Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 14: พลังของเทพปีศาจ
“ยอมแพ้ซะ แล้วฉันอาจจะไม่ฆ่าใคร” โซนาตาขู่กลับ ประหนึ่งคนมุทะลุไม่ได้มองเลยว่าตอนนี้ฝ่ายตัวเองมีแค่สามคนแถมยังอยู่ในวงล้อมของทหารชั้นสูง
“สามหาวจริง เจ้านี่ไม่ดูสถานการณ์ตัวเองเลยสินะ” เจ้าชายตะคอกใส่
“พวกแกต่างหากที่ไม่ดูสถานการณ์” โซนาตาแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “เอเทเซียแพ้ไปแล้วตั้งแต่เหลือแค่เมืองหลวง กลุ่มที่ลอบเข้ามาเปิดกำแพงเมืองจะทำสำเร็จหรือไม่ พวกเราจะถูกจับตัวที่นี่หรือไม่ นั่นไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลของสงครามครั้งนี้หรอก จะช้าหรือเร็วพวกแกก็แพ้ไปแล้ว”
ราชาบาลดริกและเจ้าชายไบรเดนนิ่งอึ้งไปเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นแค่การลวงให้เชื่อหรือเปล่า แต่สำหรับเสนาธิการยารอนนั้นเขาตีสีหน้าไม่ดีเลย เขาคิดแบบเดียวกับโซนาตาทุกประการ พวกเขากำลังเสียเปรียบอยู่เต็มประตู และต่อให้จับโซนาตาที่เป็นหัวหน้าของกองกำลังลึกลับได้ มันก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าที่เหลือจะยอมแพ้
ในขณะที่การโต้คารมดำเนินอยู่ นักบวชและพาลาดินของเอเทเซียไม่ได้ยืนฟังอยู่เฉย ๆ พวกเขาทุ่มกำลังรักษาโครนิเคิลดรากอนอย่างต่อเนื่องจนใกล้จะหายดีดังเดิม
“จะฝ่าออกไปเลยไหม” เวเนกระซิบ ไม่รู้ตนเองเหมือนกันว่าเอาความมั่นใจมาจากไหน แต่เธอเชื่อจริง ๆ ว่าตนและพรรคพวกจะสามารถแหวกวงล้อมและหนีไปได้
“ระวังแค่การโจมตีด้วยเวทมนตร์ก็พอ เดี๋ยวฉันจะพาทุกคนทะลุผ่านไปด้วยอินฟิลเทรท”
“รอก่อน!” โซนาตาหยุดทุกคนไว้ “มีอะไรที่อยากทดสอบพอดี”
เขาชักดาบดำออกจากฝัก ดาบสีดำสนิทที่พกมาตลอดแต่ไม่เคยใช้แม้แต่ครั้งเดียว โซนาตารู้ว่าดาบยังไม่ยอมรับตนแต่เขาก็อยากรู้ว่าถ้าฝืนใช้มันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
อัลโตอยากหยุดเขาเอาไว้แล้วเพราะสัมผัสได้ถึงบางอย่างผิดปกติ แต่ก็ไม่ทันแล้ว พลังจากดาบพวยพุ่งออกมาราวกับเขื่อนแตก เพียงพริบตา พลังแห่งความมืดอัดแน่นทั่วทั้งห้องและล้นทะลักออกไปจนถึงนอกวัง
“เฮ้ยยยย! พลังนี่มันอะไรกัน” โซนาตาถึงกับร้องเสียงหลง เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับอะไรแบบนี้ เขาเห็นรูปร่างของมหาวิญญาณร้ายที่ถูกผนึกอยู่ในดาบ ร่างมหึมาของมันทำให้ยานดูมแองเจิลดูเล็กลงไปถนัดตา
…เทพปีศาจฮาร์เบล…
