Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 140: ความย่อยยับ
“ปิดฉากซะทีเถอะ” อวอร์ตเตที่รอจังหวะมาตลอดหันปากกระบอกปืนเข้าขมับตัวเองและลั่นไก นี่คือพลังพิเศษของเธอ กระสุนพิเศษที่เธอยิงสามารถมอบพลังให้กับผู้ที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งสำหรับเธอในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดที่ต้องการไปกว่าการจบการต่อสู้นี้ให้เร็วที่สุด
อดอว์ตเตสืบสายเลือดมาจากเทพธิดาแห่งความหวังคาร์เบลลา มันทำให้เธอมีพลังพิเศษที่สามารถมอบพลังให้กับผู้คนที่มีความหวัง กระสุนจิตของเธอไม่ได้มีแค่กระสุนทำลายล้าง หากเปลี่ยนวิธียิงเธอก็จะสามารถใช้กระสุนที่เพิ่มพลังแบบนี้ได้
ร่างกายของอดอว์ตเตกำลังเปลี่ยนไป ถึงมันจะมีผลแค่ระยะสั้น ๆ แต่เธอก็รู้สึกถึงพลังที่เอ่อล้นขึ้นมา ร่างของเธอใหญ่ขึ้นจนเสื้อผ้าเริ่มปริขาด ผิวเขียวอมน้ำตาลเข้ามาแทนที่ผิวขาว วัตถุที่หนักและน่าจะแข็งแกร่งขยายขึ้นจากด้านหลังและกลายเป็นกระดองไปในที่สุด
“อ้าว เฮ้ย เอ๊ะ เดี๋ยวสิ” อดอว์ตเตกรีดร้องโวยวาย ผลลัพธ์ที่ได้มันต่างจากที่เธอคิดไปไกล
“เต่า! อดอว์ตเต เธอกลายเป็นมนุษย์เต่าไปแล้ว” เพื่อนสาวก็ตกใจจนอ้าปากค้างไปเช่นกัน
“ไหงงั้นล่ะ เพราะเค้าเผลอคิดว่าอยากได้พลังป้องกันเพิ่มเหรอ” สาวครึ่งเต่าถามตัวเอง
“งั้นก็ต้องสู้แบบนี้ไปแล้วล่ะ”
“จะไปสู้ได้ยังไง นี่มันเต่านะยะ สัตว์สุดแสนจะไร้ประโยชน์ยกเว้นซ่อนตัวอยู่ในกระดองเนี่ยนะ”
“ตะ เต่ากัดเจ็บนะ” ซีวีพยายามเสนอความเห็น แต่เธอก็ไม่แน่ใจเลยสักนิด
“โว้ยยย ช่างมันแล้ว” อดอว์ตเตโวยวายส่งท้าย จากนั้นก็ออกวิ่งไป
ร่างมนุษย์เต่าไม่ได้ช้าเหมือนที่เธอกังวล แม้จะต้องแบกกระดองหนัก ๆ ไปด้วย แต่ความแข็งแรงของร่างกึ่งสัตว์ก็มาชดเชยในชุดนั้น ถึงจะแค่เล็กน้อยแต่อดอว์ตเตก็รู้สึกว่าเธอเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ
“แอ๊กกก” แค่ไม่กี่ก้าว เธอก็สะดุดขาตัวเอง ร่างของเธอล้มลงและไถลไปตามพื้นเมือกสีแดง พุ่งชนปีศาจลิ่วล้อหลายสิบตัวจนกระเด็นเหมือนพินที่ถูกลูกโบว์ลิ่งกวาดจนหมดเลน
อดอว์ตเตยังคงหมุนไม่หยุด เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเธอสามารถหดหัว แขนและขาเข้าไปในกระดองได้เหมือนเต่าจริง ๆ ตอนนี้กระดองของเธอกำลังหมุนและพุ่งไปทางบัลเซรุสด้วยความเร็วสุด
