีศาจหัวกะโหลกวัว เขารู้สึกว่าคิดผิดที่เลือกปะทะโดยตรง แต่เขาไม่มีอาวุธหรือรูปแบบการต่อสู้อื่นอีกแล้ว ที่เขาต้องทำคือเชื่อมั่นในวิชาดาบและประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา
“อย่ามาดูถูกมนุษย์นะโว้ย ไอ้ปีศาจ”
เขาสืบเท้าไปข้างหน้า กระหน่ำฟาดดาบครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อกดดันไม่ให้ปีศาจมีโอกาสโจมตี ดาบฟันออกไปจากมุมซ้าย ขวา บนและล่างอย่างต่อเนื่อง ถึงแรงอย่างมนุษย์อาจจะด้อยกว่าแต่ถ้าเป็นแค่ความเร็วล่ะก็เขายังได้เปรียบ
คิวริคอ่อนล้าจากความร้อนของร่างที่ลุกเป็นไฟของอีกฝ่าย แม้อาการบาดเจ็บส่วนหนึ่งได้รับการรักษาในทันทีจากนักบวชและพาลาดินหลายคนที่อยู่แถวนั้น แต่เรี่ยวแรงที่ถูกสูบออกไปอย่างต่อเนื่องไม่ได้กลับคืนมาด้วย เขารู้ว่าเขาจะต้านมันไว้ได้อีกแค่ไม่นาน
แล้วตอนนั้นดีวานที่เพิ่งจัดการกับหุ่นรบเสร็จก็กระโดดเข้ามาแทรก ทั้งคู่พยักหน้าให้กันและคิวริคก็ปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพาลาดินหนุ่มแทน
ดีวานไม่ได้หวาดกลัวไฟของปีศาจร้าย เช่นเดียวกับทาเลซเพราะร่างของเขามีพลังต่อต้านความร้อนนี้ได้ ผลลัพธ์เมื่อดีวานเข้าประจันหน้ากับปีศาจจึงต่างจากคิวริค ดีวานไม่ได้เสียเปรียบเลยสักนิด
“ข้าจัดการเจ้านี่เอง ทุกคนถอยออกไปก่อน” ดีวานออกคำสั่ง
“ท่านดีวาน” คิวริคและทหารเอเทเซียมากมายส่งเสียงเรียกชื่อ ความฮึกเหิมของคนเหล่านั้นถูกส่งต่อให้กับแม่ทัพของเขา ดีวานชูดาบขึ้นจะเรียกเพลิงสีขาวออกมาห่อหุ้มคมดาบ
“เพลิงศักดิ์สิทธิ์จงกลายมาเป็นกำลังให้ข้า” ดีวานตะโกนและฟันออกไป เพลิงสีขาวพวยพุ่งออกจากดาบและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ความน่าตกใจคือมันเผาผลาญเฉพาะศัตรูเท่านั้น แต่เพลิงนี้กลับมอบพลังฟื้นฟูให้กับพวกเดียวกัน
เพลิงสีขาวประสานเข้ากับดาบ ดีวานกวัดแกว่งมันเข้าปะทะกับดาบของเจ้าปีศาจร้าย เพลิงที่ส่งผลเป็นวงกว้างทำให้มันบาดเจ็บแต่ก็ยังไม่สามารถจัดการกับมันได้อย่างเด็ดขาด ดีวานตัดสินใจพุ่งเข้าไปเผด็จศึกโดยตรง เชิงดาบของเขารวดเร็วและทรงพลังยิ่งกว่าคิวริค เพียงออกดาบไปไม่กี่ครั้ง ทั่วร่างของเจ้าปีศาจเต็มไปด้วยบาดแผลลึก ร่างที่ทนไฟได้กลับเริ่มลุกไหม้จากไฟสีขาวเปี่ยมด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์
ปีศาจที่อัลไคเซอร์เรียกออกมาไม่ได้อ่อนแอ มันเก่งกว่าพาลาดินทั่วไปสักสิบถึงยี่สิบคนรวมกันได้ แต่มันก็ถูกไฟสีขาวของดีวานเล่นงานจนหมดท่า ลูกตุ้มยักษ์และดาบของมันระเหิดหายไปก่อน จากนั้นทั้งร่างของมันก็สลายตามไป
ในสนามรบแห่งนี้ไม่ได้มีสัตว์ประหลาดแค่ตนเดียว ทหารของโซนาตารายหนึ่งเข้าหาดีวานจากด้านหลัง เขารู้ตัวและเหวี่ยงหมัดออกไป มันแรงพอที่จะส่งมนุษย์พร้อมเกราะหนาครบชุดให้ลอยกระเด็นไปหลายร้อยเมตร แต่กำปั้นนั้นกลับถูกหยุดลง
“อย่าดูถูกทหารของท่านโซนาตานะโว้ย” ทหารรายนั้นคำรามแยกเขี้ยว
รูปร่างของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป ใบหน้ายื่นยาวขึ้น ร่างขยายใหญ่ขึ้น ฟันแหลมปรากฏขึ้นเต็มปากแทนฟันแบบมนุษย์ แขนข้างหนึ่งถูกแทนที่ด้วยเคียวคมกริบ