มันเป็นชื่อที่โซนาตาได้มาจากความทรงจำที่ตกค้างอยู่ในดาบ เขาไม่เคยคิดว่าจะมีพลังอำนาจร้ายกาจและรุนแรงแบบนี้ซุกซ่อนอยู่ในดาบที่ตนพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งดาบในมือไม่เพียงนำมาซึ่งพลังทำลายมหาศาลแต่ยังมาพร้อมด้วยคุณสมบัติพิเศษอื่นด้วย
“ดาบนี่ดูดกลืนความเกลียดชังแล้วเปลี่ยนเป็นพลัง” โซนาตาตะโกน “ถอยไป จะคุมมันไม่อยู่แล้ว”
“จะให้ถอยไปไหนเล่า” เวเนและบรรดาแฟรีในไม้เท้าของเธอร้องออกมาอย่างไม่รู้จะตัดสินใจทำเยี่ยงไรดี
“ปล่อยดาบสิ” อัลโตพยายามจะเข้าไปแย่ง แต่ความมืดที่ออกมาจากดาบได้ผลักเขาออกไป และไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ตอนนี้ทหารเอเทเซีย ราชาบาลดริก เจ้าชายไบรเดนหรือเสนาธิการของพวกเขา ต่างก็ถูกพลังนี้ผลักกระเด็นกระดอน บางคนไปนอนกองอยู่กับพื้น สภาพดูไม่จืด
“ถ้าปล่อยได้ก็ปล่อยไปนานแล้วโว้ย” โซนาตากัดฟันกรอด พยายามอย่างเต็มที่ที่จะคุมดาบให้อยู่ สติลมายด์ของเขาสามารถเลียนแบบพลังของคนที่เคยครอบครองดาบนี้ได้แต่ว่าดาบเล่มนี้ยังมีกับดักซ้อนอยู่อีกชั้น ผู้ที่สร้างมันกำหนดเงื่อนไขบางอย่างเอาไว้ด้วย มันทำให้ผู้ที่มีจิตใจชั่วร้ายแบบเขาไม่อาจควบคุมได้
…เข้าใจคิดจริงแฮะ ดาบที่ผู้ใช้ยิ่งถูกเกลียดก็จะยิ่งแข็งแกร่ง แต่ดันห้ามคนที่มีความชั่วร้ายใช้ซะงั้น…
แล้วก่อนที่พลังจะระเบิดออกมาเพราะไร้การควบคุม โซนาตาตัดสินใจฟันดาบออกไป เขาพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้พลังที่ล้นทะลักพุ่งออกไปทางเดียวกัน คลื่นดาบขนาดยักษ์กลืนพื้นที่ข้างหน้า กำแพงของชั้นใต้ดิน และพื้นดินเกือบครึ่งหนึ่งของปราสาทหายไปในพริบตาแรกที่พลังถูกส่งให้เคลื่อนออกจากดาบไป
“ขอโทษนะ แต่แทบจะขยับตัวไม่ได้แล้วล่ะ” โซนาตาหัวเราะแห้ง ๆ ดาบหลุดมือเขาไปแล้วแต่เขาก็เหลือเรี่ยวแรงแค่พอจะยืนอยู่เท่านั้น
“เงียบเถอะ หน้าที่ของฉันก็คือดูแลนายอยู่แล้ว” อัลโตว่าพลางเดินเข้าไปหิ้วปีกเพื่อนรัก
“เดี๋ยวก่อน อย่าดูแลแต่ลูกพี่ตัวเองสิ ดูแลข้าด้วย” เวเนวิ่งเข้าไปจับไหล่โซนาตาและจากนั้นทั้งสามก็เริ่มออกวิ่งทะลุผ่านทหารที่เหลือที่ไม่สามารถหยุดพวกเขาได้เลย
ความรุนแรงของคลื่นดาบยังมีผลในชั่วระยะหนึ่งต่อไป แม้โซนาตาจะปล่อยดาบหลุดมือแล้ว คลื่นดาบสีดำวิ่งทะลุออกไปต่ออย่างไม่หยุดยั้ง บ้านเรือน พื้นดิน ผู้คน และทหารเอเทเซียที่อยู่ในวิถีพลัง ล้วนถูกลบหายไปไม่เหลือแม้แต่เศษซาก และพลังที่ยังเหลืออยู่พุ่งต่อเนื่องออกไปจากย่านหนึ่งสู่อีกย่าน เมืองถูกกลืนหายไปทั้งแถบ พื้นที่ที่ถูกทำลายปรากฎชัดต่อทุกสายตา กินอาณาบริเวณเกินเขตกำแพงเมืองซึ่งถูกทำลายลงแล้วออกไปอีก