“กระสุนเต่าลูกข่าง” เป็นท่าที่คิดชื่อสด ๆ ร้อน ๆ กระสุนจิตถูกยิงออกไปพร้อม ๆ กับการหมุนที่เร็วจี๋ มันไม่ได้มีผลกับบัลเซรุสนัก แต่กับพวกลิ่วล้อมันคืออาวุธสังหารที่น่ากลัว
“ว้าว ไม่เลวเลยนี่นา” ซีวีเห็นแบบนั้นก็นึกสนุก เธอกระโดดขึ้นไปยืนบนกระดองของเพื่อนที่หมุนไม่หยุดจากนั้นก็สาดกระสุนแสงไปทั่วสนามรบ
แค่พริบตาเดียว ปีศาจหลายร้อยตนก็ถูกสังหารจนสิ้น
“บอกแล้วว่าอย่ามาดูถูกเต่า อ้อก แหวะ” อดอว์ตเตยังยืนเท้าไม่ติดพื้น
“คนที่ดูถูกเต่าคนแรกมันเธอนะ อ้อออกก” ซีวีก็มีสภาพดีกว่าแค่นิดเดียว ต่างกันแค่เธอเกือบจะคายของเก่าออกมา แต่เพื่อนรักนี่อ้วกไปแล้วเรียบร้อย
การกำจัดปีศาจของสองสาวช่วยให้พวกเธอกลับมาได้เปรียบได้ไม่นาน ปีศาจสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นมาเฉพาะจุดที่พวกเธอกำลังต่อสู้กับบัลเซรุส การสังหารพวกมันแค่ไม่กี่ร้อยตัวไม่สามารถหยุดการคุกคามจากพวกมันได้ ไม่นานนักวงล้อมที่พวกเธอแหวกก็ถูกดันกลับมา เหล่าปีศาจกำลังมาเพิ่มจากทั่วทุกทิศ
“อีกนิดเดียวแท้ ๆ” ซีวีบ่นด้วยความเสียดาย ตอนนี้สนามรบกลับมาเต็มไปด้วยปีศาจอีกครั้งและอดอว์ตเตก็ไม่รู้ว่าเธอจะใช้ท่าแบบเมื่อครู่ได้อีกสักกี่หน
“ฆ่าพวกมันให้หมด” บัลเซรุสออกคำสั่ง
“ไฟร์โบลท์” ศรเพลิงพุ่งเข้าเฉียดหน้าของบัลเซรุสไปเพียงปลายเส้นผมและพุ่งเข้าเสียบกลางหัวใจของปีศาจตนนึงพอดิบพอดี มันไม่ได้มาจากอดอว์ตเตหรือซีวี
“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่ามาขัดจังหวะรึเปล่า”
อดอว์ตเตจำเสียงนั้นได้ดี มันคือเสียงของอาร์คุสสหายต่างวัยของเธอนั่นเอง และไม่เพียงแต่อาร์คุสเท่านั้น กองทหารของเซาธ์บริซาเนียก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อม ๆ กันด้วย
“ไม่ขัดจังหวะหรอก กำลังรออยู่เลย อะ อ้วกกก” อดอว์ตเตพยายามจะยกนิ้วโป้งให้อาร์คุสแต่ก็ต้องหยุดกะทันหันเพราะรู้สึกอยากอ้วกออกมาอีกครั้ง
ด้านโซนาตาที่กำลังพยายามหนีแรปโซดี อาโรที่ขยับตัวร่วมมือกับแรปโซดี และเหล่าทหารปีศาจอย่างสุดชีวิตก็มาปะเข้ากับกองทหารของมนุษย์โดยบังเอิญ เขาจำชุดเครื่องแบบของทหารได้ว่าเป็นทหารของเซาธ์บริซาเนีย
“เฮ้ย ทางนี้” เคสเทรลตะโกนเรียกโซนาตาที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุน
“ติดต่อไปตั้งนานเพิ่งจะมาเรอะ” โซนาตาแขวะใส่เพื่อนที่เพิ่งมาถึง