“เรเซอร์ฮาวน์-ทรี” ทหารของโซนาตาคนหนึ่งยิ้มเมื่อเห็นสนามรบกำลังระอุได้ที่ หน่วยทหารกลายพันธุ์ที่เป็นผลงานของโซนาตาได้มาถึงแล้ว
วอลโดผู้ใช้ดาบน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์มองสภาพของสงครามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขามองว่ากองทัพอันแปลกประหลาดที่เขาก็ไม่รู้ที่มาที่ไปยังน่ากลัวน้อยกว่ากองทัพของประชาชนซึ่งบางคนไม่มีแม้แต่อาวุธ ชาวบ้านที่จับจอบจับเสียมมาสู้กับทหารอาจดูไร้พิษสง แต่ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ความชอบธรรมของฝ่ายตัวเขาเองลดลง
เหล่าอัศวินหลายรายรู้สึกไม่ดีที่ต้องลงมือกับชาวบ้าน ไม่ใช่พวกเขาทุกคนจะเป็นคนป่าเถื่อนที่ทำร้ายคนอื่นอย่างเลือดเย็น โดยเฉพาะเมื่อคนที่พวกเขาต้องจัดการอาจจะเป็นญาติ พี่น้อง คนรู้จัก หรือใครบางคนที่เพิ่งเจอกันไปเมื่อไม่นาน
น่าเจ็บใจสำหรับตน วอลโดรู้ได้เองและยอมรับว่าสงครามครั้งนี้พวกเขาไม่มีโอกาสชนะเลย เอเทเซียแพ้ตั้งแต่ตอนที่ถูกโดดเดี่ยวจนเหลือแต่เมืองหลวงแล้ว ต่อให้ชนะครั้งนี้ได้ ทหารและชาวบ้านจากเมืองอื่นจะหันไปร่วมมือกับเคออสจนกว่าจะชนะ
…ยกเว้นแต่ว่าหัวของยายเชอรีสจะถูกตัดทิ้งที่นี่…
ท่ามกลางความวุ่นวายของสนามรบ วอลโดค้นหาเป้าหมายของเขาไม่ยาก อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในร่างของหญิงสาวผอมบาง แต่เธอกลายร่างเป็นจิ้งจอกเพลิงเก้าหางที่ตัวใหญ่กว่าบ้าน
มีน้อยคนที่เคยเห็นวิชาของวอลโด วิชาน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มาจากการใช้ดาบวิเศษกลาเซียสเป็นแค่หนึ่งในทีเด็ดของเขาเท่านั้น ทักษะที่แท้จริงของเขาคือวิชาเก้าดาบ
มันคือวิชาที่ควบคุมดาบได้ถึงเก้าเล่มพร้อมกับ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นจับดาบทั้งเก้าไว้ พวกมันลอยพุ่งไปด้วยความเร็วสูงโดยมีเป้าหมายคือจิ้งจอกเพลิงตัวใหญ่ข้างหน้า
วิชาเก้าดาบปะทะกับจิ้งจอกเก้าหาง ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าตื่นตาเสียจริง
วิชาประหลาดนี้เป็นแขนงหนึ่งของเพลงดาบเอเทเซีย ว่ากันว่าหลายพันปีก่อนผู้คิดค้นเพลงดาบประจำประเทศได้รับเคล็ดวิชานี้มาจากนักดาบต่างแดนและทำให้เพลงดาบเอเทเซียกลายเป็นหนึ่งในเพลงดาบที่น่ากลัวที่สุดที่โลกเคยมี
แต่ก็เช่นเดียวกับหลายสิ่งที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ใจความหลักของเคล็ดวิชาดาบนี้สูญหายไปเกือบหมด มันกลายเป็นเพลงดาบพื้น ๆ ที่ถูกฝึกฝนกันโดยพาลาดินทุกคน ทุกคนคิดเช่นนั้นยกเว้นตระกูลของวอลโด ตระกูลของเขาคือตระกูลสุดท้ายที่เก็บเนื้อหาในวิชานี้ไว้อย่างครบถ้วน
“กลาเซียส” วอลโดกระซิบ หนึ่งในดาบที่กำลังพุ่งเข้าใส่คอของเชอรีสถูกปกคลุมด้วยความไอความเย็นหลังจากพูดจบ
“ชาโดว์เอจ” ดาบโค้งสีดำพุ่งเข้าใส่พื้น มันกลายเป็นเงารูปดาบพุ่งต่อไป
น่าเสียดายที่นั่นเป็นดาบวิเศษเพียงแค่สองเล่มที่เขามี แต่เมื่อรวมกับดาบชั้นดีอีกเจ็ดเล่มเขาก็คิดว่ามันน่าจะมากพอที่จะลอบสังหารเชอรีสได้