“นั่นมันอะไรกัน” ทาเลซและทหารของเขาแหกปากโวยวาย
“ไม่จริง” ทีนาหน้าซีดเผือด ตกใจจนแทบจะเผลอปล่อยดาบวิเศษหลุดมือ อีกทั้งเธอห่วงคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ และยังห่วงราชาของตนว่าจะปลอดภัยดีอยู่หรือไม่
“กำแพงหายไปด้านนึงเลย” ทาเลซไม่รู้ว่าควรจะยินดีหรือบ่นแทน เขาสงสัยว่านี่เขาลำบากมาเปิดประตูเพื่ออะไรหากมีอาวุธลับที่สามารถเป่าทั้งเมืองทั้งกำแพงจนกระจุยได้ขนาดนี้
เหตุการณ์จากภายนอกเองวุ่นวายหลังคลื่นพลังจากดาบหยุดลง เพราะมันทิ้งความเสียหายให้กับทั้งทัพเคออสและเอเทเซียไว้ไม่น้อย เป็นโชคดีที่เชอรีสกับอัลไคเซอร์รู้ตัวถึงพลังที่กำลังพุ่งเข้ามาหาราวกับระลอกคลื่นก่อนที่ความเสียหายจะมาประชิดตัว
คาถาไฟระดับสูงของทั้งคู่ช่วยให้คลื่นดาบที่อ่อนกำลังลงหยุดสนิทก่อนที่มันจะกลืนชีวิตคนอีกนับพันนับหมื่น
หลังจากนั้นมันไม่ใช่สงครามอีกต่อไป แต่แทบจะเป็นการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียวจากฝั่งของเชอรีส ทางโซนาตากลับไปพักฟื้นได้ไม่นาน เขาก็กลับมาช่วยคุมทัพได้อีกครั้ง แต่ก็แทบไม่เหลืออะไรให้เขาทำแล้วเพราะเชอรีสได้คุมกระดานทั้งหมดไว้ได้โดยสมบูรณ์
“ประกาศออกไปว่าใครอยากหนีก็ปล่อยไป แต่พวกที่ไม่ยอมแพ้วันนี้ข้าจะกวาดล้างให้หมด” เชอรีสพูดกับบรรดาขุนพลของเธอที่ตอนนี้เพิ่มจำนวนขึ้นจากไม่กี่วันก่อนหลายเท่าตัว นอกจากทาเลซและอัลไคเซอร์แล้วเธอได้ขุนศึกใหม่ ๆ จากทหารเคออสที่ทำผลงานได้ดี และขุนพลเดิมของเอเทเซียที่ย้ายข้างมา
“วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของทรราชอย่างบาลดริก เอเทเซีย” ทาเลซย้ำ วันนี้เขาดูใจเย็นกว่าที่เคย แม้แต่คนที่บ้าเลือดไม่เคยคิดหน้าคิดหลังแบบเขาก็มองออกว่าสงครามครั้งนี้กำลังจะจบลงในเวลาอันใกล้
“ไปจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อยเถอะ” อัลไคเซอร์หันไปบอกกับโซนาตาที่นั่งสบายอารมณ์อยู่วงนอก ชายหนุ่มพยักหน้าตอบกลับ แล้วทั้งเขา อัลโต และเวเนตกลงคุยกันเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการปิดฉากสงครามครั้งนี้ให้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์