“ถ้าไม่ต้องรอทหารพวกนี้ก็มาถึงนานแล้ว” เคสเทรลแย้ง “เซกันก็อยู่กับซีวีเหรอ”
“หมอนั่นสู้กับฟาซาเบลตามลำพัง แต่รายนั้นปล่อยไปเถอะ ไม่ถูกจัดการง่าย ๆ หรอก”
“คนที่เหลือล่ะ” กาดิออสก็มาด้วย เขาชักม้าเข้ามาถามด้วยความร้อนใจเพราะไม่เห็นคนอื่นนอกจากโซนาตา แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบ พวกเขาก็พบว่าหน่วยที่นำโดยบีชมากลับมาแล้วพร้อมกับจีดัส
สงครามขนาดย่อม ๆ เริ่มขึ้น แม้จะมีผู้นำทัพที่เก่งกาจอย่างกาดิออสและมิเดลเลีย แต่กองทัพที่ถูกหยิบยืมมาก็มีกำลังเพียงน้อยนิด ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับของทัพปีศาจของแรปโซดีที่เข้มแข็งกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่ายิ่งไม่อาจเปรียบกันได้ พวกเขาทำได้แค่ต้านทานเอาไว้อย่างสุดกำลังโดยไม่มีโอกาสดันอีกฝ่ายให้ถอยหรือหาช่องหลบหนีได้เลย
รีสเลย์ ซีวี อดอว์ตเตและหน่วยของอาร์คุสเป็นกลุ่มสุดท้ายที่มาถึง พวกเขาถูกบัลเซรุสไล่หลังมาอย่างกัดไม่ปล่อย จีดัสเห็นดังนั้นก็ยิงธนูกราดขึ้นฟ้าและปล่อยให้ร่วงลงมาราวสายฝน การโจมตีนี้ก็เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างพวกซีวีกับฝ่ายศัตรู
“พวกทหารปีศาจแกร่งขึ้นกว่าเมื่อกี้อีก” ทหารรายหนึ่งตะโกนเตือน มันเป็นไปตามที่เขาพูด พวกมันใช้เวลาแค่ไม่นานก็เติบโตจนกลายเป็นร่างสมบูรณ์
“ต้องรีบเปิดทางแล้ว อยู่แบบนี้ได้ตายกันหมดแน่” บีชมาพี่ชายของกษัตริย์กาดิออสตะโกนบอกกับกาดิออสที่กำลังทุ่มสมาธิกับการต่อสู้ จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าพวกเขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อรับพวกรีสเลย์กลับเท่านั้น
“ข้าจะตรึงมันไว้เอง ท่านรีบพาทุกคนหนีไป” กาดิออสออกปากไล่
“ไม่ได้ เจ้าเป็นกษัตริย์จะมาทิ้งชีวิตที่นี่ได้ยังไง” บีชมาตรงเข้าคว้าแขนกาดิออสเพื่อรั้งเขาไว้ “ตรงนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ของข้าเอง”
“ต้องแหวกวงล้อมออกไปให้ได้ ไม่งั้นตายกันหมดนี่แน่” อาร์คุสตะโกนบอกกับจีดัสเพราะหวังว่าเขาจะมีแผนสำรองสำหรับกรณีเช่นนี้
“เดี๋ยวสิ ยังเหลือเซกันอีกคน” ซีวีบอกกับโซนาตาที่ตอนนี้ถูกบังคับให้หันหลังชนกับเธอ
“หมอนั่นเอาตัวรอดได้ เอาพวกเราเองให้รอดก่อนเถอะ”
จีดัสครุ่นคิดหนัก มันไม่ใช่สถานการณ์ที่เขามีโอกาสเตรียมอะไรไว้ล่วงหน้า จะมีกลศึกแบบไหนกันที่สามารถใช้ได้ในยามคับขันเช่นนี้