ที่เขาไม่คาดคิดคือ หางทั้งเก้าเองก็เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ดาบเจ็ดในเก้าเล่มถูกทุบทำลายทิ้งด้วยหางที่ขยับไปมาเหมือนอสรพิษ ส่วนอีกสองเล่มแม้จะไม่ถูกทำลายแต่ก็หยุดนิ่ง กลาเซียสถูกหยุดกลางอากาศด้วยหางที่ลุกเป็นไฟ ส่วนชาโดว์เอจก็ถูกหางที่เก้าปัดมันไปปักหยุดไว้กับพื้น
“วอลโด ไคล์” เชอรีสหันมามองพร้อมรอยยิ้ม “ลอบโจมตีแบบนี้ดูไม่เหมือนวิถีอัศวินเลยนะ”
วอลโดไม่ตอบกลับ เขาออกแรงกระชากดาบสองเล่มที่เหลือกลับมาอยู่ในมือ เขาพลาดโอกาสดี ๆ ไปแล้ว แต่ก็มั่นใจอยู่ได้ว่าตนยังไม่ได้แพ้
การต่อสู้กับโครนิเคิลมาถึงจุดแตกหัก โซนาตาลองวิชาจนหนำใจ นอกจากนั้นเขายังเก็บตัวอย่างของเลือดและเนื้อเยื่อของอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว
แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือสังหารมังกรที่ล้มลงไปแล้ว ทหารจำนวนมากเริ่มปรากฏตัวขึ้น
“บอกแล้วว่าอย่าเสียเวลากับเจ้านี่มาก” อัลโตบ่นกระปอดกระแปด ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในวงล้อม
“เลิกบ่นแล้วมาช่วยกันเปิดทางเถอะ” แม้แต่เวเนก็รู้สึกฉุน
ทหารที่ยืนรายล้อมขยับแหวกออก เผยทางให้เห็นชายหลายคนที่แค่มองผ่าน ๆ ก็รู้ว่าพวกเขาคือชนชั้นขุนนางระดับสูง คนหน้าสุดคือราชา “บาลดริค เอเทเซีย” ผู้ละโมบและโง่เขลา ด้านซ้ายของเขาคือ “ไบเดน เอเทเซีย” เจ้าชายหนุ่มรูปงามผู้เป็นรัชทายาท และด้านขวาของเขาคือเสนาธิการเอก “ยารอน ดูเรล” พวกเขารายล้อมติดตามด้วยคนอีกหลายคนซึ่งโซนาตาไม่รู้จักแต่ก็เชื่อว่าพวกเขาน่าจะเป็นขุนนางเช่นกัน
“มีหนูมาติดกับดักอย่างที่เจ้าบอกจริง ๆ ด้วย” ราชาหันไปพูดกับเสนาธิการของเขา “ดูเหมือนแผนหลอกเจ้าพวกนี้ว่าเรามีอาวุธร้ายแรงซุกซ่อนอยู่จะได้ผลนะ”
“ไม่ใช่แค่แผนนั้นหรอก แผนของท่านยารอนที่หลอกให้ทัพของมันส่วนนึงเข้ามาติดอยู่ในเมืองก็เป็นไปได้ด้วยดี ป่านนี้ท่านทีนาคงได้หัวของขุนพลคนสำคัญของเคออสไปแล้ว” เจ้าชายไบรเดนพูดพลางแสยะยิ้มชั่วร้าย
“พวกนั้นต้องคิดว่าถ้าเราสู้ไม่ได้ก็จะถอยกลับมาตั้งรับในเมือง ก็เลยส่งคนมารอจังหวะเพื่อแอบเปิดประตู แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเราเองก็รู้ความเคลื่อนไหวเช่นกัน” เสนาธิการชราสรุป “จัดการหนูที่หลงเข้ามาและที่วิ่งพล่านอยู่ข้างนอกสำเร็จ พวกเคออสก็เหมือนแพ้ไปแล้วครึ่งนึง”
โซนาตาไม่ได้แสดงท่าทางแปลกใจ เรื่องที่เอเทเซียอาจจะรู้ทางลับและเรื่องที่ทาเลซมีโอกาสถูกเจอตัวก่อนที่จะเปิดประตูเมืองเป็นเรื่องที่เขาคาดเดาไว้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องอาวุธลับเป็นเรื่องแหกตา เขาก็คิดเผื่อไว้เช่นกัน ที่ต้องการมาเห็นกับตาก็เพื่อจะทำให้แน่ใจว่าเอเทเซียจะไม่มีไพ่ตายอะไรให้พลิกเกมได้
นี่คือเกมกระดานที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าฝ่ายเคออสจะเป็นผู้ชนะ เขาแค่อยากให้แน่ใจว่าโอกาสไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นที่เหลืออยู่จะลดลงจะเหลือศูนย์ มันก็แค่นั้น