“พวกนี้ถูกสั่งการจากเจ้านั่น หลอกเจ้านั่นได้คนเดียวก็พอแล้ว” โซนาตาชี้ไปทางร่างผิวสีน้ำผึ้งที่กำลังต่อสู้กับกาดิออส แรปโซดีมาอยู่ตรงนี้แล้วเช่นกัน
จีดัสพยักหน้ารับ เขากวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาจุดอ่อน ปีศาจเหล่านี้จะมีทักษะพร้อมที่เกื้อหนุนกัน แต่ก็ใช่ว่าพวกมันจะเข้าใจในการพิชัยสงครามและการจัดทัพ จีดัสใช้เวลาครู่หนึ่งก็พบช่องโหว่ที่มีการป้องกันเปราะบางที่สุด
“ดีสไกส์” จีดัสร่ายคาถาปลอมตัว เขาเปลี่ยนทหารฝ่ายตัวเองให้กลายเป็นคนอื่น ๆ ในกลุ่ม ทีละราย ๆ พร้อมทั้งยังกระซิบบอกโซนาตาถึงจุดเปราะบางของทัพ ส่วนโซนาตาก็เข้าใจดีว่าจีดัสจะทำอะไรจึงช่วยใช้คาถาปลอมตัวให้กับทหารอีกแรง
กองทัพตัวปลอมและตัวจริงที่ผสมกันจนแม้แต่ฝ่ายเดียวกันก็ยากจะแยกออก พวกเขาวิ่งทะลวงบุกทางปีกซ้ายของทัพศัตรูตามคำสั่ง มีแต่จีดัสเท่านั้นที่มีตัวจริงเพียงหนึ่งเดียวเพื่อใช้สั่งการทหารโดยไม่ต้องกลัวความสับสน และยังเป็นตัวล่อที่ทำให้ราชาปีศาจต้องหันมาสนใจแต่เพียงตัวเขาเท่านั้น
บัลเซรุสคือรายแรกที่เข้าถึงตัวจีดัสได้ก่อน เขาเหวี่ยงขวานยักษ์หวังกวาดเอาจีดัสและทุกอย่างที่อยู่ในวิถีไปพร้อมกัน บีชมาที่รอจังหวะอยู่แล้วยกโล่ขึ้นป้องกันได้ทันท่วงที เสียงปะทะกันระหว่างโล่ใหญ่และขวานยักษ์ดังสะเทือนไปทั่วทั้งสนามรบ
โล่ของบีชมาเป็นโล่เวทมนตร์ที่ถูกอัญเชิญมาจากโลกอื่น แบบเดียวกับดาบทั้งสิบสี่เล่มของกาดิออส โล่ที่เขาใช้ในครั้งนี้เป็นโล่ที่มีพลังในการสะท้อนพลังโจมตีทางกายภาพ ทั้งขวานและมือของบัลเซรุสจึงควรจะต้องแหลกไปเพราะแรงย้อนกลับ แต่ราชาปีศาจกลับไม่มีสะดุ้งสะเทือน กลับกันโล่ของบีชมากลายเป็นฝ่ายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
“คิดว่าจะหยุดบัลเซรุสผู้นี้ได้หรือ”
บัลเซรุสเงื้อขวานยักษ์อีกครั้ง ครั้งนี้กาดิออสเป็นฝ่ายเข้ามารับแทน เขาใช้ดาบใหญ่เบี่ยงการโจมตีในขณะที่ใช้ดาบสายฟ้าในอีกมือส่งกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านขวานของบัลเซรุส บัลเซรุสถูกกระแสไฟฟ้าอย่างจังแต่ก็ไม่แสดงท่าทีเจ็บปวดออกมาเลย
จีดัสอยากที่จะเข้าไปช่วยกาดิออสแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ตอนนี้เขาต้องช่วยพยุงรีสเลย์ที่ถึงขีดจำกัดแล้ว ส่วนซีวี อดอว์ตเต และอาร์คุสยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะแค่ต้องรับมือกับเดียซาเบลที่คลุ้มคลั่งพวกเธอก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด
โซนาตาสู้พลางหนีพลางกับแรปโซดีที่เพิ่งคิดได้ว่าโซนาตาแอบเอาหัวใจที่ควักออกมาติดมือไปด้วย แรปโซดีคาดเดาว่าโซนาตาจะเอาสิ่งนั้นไปใช้ทดลองอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่มีทางจะเป็นผลดีต่อตน จึงไม่ย่อมจะปล่อยให้เขาหนีไปทั้งแบบนี้ได้
สุดท้ายคนที่เข้ามาช่วยกาดิออสก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เออร์มุน ผู้ชายจืดจางที่ทุกคนลืมไปแล้วว่าเขาก็อาสามาช่วยในครั้งนี้ด้วย
เออร์มุนใช้วิชาของเขาเรียกเหล่าวิญญาณสัมภเวสีที่วนเวียนอยู่ในบริเวณนั้นมารับใช้ ไม่เพียงแค่นั้นเหล่าศพของทหารที่เสียชีวิตไปหรือแม้แต่ลูกสมุนของแรปโซดีต่างก็ลุกขึ้นมาใหม่ในสภาพของผีดิบในความควบคุมของเขา
เมื่อมีกองทัพอันเดดมาเสริม ทุกอย่างดูจะเป็นไปได้ดีขึ้น กลุ่มที่นำโดยจีดัสแหวกวงล้อมออกไปสำเร็จเป็นกลุ่มแรกและต้านเอาไว้เพื่อให้ที่เหลือสามารถผ่านไปได้สะดวก ทุกคนค่อย ๆ ทะลวงผ่านออกไปจนสุดท้ายก็เหลือแค่กาดิออส เออร์มุนและบีชมาที่ยังรั้งท้ายอยู่
สวบ!
ดาบโค้งสีดำถูกแทงทะลุผ่านร่างของกาดิออสจากด้านหลัง มันเป็นดาบที่โซนาตาไม่เคยเห็นกับตาแค่เคยได้ยินดีวานเล่าให้ฟัง มันคือ “ชาโดว์เอจ” อาวุธประจำกายของเซเลนอสนั่นเอง
บีชมาร้องเสียงหลงเมื่อเห็นว่าน้องชายถูกลอบทำร้ายจากชายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงา เขาปรี่เข้าไปช่วยแต่ชายหนุ่มมุดหายกลับเข้าไปในเงาอีกแล้ว
“เซเลนอส...” โซนาตาขมวดคิ้ว ชายหนุ่มผู้นี้คล้ายเซกันนัก หน้าตาดีแต่ก็ดูมืดมน ใช้ดาบสีดำสนิทเหมือนกันและยังแต่งกายด้วยชุดสีดำเหมือนกันอีกด้วย
มองเผิน ๆ คล้ายกันจนเหมือนแฝดคนละฝา แต่กลิ่นอายของทั้งสองต่างกันลิบลับ เซเลนอสผู้นี้มือเปื้อนเลือดของผู้คนมากมาย จิตต่อสู้ของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาต
กาดิออสบาดเจ็บหนักอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เขาก็ไม่แสดงความอ่อนแอออกมาแม้สักนิด กษัตริย์เฒ่าสั่งให้พี่ชายไม่ต้องมาสนใจตน และทุ่มความสนใจไปกับการช่วยให้ทหารหนีออกไปให้ได้มากที่สุด
ไม่เพียงแค่กาดิออสเท่านั้น เออร์มุนก็ถูกเซเลนอสที่เคลื่อนที่จากเงาหนึ่งสู่อีกเงาดักเล่นงานด้วยเช่นกัน โชคดีที่เขาไหวตัวทันจึงถูกแทงที่แขนข้างหนึ่งแทน
“ถ้าแบบนี้ตายกันหมดแน่” กาดิออสพึมพำ ดูสภาพของการรบแล้วก็รู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไรพวกปีศาจเหล่านี้ก็คงไม่ยอมรามือแน่ ๆ เขาหันไปมองพี่ชายต่างมารดาและคิดว่าบีชมาก็คงจะคิดแบบเดียวกัน บีชมาคงตั้งใจที่จะสู้จนตัวตายเพื่อเปิดทางให้กับเขา
เหมือนกับทุกครั้งที่เจอสถานการณ์ยากลำบาก พี่ชายต่างมารดาผู้นี้พร้อมเสียสละทุกสิ่งเพียงเพื่อผลักดันให้กาดิออสไปถึงจุดหมาย
กาดิออสฝืนใช้ร่างเทพซึ่งเป็นไม้ตายโดยไม่สนว่ามันจะยิ่งทำให้อาการบาดเจ็บทวีความรุนแรงขึ้น บีชมาเดาใจน้องชายออกจากสายตาแต่เขาห้ามอะไรไม่ทันแล้ว กษัตริย์เฒ่าลอยตัวขึ้นจากพื้นเล็กน้อยเพราะคลื่นพลังที่เปล่งออกมาจากร่าง ดวงตาสีเขียวหายไปกลายเป็นตาสีขาวส่องแสงจ้า
“นี่คือคำสั่ง! จงปกป้องพวกนั้นแทนข้า”
เออร์มุนมองร่างเรืองแสงของกษัตริย์ผู้กล้าหาญเป็นครั้งสุดท้าย เขาเองก็คิดว่ามันน่าจะถึงเวลาของเขาแล้วเช่นกัน
“ข้าจะช่วยอีกแรง” เออร์มุนยิ้มให้กับกาดิออส ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นชายที่กลบฝังความรู้สึกตัวเองไปแล้วอย่างเขายิ้มแบบนี้
ด้านจีดัส เขาเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ไกลออกไปด้วยตาที่ดีผิดมนุษย์ธรรมดา เขาอุ้มอดอว์ตเตขึ้นไหล่
“เดี๋ยวก่อน!! ลุงกาดิออสกับคุณเออร์มุนยังไม่กลับออกมาเลย” อดอว์ตเตโวยวายประท้วง
จีดัสตัดสินใจถอยทัพกลับโดยไม่รอทั้งสอง
“สองคนนั้นอาสาอยู่ต้านไว้” โซนาตาตอบแทนจีดัสที่เจ็บใจจนพูดอะไรไม่ออก
“พวกเราเองก็รีบกลับเซาธ์บริซาเนียกันเถอะ” ซีวีพูดทั้ง ๆ ที่น้ำตาคลอเบ้า
อดอว์ตเตอยากจะดื้ออยู่ต่อแต่พอเห็นน้ำตาของเพื่อนรัก เธอก็พูดอะไรไม่ออก
“อย่าให้การเสียสละของสองคนนั้นสูญเปล่า” จีดัสพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนที่ออกคำสั่งถอยอีกครั้ง
หลายสิบนาทีผ่านไป เบื้องหน้าของแรปโซดีคือร่างสองร่าง หนึ่งคือชายแก่รูปร่างกำยำที่เสียชีวิตทั้งที่ยังยืนอยู่อย่างองอาจ อีกหนึ่งคือชายผิวซีดผมสีเทาที่มีอายุจริงหลายร้อยปี แรปโซดีเดินเข้าไปใกล้กับร่างของทั้งคู่ มือของเขายืดยาวออก นิ้วทั้งสิบกลายเป็นรยางค์เข้าเกี่ยวกับศพของทั้งสอง จากนั้นก็ค่อย ๆ หลอมละลายร่างของอีกฝ่ายจนหายไปจนหมดสิ้น